Home » Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว

Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว

สารบัญ

ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องปกติ การสร้างความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางเทรนด์การเงินที่เกิดขึ้นมากมาย แนวคิดหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและคาดว่าจะกลายเป็นกระแสหลักคือ Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นวิธีการออมเงินที่เน้นความเรียบง่าย สม่ำเสมอ และยั่งยืน โดยอาศัยการสร้างนิสัยและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อให้การเก็บเงินเป็นไปอย่างอัตโนมัติและกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน

ประเด็นสำคัญของการออมเงินแบบ Quiet Saving

  • Quiet Saving คือแนวทางการออมเงินที่เน้นการสร้างนิสัยผ่านระบบอัตโนมัติ ทำให้การเก็บออมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว
  • ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้ในประเทศไทยคือสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเงินที่ง่ายขึ้น
  • กลยุทธ์หลักประกอบด้วยการตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติทันทีที่มีรายรับ, การปรับเปลี่ยนความคิดให้ความสำคัญกับการออมเป็นอันดับแรก, และการสร้างนิสัยการออมจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การปัดเศษเงินจากการใช้จ่าย
  • แนวคิดนี้แตกต่างจาก ‘Revenge Saving’ อย่างชัดเจน โดย Quiet Saving เน้นความสม่ำเสมอและสร้างความปลอดภัยทางการเงิน ในขณะที่ Revenge Saving มักขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันทางสังคมหรือความผิดพลาดทางการเงินในอดีต
  • เทรนด์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินมากกว่าการบริโภคเพื่อแสดงสถานะทางสังคม

ทำความรู้จัก Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว

Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว เป็นปรัชญาการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่กำลังก่อตัวขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการออมเงินจำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นการสร้างระบบการออมที่ทำงานเบื้องหลังอย่างเงียบๆ และมีประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวผ่านความสม่ำเสมอและความยั่งยืน แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างหักโหม

แนวทางนี้เหมาะสำหรับบุคคลทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน การเกิดขึ้นของเทรนด์นี้ในปี 2569 จึงเป็นภาพสะท้อนของความต้องการวิธีการจัดการเงินที่ชาญฉลาด ทำได้จริง และไม่สร้างแรงกดดันให้กับชีวิตประจำวันมากจนเกินไป

นิยามของการออมเงินแบบเงียบ

Quiet Saving หรือ “การออมแบบเงียบ” มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้การออมเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ (Automatic Behavior) แทนที่จะเป็นการตัดสินใจที่ต้องทำซ้ำๆ ทุกวันหรือทุกเดือน หลักการคือ “ตั้งค่าแล้วลืม” (Set it and forget it) โดยใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาช่วยจัดการ ซึ่งทำให้เงินออมถูกแยกออกจากบัญชีใช้จ่ายก่อนที่จะมีโอกาสได้นำไปใช้จ่ายเสียอีก

แนวคิดนี้ตรงกันข้ามกับการออมเงินแบบดั้งเดิมที่มักจะเป็น “รายได้ – รายจ่าย = เงินออม” ซึ่งทำให้เงินออมเป็นเพียงเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ Quiet Saving พลิกสมการนี้เป็น “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” โดยมองว่าเงินออมคือ “รายจ่ายที่จำเป็น” อันดับแรกที่ต้องจ่ายให้กับตัวเองเพื่ออนาคต การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างวินัยทางการเงิน แต่ยังช่วยลดความเครียดและความรู้สึกผิดที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเงินอีกด้วย เพราะเงินส่วนที่เหลือคือเงินที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ

การออมไม่ใช่เรื่องของการอดทน แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบ การมีระบบที่ดีจะทำให้การบรรลุเป้าหมายทางการเงินเป็นเรื่องง่ายและเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

ความแตกต่างระหว่าง Quiet Saving และ Revenge Saving

เพื่อทำความเข้าใจแนวคิด Quiet Saving ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบกับเทรนด์ ‘Revenge Saving’ ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในกลุ่ม Gen Z ในต่างประเทศ จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างได้เป็นอย่างดี Revenge Saving คือการออมเงินอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อ “แก้แค้น” ความผิดพลาดทางการเงินในอดีตหรือเพื่อพิสูจน์ตัวเองจากแรงกดดันทางสังคม ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการลดทอนคุณภาพชีวิตอย่างสุดโต่งและอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว ในทางตรงกันข้าม Quiet Saving เน้นที่ความสมดุลและความยั่งยืน

ตารางเปรียบเทียบแนวคิดการออมเงินระหว่าง Quiet Saving และ Revenge Saving
คุณลักษณะ Quiet Saving Revenge Saving
แรงจูงใจ สร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอย่างยั่งยืนและลดความเครียด ตอบสนองต่อความรู้สึกผิด, ความกลัว, หรือแรงกดดันทางสังคมอย่างรุนแรง
วิธีการ การสร้างนิสัย, การใช้ระบบอัตโนมัติ, การออมทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ การลดรายจ่ายอย่างหักโหม, การปฏิเสธกิจกรรมทางสังคม, การออมอย่างเข้มงวด
ลักษณะทางอารมณ์ สงบ, เป็นกลาง, ไม่เปิดเผย, เน้นกระบวนการ ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์, เปิดเผย, เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ความมั่นคงทางการเงินที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและสุขภาพจิตที่ดี เงินออมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและไม่ยั่งยืน

ปัจจัยขับเคลื่อนเทรนด์ Quiet Saving ในบริบทเศรษฐกิจไทย

การที่ Quiet Saving กลายเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนต้องปรับตัวและมองหาวิธีการจัดการการเงินรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569: ความท้าทายและโอกาส

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้เกิดเทรนด์นี้ขึ้น ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว โดยคาดการณ์การเติบโตในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน นโยบายการเงินยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับต่ำประมาณ 1.50% หรืออาจปรับลดลงอีก ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์แบบดั้งเดิมนั้นน้อยมากจนแทบไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ (ประมาณ 2% หรือต่ำกว่า) ก็ตาม สถานการณ์เหล่านี้ทำให้การออมเงินแบบเดิมๆ ไม่น่าสนใจอีกต่อไป และกระตุ้นให้ผู้คนมองหากลยุทธ์การออมเชิงพฤติกรรมที่ชาญฉลาดและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น Quiet Saving เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech): ตัวเร่งสำคัญ

การเติบโตของธนาคารดิจิทัล (Digital Banks) และแอปพลิเคชันทางการเงินต่างๆ ในประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Quiet Saving สามารถเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ฟีเจอร์ที่เคยเข้าถึงยากกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน เช่น:

  • การตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ (Automated Transfers): ผู้ใช้สามารถตั้งโปรแกรมให้โอนเงินจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออมหรือบัญชีลงทุนได้โดยอัตโนมัติในวันที่กำหนด
  • ฟีเจอร์การออมจากเศษเงิน (Round-up Savings): บางแอปพลิเคชันมีฟังก์ชันที่ช่วยปัดเศษเงินจากการใช้จ่ายในแต่ละครั้งให้เป็นเลขจำนวนเต็ม แล้วนำส่วนต่างนั้นไปเก็บในบัญชีออมทรัพย์โดยอัตโนมัติ เช่น หากซื้อกาแฟราคา 85 บาท ระบบจะปัดเป็น 90 บาท และนำเงิน 5 บาทไปเก็บออมให้
  • การสร้างบัญชีเป้าหมาย (Goal-based Savings): ผู้ใช้สามารถสร้าง “กระปุกออมสินดิจิทัล” สำหรับเป้าหมายต่างๆ เช่น เงินดาวน์บ้าน ท่องเที่ยว หรือเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความคืบหน้าและสร้างแรงจูงใจได้ดี

ความสะดวกสบายเหล่านี้ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นออมเงินและทำให้การสร้างนิสัยการออมเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์

ในอดีต การบริโภคเพื่อแสดงสถานะทางสังคม (Conspicuous Consumption) อาจเป็นค่านิยมที่แพร่หลาย แต่ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเงินได้เพิ่มสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินและความเป็นอิสระทางการเงิน (Financial Independence) มากกว่าการครอบครองวัตถุราคาแพง

สื่อสังคมออนไลน์ เช่น YouTube และ Podcast มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดและความรู้ทางการเงินสมัยใหม่ ผู้ให้ความรู้ทางการเงินหลายรายได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการออมอัตโนมัติ การสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี และจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลได้เป็นอย่างดี และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาเริ่มหันมาใช้วิธีการออมเงินแบบ Quiet Saving เพื่อสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคงให้กับตนเอง

กลยุทธ์และวิธีการเริ่มต้น Quiet Saving

การเริ่มต้น Quiet Saving ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางการเงินที่ซับซ้อน แต่เน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ โดยมีกลยุทธ์หลัก 4 ประการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

พลังของการออมอัตโนมัติ (Automation is Key)

นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของ Quiet Saving หลักการคือการทำให้การออมเกิดขึ้นก่อนที่จะมีโอกาสได้ใช้จ่ายเงินนั้น หรือที่เรียกว่า “จ่ายให้ตัวเองก่อน” (Pay Yourself First) วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการตั้งค่าคำสั่งโอนเงินอัตโนมัติ (Standing Order) ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร โดยกำหนดให้มีการโอนเงินจำนวนหนึ่งจากบัญชีที่รับเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออมหรือบัญชีลงทุนในทุกๆ เดือนทันทีหลังจากเงินเดือนเข้า

การทำเช่นนี้จะช่วยขจัดอุปสรรคทางจิตวิทยาที่ใหญ่ที่สุดของการออม นั่นคือการผัดวันประกันพรุ่งและการตัดสินใจในแต่ละครั้งว่าจะออมเท่าไหร่ดี เมื่อระบบทำงานโดยอัตโนมัติ การออมจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง คล้ายกับการจ่ายบิลค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องใช้พลังใจในการตัดสินใจทุกครั้ง

ปรับเปลี่ยนกรอบความคิด: ออมก่อน ใช้ทีหลัง (Save First, Spend Later)

กลยุทธ์นี้เป็นการต่อยอดมาจากการออมอัตโนมัติ โดยเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเงินออมโดยสิ้นเชิง แทนที่จะมองว่าเงินออมคือ “เงินเหลือ” จากการใช้จ่าย ให้มองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุด” ที่ต้องจัดสรรไว้เป็นอันดับแรกทันทีที่มีรายรับเข้ามา สมการการเงินส่วนบุคคลจะเปลี่ยนจาก:

รายได้ – รายจ่าย = เงินออม

ไปเป็นสมการใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า:

รายได้ – เงินออม = รายจ่าย

การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดนี้มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมทางการเงิน เพราะมันกำหนดขอบเขตของเงินที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อเงินออมถูกแยกออกไปแล้ว เงินที่เหลืออยู่ในบัญชีคือจำนวนเงินที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ซึ่งจะช่วยลดการใช้จ่ายเกินตัวและสร้างวินัยทางการเงินได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สร้างนิสัยเล็กๆ สู่ความมั่งคั่ง (Micro-Habits Build Wealth)

นอกจากการออมเงินก้อนใหญ่ในแต่ละเดือนแล้ว Quiet Saving ยังให้ความสำคัญกับการสะสมเงินจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเมื่อทำอย่างสม่ำเสมอจะสามารถรวมกันเป็นเงินจำนวนมากได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างของนิสัยเล็กๆ เหล่านี้ ได้แก่:

  • การปัดเศษเงิน (Round-up): ใช้ฟีเจอร์ในแอปพลิเคชันธนาคารหรือแอปการออมเพื่อปัดเศษการใช้จ่ายทุกครั้งและนำส่วนต่างไปเก็บออม
  • การใช้แอปพลิเคชันคืนเงิน (Cashback Apps): เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์หรือชำระค่าบริการต่างๆ ให้เลือกใช้แพลตฟอร์มที่ให้เงินคืน (Cashback) และตั้งค่าให้นำเงินคืนทั้งหมดโอนเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ
  • กฎ 24 ชั่วโมง: ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อของที่ไม่จำเป็นซึ่งมีราคาสูง ให้รอ 24 ชั่วโมงเพื่อไตร่ตรอง หากพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้วยังคงต้องการสิ่งนั้นอยู่จึงค่อยตัดสินใจซื้อ วิธีนี้ช่วยลดการซื้อของตามอารมณ์ (Impulsive Buying) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เก็บเงินเท่ากับที่จ่าย: ทุกครั้งที่ใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น กาแฟแก้วพิเศษ หรือเสื้อผ้าใหม่ ให้โอนเงินจำนวนเท่ากันเข้าบัญชีเงินออม วิธีนี้จะช่วยให้ตระหนักถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของการใช้จ่ายนั้นๆ

เครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อการออมที่ยั่งยืน

เพื่อให้การออมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่น่าเบื่อ การใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญ หลักการจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายวิธี เช่น:

  • การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมองเห็นได้ (Visual Tracking): การตั้งชื่อบัญชีออมทรัพย์ตามเป้าหมาย เช่น “กองทุนฉุกเฉิน” หรือ “ทริปญี่ปุ่น” และการใช้แอปพลิเคชันที่แสดงความคืบหน้าเป็นกราฟหรือแถบสถานะ จะช่วยสร้างความรู้สึกถึงความสำเร็จและกระตุ้นให้อยากออมต่อไป
  • การให้รางวัลตัวเอง (Gamification): ตั้งเป้าหมายการออมเป็นขั้นๆ เมื่อทำสำเร็จในแต่ละขั้น ให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่กระทบกับแผนการออมโดยรวม เช่น ดูหนังหนึ่งเรื่อง หรือกินอาหารมื้อพิเศษ วิธีนี้ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุกและท้าทายเหมือนการเล่นเกม
  • การมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ (Accountability Partners): การบอกเป้าหมายทางการเงินกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่ไว้ใจได้ สามารถช่วยสร้างแรงผลักดันและทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ทำสิ่งนี้เพียงลำพัง การมีคนคอยตรวจสอบและให้กำลังใจซึ่งกันและกันจะช่วยให้มีวินัยมากขึ้น

การประยุกต์ใช้ Quiet Saving ในชีวิตประจำวัน

ทฤษฎีและกลยุทธ์ต่างๆ จะไม่มีความหมายหากไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน การเริ่มต้น Quiet Saving นั้นง่ายกว่าที่คิด และสามารถทำได้ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่คนส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว

ตัวอย่างการตั้งค่าการออมแบบอัตโนมัติ

สมมติว่ามีรายรับสุทธิต่อเดือน 30,000 บาท และตั้งเป้าหมายออมเงิน 15% ของรายได้ ซึ่งเท่ากับ 4,500 บาทต่อเดือน สามารถออกแบบระบบ Quiet Saving ได้ดังนี้:

  1. เปิดบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน หรือบัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ให้ดอกเบี้ยสูงและแยกออกจากบัญชีใช้จ่ายหลัก
  2. เข้าไปที่แอปพลิเคชันของธนาคารที่รับเงินเดือน และตั้งค่า “รายการโปรด” หรือ “ตั้งเวลาโอนล่วงหน้า” (Scheduled Transfer)
  3. กำหนดให้ระบบโอนเงินจำนวน 4,500 บาท จากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออมที่เปิดไว้ โดยตั้งค่าให้โอนในวันที่เงินเดือนเข้า หรือวันถัดไปทันที
  4. ตั้งค่าให้ทำรายการนี้ซ้ำทุกเดือนโดยอัตโนมัติ

เพียงเท่านี้ ระบบการออมก็จะทำงานด้วยตัวเองทุกเดือน ทำให้เงิน 4,500 บาทถูกเก็บออมอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องมานั่งตัดสินใจใหม่ทุกครั้ง และเงินที่เหลือในบัญชี 25,500 บาท คืองบประมาณสำหรับการใช้จ่ายในเดือนนั้นๆ

การใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันทางการเงิน

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันทางการเงินมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการออมแบบอัตโนมัติ ลองสำรวจแอปพลิเคชันของธนาคารที่ใช้อยู่ หรือแอปพลิเคชันด้านการออมและการลงทุนอื่นๆ เพื่อค้นหาฟีเจอร์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น

  • แอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ “เก็บทอน” หรือ “ปัดเศษ”: เปิดใช้งานฟีเจอร์นี้เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตหรือ QR Code มีการออมเงินเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
  • แอปพลิเคชันที่ช่วยสรุปค่าใช้จ่าย: ใช้แอปพลิเคชันบันทึกรายรับ-รายจ่ายเพื่อดูภาพรวมพฤติกรรมการใช้เงินของตนเอง เมื่อเห็นว่าเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับอะไร อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการหาทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำเงินส่วนนั้นมาเพิ่มยอดการออมอัตโนมัติได้
  • แอปพลิเคชันลงทุนในกองทุนรวม: สำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น สามารถตั้งค่าการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA – Dollar Cost Averaging) โดยให้มีการตัดเงินจากบัญชีเพื่อไปซื้อกองทุนรวมที่เลือกไว้เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ Quiet Saving ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

มุมมองและผลกระทบต่อภาคการเงิน

เทรนด์ Quiet Saving ไม่เพียงส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบและความท้าทายต่อสถาบันการเงินและนโยบายการเงินในภาพรวมอีกด้วย

ความท้าทายของสถาบันการเงินในยุคดอกเบี้ยต่ำ

สภาวะดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนานส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM) ลดลง ทำให้การเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูงทำได้ยากขึ้น ธนาคารจึงต้องปรับตัวโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมากขึ้น รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การนำเสนอฟีเจอร์ที่ช่วยในการออมอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่าย และการให้คำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว

โอกาสสำหรับผู้บริโภคในการสร้างความมั่นคง

สำหรับผู้บริโภค เทรนด์ Quiet Saving ถือเป็นโอกาสในการสร้างเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่งในยุคแห่งความผันผวน การมุ่งเน้นไปที่การสร้างนิสัยการออมที่สม่ำเสมอและการหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น จะช่วยให้สามารถสร้างเงินสำรองฉุกเฉินและมีเงินทุนสำหรับเป้าหมายในอนาคตได้ แม้ว่าผลตอบแทนจากเงินฝากจะอยู่ในระดับต่ำ แต่การมีวินัยและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ในที่สุด นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายกับการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องมือทางการออมและการลงทุนต่างๆ

บทสรุป: อนาคตของการออมเพื่อความยั่งยืนทางการเงิน

Quiet Saving เทรนด์ออมเงิน 2569 เก็บเงินเก่งแบบไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพียงกระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เป็นวิวัฒนาการของแนวคิดการจัดการการเงินส่วนบุคคลที่ปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่ มันคือการเปลี่ยนจากการออมที่ต้องใช้ “ความพยายาม” และ “การตัดสินใจ” มาเป็นการออมที่ขับเคลื่อนด้วย “ระบบ” และ “นิสัย” โดยอาศัยพลังของเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ

ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจต่อไป แนวโน้มที่ผู้คนจะหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ผ่านวิธีการที่เรียบง่าย ยั่งยืน และทำได้จริงในชีวิตประจำวันอย่าง Quiet Saving ก็มีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ การเริ่มต้นสร้างความมั่นคงทางการเงินไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สามารถเริ่มต้นได้จากการกระทำเล็กๆ ที่สม่ำเสมอในวันนี้ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและเป็นอิสระทางการเงินในวันข้างหน้า