AI จัดพอร์ตหุ้นให้? เทรนด์ Robo-Advisor ไทยปี 2026
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต การลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งวงการที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ บริการที่ปรึกษาการลงทุนอัตโนมัติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Robo-Advisor” กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกและมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทยภายในปี 2026
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- นิยามและหลักการทำงาน: Robo-Advisor คือบริการวางแผนและบริหารพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติโดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของนักลงทุนเพื่อสร้างและปรับสมดุลพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยง
- แนวโน้มการเติบโตในไทย: ปี 2026 คาดว่าจะเป็นปีแห่งการขยายตัวของ Robo-Advisor ในไทย โดยได้รับแรงหนุนจากการสนับสนุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และการพัฒนาโมเดลภาษาไทย
- ข้อดีที่โดดเด่น: ช่วยประหยัดเวลา ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการวิเคราะห์ข้อมูล เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด และช่วยลดอคติทางอารมณ์ในการตัดสินใจลงทุน
- ความท้าทายในอนาคต: ความเสี่ยงจากอคติของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI, ความจำเป็นในการพัฒนาระบบให้เข้าใจบริบทตลาดทุนไทย และการสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง
ทำความรู้จัก Robo-Advisor: อนาคตการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI
การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ฟินเทค (FinTech) ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการเงินไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นและกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญคือนวัตกรรมด้านการบริหารความมั่งคั่ง (WealthTech) ซึ่งมี Robo-Advisor เป็นเทคโนโลยีเรือธง บริการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงการเข้าถึงบริการที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งในอดีตมักจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง โดยการนำเสนอโซลูชันการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ใครคือกลุ่มเป้าหมายของ Robo-Advisor?
แม้ว่า Robo-Advisor จะเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนทุกประเภท แต่มีกลุ่มเป้าหมายหลักที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากบริการนี้ ได้แก่:
- นักลงทุนมือใหม่: ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการลงทุนและอาจยังขาดความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน Robo-Advisor จะช่วยแนะนำและสร้างพอร์ตการลงทุนเริ่มต้นที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- นักลงทุนที่ไม่มีเวลา: กลุ่มคนวัยทำงานหรือผู้ประกอบการที่ตารางเวลาในแต่ละวันค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาข้อมูล ติดตามสภาวะตลาด หรือปรับพอร์ตการลงทุนด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ
- นักลงทุนที่ต้องการระบบที่เป็นแบบแผน: ผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาวอย่างมีวินัยและเป็นระบบ โดยอาศัยอัลกอริทึมที่ปราศจากอคติทางอารมณ์ ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนผิดพลาด
ทำไมเทรนด์นี้จึงสำคัญในปี 2026?
แนวโน้มการเติบโตของ Robo-Advisor ในประเทศไทยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ปี 2026 จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การตื่นตัวของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี และที่สำคัญคือการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ในภูมิภาค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้บริการ Robo-Advisor มีศักยภาพที่จะเติบโตและกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับการวางแผนการเงินของคนไทยในอนาคตอันใกล้
Robo-Advisor คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร?
เพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพของเทรนด์นี้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานที่ว่า Robo-advisor คืออะไร และกลไกเบื้องหลังการทำงานของมันเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
นิยามของ ‘ผู้ช่วยลงทุนอัจฉริยะ’
Robo-Advisor หรือ “ผู้แนะนำการลงทุนด้วยหุ่นยนต์” คือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการวางแผนการเงินและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติ โดยใช้อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจแทนมนุษย์ หน้าที่ของมันครอบคลุมตั้งแต่การประเมินโปรไฟล์ความเสี่ยงของนักลงทุน การเสนอแผนการลงทุนที่เหมาะสม ไปจนถึงการบริหารจัดการและปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนใหญ่มักเป็นการลงทุนในกองทุนรวมประเภทต่างๆ เช่น กองทุนรวมดัชนี (Index Funds) หรือกองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมต่ำและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี
Robo-Advisor กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล โดยทำให้การเข้าถึงคำแนะนำการลงทุนที่มีคุณภาพเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีเงินลงทุนเริ่มต้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม
กระบวนการทำงาน 3 ขั้นตอนหลัก
หลักการทำงานของ Robo-Advisor สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอนหลัก ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการให้คำปรึกษาทางการเงินแบบดั้งเดิม แต่ถูกนำมาทำให้เป็นอัตโนมัติและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ขั้นตอนที่ 1: การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้ลงทุน
เมื่อผู้ใช้เริ่มต้นใช้งานแพลตฟอร์ม ระบบจะเริ่มต้นด้วยการทำแบบสอบถามออนไลน์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ซึ่งประกอบด้วย:
- เป้าหมายการลงทุน: เช่น เพื่อการเกษียณ, เพื่อการศึกษาบุตร, หรือเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
- ระยะเวลาการลงทุน: กำหนดกรอบเวลาที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย
- สถานะทางการเงิน: รายได้, เงินออม, และภาระหนี้สิน
- ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance): ประเมินว่าผู้ลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้มากน้อยเพียงใด
AI จะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อสร้าง “โปรไฟล์นักลงทุน” (Investor Profile) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุด
ขั้นตอนที่ 2: การสร้างและนำเสนอพอร์ตการลงทุน
หลังจากได้โปรไฟล์ของนักลงทุนแล้ว อัลกอริทึมจะทำการคัดเลือกสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (Asset Allocation) เช่น ตราสารหนี้, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามหลักการทฤษฎีพอร์ตการลงทุนสมัยใหม่ (Modern Portfolio Theory) ระบบจะนำเสนอพอร์ตจำลองพร้อมแสดงผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
ขั้นตอนที่ 3: การติดตามและปรับสมดุลพอร์ตอัตโนมัติ
นี่คือหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ Robo-Advisor หลังจากที่เริ่มลงทุนแล้ว ระบบจะทำการติดตามผลการดำเนินงานของพอร์ตอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ (เนื่องจากความเคลื่อนไหวของราคาในตลาด) ระบบจะทำการ “ปรับสมดุลพอร์ต” (Portfolio Rebalancing) โดยอัตโนมัติ เช่น ขายสินทรัพย์ที่ราคาสูงขึ้นและมีสัดส่วนเกินเป้า และนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่ราคายังต่ำกว่าและมีสัดส่วนน้อยกว่าเป้า เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้คงที่อยู่เสมอ กระบวนการนี้ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องคอยเฝ้าติดตามตลาดด้วยตนเอง
เจาะลึกเทรนด์ Robo-Advisor ไทยปี 2026
การคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับตลาด Robo-Advisor ในไทยนั้นมีพื้นฐานมาจากปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ทั้งในมิติของตลาดทุน, เทคโนโลยี, และนโยบายภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังผนวกรวมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของบริการ AI ลงทุน
ภาพรวมตลาด WealthTech และฟินเทคของไทย
อุตสาหกรรม ฟินเทค 2026 ของไทยกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน แอปลงทุน และช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินต่างๆ เร่งพัฒนาบริการในกลุ่ม WealthTech เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ผู้ให้บริการหลายราย เช่น SCBS, InnovestX, และ Yuanta ได้เริ่มนำเสนอบริการ Robo-Advisor มาระยะหนึ่งแล้ว และคาดว่าจะมีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทั้งในด้านฟีเจอร์การใช้งานและโมเดลค่าธรรมเนียม เพื่อดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่มองหาเครื่องมือช่วย จัดพอร์ตหุ้น และสินทรัพย์อื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายภาครัฐ: แรงขับเคลื่อนสำคัญของเทคโนโลยี AI
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการสนับสนุนจากภาครัฐ รัฐบาลไทยได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการผลักดันอุตสาหกรรม AI โดยมีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 25,000 ล้านบาท (ประมาณ 770 ล้านเหรียญสหรัฐ) สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในช่วงปี 2026-2027 งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในโครงการสำคัญๆ เช่น:
- การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI (AI Centers of Excellence – CoEs): เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูง
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และข้อมูล: เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการทำงานของ AI
- การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับภาษาไทย (Thai Large Language Models): ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา Robo-Advisor ที่สามารถสื่อสารและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติ
การลงทุนจากภาครัฐเหล่านี้จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและลดต้นทุนการพัฒนาให้กับภาคเอกชน ทำให้การนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในบริการทางการเงินเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
การแข่งขันของผู้ให้บริการในตลาดไทย
ปัจจุบันตลาด ลงทุนในไทย เริ่มมีผู้เล่นในสมรภูมิ Robo-Advisor มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และสตาร์ทอัพด้านฟินเทค การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้นับเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะจะนำไปสู่การพัฒนาบริการให้มีคุณภาพสูงขึ้น มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย และมีค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ในอนาคตคาดว่าจะได้เห็นการนำเสนอโซลูชันที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น พอร์ตการลงทุนที่เน้นด้านความยั่งยืน (ESG) หรือพอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อเป้าหมายทางการเงินเฉพาะทางอื่นๆ
เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ Robo-Advisor
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ Robo-Advisor มีทั้งข้อดีที่น่าสนใจและข้อจำกัดบางประการที่นักลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้บริการ การทำความเข้าใจทั้งสองด้านจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
| คุณสมบัติ | ข้อดี | ข้อจำกัดและความท้าทาย |
|---|---|---|
| การเข้าถึงและค่าใช้จ่าย | เข้าถึงง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำกว่า และมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าที่ปรึกษาการลงทุนที่เป็นมนุษย์ | อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการคำปรึกษาที่ซับซ้อนเฉพาะบุคคล เช่น การวางแผนภาษี หรือการวางแผนมรดก |
| การตัดสินใจลงทุน | ใช้ข้อมูลและอัลกอริทึมในการตัดสินใจ ช่วยลดอคติทางอารมณ์ (ความกลัว/ความโลภ) ที่มักส่งผลเสียต่อการลงทุน | ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพของอัลกอริทึมและข้อมูลที่ใช้ อาจไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (Black Swan Event) ได้ดีเท่ามนุษย์ |
| ความสะดวกและเวลา | กระบวนการทั้งหมดเป็นอัตโนมัติ ตั้งแต่การเปิดบัญชีไปจนถึงการปรับพอร์ต ช่วยประหยัดเวลาและลดภาระในการติดตามตลาด | การพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากเกินไปอาจทำให้นักลงทุนขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการลงทุนพื้นฐาน |
| ความโปร่งใส | สามารถตรวจสอบพอร์ตการลงทุนและผลการดำเนินงานได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ | ความโปร่งใสของ “กล่องดำ” (Black Box) หรืออัลกอริทึมที่ใช้ตัดสินใจอาจยังมีข้อจำกัด ทำให้นักลงทุนไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการปรับพอร์ตทั้งหมด |
| ความเสี่ยงและอคติ | มีการกระจายความเสี่ยงที่เป็นระบบตามทฤษฎีการลงทุน และปรับสมดุลพอร์ตเพื่อควบคุมความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ | มีความเสี่ยงจากอคติของข้อมูล (Data Bias) ที่ใช้ในการฝึกฝน AI ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ได้เป็นผลดีที่สุดในบางสถานการณ์ |
ความท้าทายและทิศทางในอนาคต
แม้ว่าแนวโน้มของ Robo-Advisor จะดูสดใส แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่ผู้พัฒนา ผู้กำกับดูแล และนักลงทุนต้องเผชิญร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีนี้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสร้างประโยชน์สูงสุด
ปัญหาอคติในข้อมูล (Data Bias) และความโปร่งใสของ AI
หัวใจของ AI คือข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝน หากข้อมูลที่ใช้นั้นมีอคติแฝงอยู่ (เช่น ข้อมูลย้อนหลังที่ไม่ครอบคลุมสภาวะตลาดที่หลากหลาย) การตัดสินใจของ AI ก็อาจมีอคติตามไปด้วย การสร้างแบบจำลอง AI ที่มีความยุติธรรมและลดอคติจึงเป็นความท้าทายสำคัญ นอกจากนี้ การสร้างความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจของ AI (Explainable AI – XAI) ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าใจและเชื่อมั่นในคำแนะนำที่ได้รับ
การพัฒนา AI ให้เข้าใจบริบทการลงทุนของไทย
ตลาดการลงทุนในไทยมีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งในด้านกฎระเบียบ พฤติกรรมนักลงทุน และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค การนำโมเดล AI ที่พัฒนาจากต่างประเทศมาใช้โดยตรงอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้น การพัฒนา Robo-Advisor ที่ใช้โมเดล AI ซึ่งถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลและเข้าใจบริบทของตลาดทุนไทยโดยเฉพาะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการพัฒนาโมเดลภาษาไทยของตนเอง
กรอบการกำกับดูแลและมาตรฐานทางกฎหมาย
เมื่อเทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากขึ้น บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็จะยิ่งมีความสำคัญ การกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI ในการให้คำแนะนำการลงทุนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและทำให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการดำเนินงานภายใต้กรอบจริยธรรมและความรับผิดชอบที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นทั่วโลกควบคู่ไปกับการเติบโตของเทคโนโลยี AI
บทสรุป: การเตรียมความพร้อมสู่ยุคแห่งการลงทุนด้วย AI
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าจับตามองสำหรับวงการลงทุนในประเทศไทย เทรนด์ Robo-Advisor ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI กำลังจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการวางแผนและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และเป็นระบบมากขึ้น การสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเป็นปัจจัยเร่งให้เทคโนโลยีนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว
บริการนี้มอบข้อได้เปรียบในด้านการประหยัดเวลา การตัดสินใจที่อิงตามข้อมูล และการลดอิทธิพลของอารมณ์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องตระหนักถึงความท้าทายในด้านความเสี่ยงจากอคติของ AI และความจำเป็นในการมีกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมจัดการกองทุนและบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด ที่จะต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันในสมรภูมิ WealthTech ที่กำลังจะดุเดือดขึ้นในอนาคต
สำหรับนักลงทุน การเริ่มต้นศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Robo-Advisor และหลักการทำงานของ AI ลงทุน จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ประโยชน์จากเครื่องมือแห่งอนาคตนี้ในการสร้างความมั่งคั่งและบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว