ขายคาร์บอนเครดิตส่วนตัว: เทรนด์ใหม่สร้างรายได้คนไทย?
แนวคิดเรื่องการลดภาวะโลกร้อนกำลังแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในประเทศไทย บทความนี้จะสำรวจแนวคิดและโอกาสของ ขายคาร์บอนเครดิตส่วนตัว: เทรนด์ใหม่สร้างรายได้คนไทย? โดยเจาะลึกถึงกลไกตลาด โอกาสสำหรับภาคธุรกิจและเกษตรกร รวมถึงแนวโน้มในอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การเติบโตของตลาด: ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
- โอกาสสร้างรายได้: ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงภาคเกษตรกรรม สามารถสร้างรายได้เสริมจากการดำเนินโครงการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองไปจำหน่ายในตลาด
- กลไกตลาดที่ชัดเจน: ประเทศไทยมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. และมีมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เป็นกลไกหลักในการรับรองและซื้อขาย
- นวัตกรรมทางเทคโนโลยี: การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีโทเคน (Tokenization) กำลังจะเข้ามาเพิ่มความโปร่งใสและทำให้การเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ
- แนวโน้มราคา: ราคาคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ตามความต้องการขององค์กรที่ต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
บทนำสู่การขายคาร์บอนเครดิตส่วนตัว
แนวคิดเรื่อง ขายคาร์บอนเครดิตส่วนตัว: เทรนด์ใหม่สร้างรายได้คนไทย? กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะกลไกตลาดที่เชื่อมโยงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ คาร์บอนเครดิตหมายถึงสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสามารถวัดผลและนำไปซื้อขายได้ โดย 1 คาร์บอนเครดิตมีค่าเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้
ความสำคัญของตลาดนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากแรงกดดันระดับโลกที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้บริษัทและองค์กรต่างๆ ตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน การซื้อคาร์บอนเครดิตจึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดได้จากการดำเนินงานปกติ (Residual Emissions) สิ่งนี้ได้สร้างอุปทานและอุปสงค์ในตลาด ทำให้กิจกรรมลดโลกร้อน เช่น การปลูกป่า การผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน สามารถแปลงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและซื้อขายได้จริง
ภาพรวมตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย
ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงสร้างและหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายอย่างเป็นระบบ
ความหมายของคาร์บอนเครดิต
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือหน่วยวัดที่ใช้แทนปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้ โดยเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จำนวน 1 ตัน เครดิตนี้เกิดขึ้นจากโครงการต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน, โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, ชีวมวล), หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อโครงการเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะได้รับคาร์บอนเครดิตซึ่งสามารถนำไปขายให้กับบุคคลหรือองค์กรอื่นที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้
ประเภทของตลาดคาร์บอนเครดิต
ตลาดคาร์บอนเครดิตโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ตลาดภาคบังคับ และตลาดภาคสมัครใจ ซึ่งมีลักษณะและกลุ่มผู้เข้าร่วมที่แตกต่างกัน
ตลาดภาคบังคับ (Mandatory Market หรือ Compliance Market)
ตลาดประเภทนี้เกิดขึ้นจากข้อบังคับทางกฎหมายหรือกฎระเบียบของภาครัฐที่กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานบางประเภทต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่สามารถลดได้ตามเป้าหมายที่กำหนด จะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อมาชดเชยส่วนที่ขาดไป ตลาดนี้มักมีขนาดใหญ่และถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยหน่วยงานภาครัฐ
ตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market)
ตลาดนี้เป็นพื้นที่สำหรับองค์กร, ธุรกิจ, หรือบุคคล ที่มีความต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือต้องการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนเองโดยสมัครใจ ไม่ได้เกิดจากข้อบังคับทางกฎหมาย ในประเทศไทย ตลาดภาคสมัครใจมีความคึกคักและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งดูแลและให้การรับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หรือ TGO
ขั้นตอนการสร้างและขายคาร์บอนเครดิต
การเปลี่ยนกิจกรรมลดโลกร้อนให้กลายเป็นรายได้ผ่านการขายคาร์บอนเครดิตนั้นมีกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน ตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการไปจนถึงการจำหน่ายในตลาด
การริเริ่มโครงการลดก๊าซเรือนกระจก
ขั้นตอนแรกคือการพัฒนาและดำเนินโครงการที่สามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ ตัวอย่างโครงการที่สามารถเข้าร่วมได้มีหลากหลายประเภท เช่น:
- ภาคพลังงาน: โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop), พลังงานชีวมวล, พลังงานลม และพลังงานจากก๊าซชีวภาพ
- ภาคป่าไม้และการเกษตร: โครงการปลูกป่า, การจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน, หรือการทำเกษตรแบบยั่งยืน
- ภาคการจัดการของเสีย: โครงการนำขยะมาผลิตเป็นพลังงาน หรือการทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน
- ภาคอุตสาหกรรม: โครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กระบวนการขึ้นทะเบียนและรับรองมาตรฐาน
หลังจากดำเนินโครงการแล้ว ผู้พัฒนาโครงการจะต้องนำโครงการไปขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่ให้การรับรอง ในบริบทของประเทศไทยคือ อบก. ภายใต้มาตรฐาน T-VER กระบวนการโดยสังเขปประกอบด้วย:
- การจัดทำเอกสาร: ผู้พัฒนาโครงการต้องจัดทำเอกสารอธิบายรายละเอียดโครงการ (Project Design Document – PDD) ซึ่งระบุวิธีการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้
- การตรวจสอบความใช้ได้ (Validation): เอกสารโครงการจะถูกตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body – VVB) ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการมีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์
- การขึ้นทะเบียนโครงการ: เมื่อผ่านการตรวจสอบ อบก. จะทำการขึ้นทะเบียนโครงการอย่างเป็นทางการ
- การทวนสอบ (Verification): หลังจากดำเนินโครงการไประยะหนึ่ง จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานการติดตามผล เพื่อให้ VVB เข้ามาทวนสอบปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จริง
- การรับรองคาร์บอนเครดิต: เมื่อผ่านการทวนสอบ อบก. จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิต (TVERs) ตามปริมาณที่ลดได้จริง ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายได้ต่อไป
ช่องทางการจำหน่ายคาร์บอนเครดิต
เมื่อได้รับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว ผู้ถือครองเครดิตสามารถนำไปขายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่:
- การซื้อขายโดยตรง (Over-the-Counter – OTC): เป็นการเจรจาต่อรองราคากันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
- การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มหรือศูนย์ซื้อขาย: ปัจจุบันมีการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการจับคู่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้เกิดสภาพคล่องและความโปร่งใสด้านราคามากขึ้น
- การซื้อขายผ่านนายหน้า (Broker): มีบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ช่วยอำนวยความสะดวกในการหาผู้ซื้อและจัดการธุรกรรม
การเติบโตและมูลค่าตลาดคาร์บอนเครดิตในไทย
ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่สูงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน
สถิติการเติบโตที่น่าจับตามอง
ข้อมูลที่น่าสนใจชี้ให้เห็นว่าในปี 2565 ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 425% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,228% การเติบโตอย่างมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและราคาต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณ 34 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2564 มาอยู่ที่ราว 100-120 บาทต่อตันในปี 2565 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของกิจกรรมการลดโลกร้อน
ปัจจัยกำหนดราคาสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
แม้ว่าตลาดในไทยจะยังถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ราคาคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ:
- เป้าหมายด้านความยั่งยืนของภาคเอกชน: บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero ซึ่งผลักดันให้เกิดความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซฯ
- การลงทุน ESG: กระแสการลงทุนที่เน้นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- กฎระเบียบในอนาคต: แนวโน้มที่ภาครัฐอาจมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต เช่น การจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อาจเป็นแรงจูงใจให้องค์กรเริ่มลงทุนในคาร์บอนเครดิตตั้งแต่เนิ่นๆ
ประเภทโครงการที่ได้รับความนิยม
ราคาของคาร์บอนเครดิตจะแตกต่างกันไปตามประเภทของโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุน คุณภาพ และผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ที่เกิดขึ้น โครงการที่ได้รับความนิยมและมักมีราคาซื้อขายสูง ได้แก่:
- โครงการภาคป่าไม้ (Forestry Projects): โครงการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าถือเป็นโครงการที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง เนื่องจากนอกจากการดูดซับคาร์บอนแล้ว ยังสร้างประโยชน์ร่วมในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ทำให้ราคาเครดิตจากโครงการประเภทนี้อาจสูงถึงหลายร้อยบาทต่อตัน
- โครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Projects): โครงการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล, พลังงานลม, และก๊าซชีวภาพ ก็เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นกัน เนื่องจากสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างชัดเจน
| คุณลักษณะ | โครงการภาคป่าไม้ | โครงการพลังงานหมุนเวียน |
|---|---|---|
| ระยะเวลาในการสร้างเครดิต | ยาวนาน (หลายปี) เนื่องจากต้องรอให้ต้นไม้เติบโตเพื่อดูดซับคาร์บอน | สั้นกว่า สามารถเริ่มสร้างเครดิตได้ทันทีที่เริ่มดำเนินการผลิตพลังงาน |
| ระดับราคาเครดิต | สูง มักมีราคาสูงสุดในตลาดเนื่องจากมีประโยชน์ร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม | ปานกลางถึงสูง ขึ้นอยู่กับประเภทเทคโนโลยีและขนาดโครงการ |
| ความซับซ้อนของโครงการ | สูง ต้องมีการติดตามและดูแลรักษาพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง | ปานกลาง เน้นการบำรุงรักษาเชิงเทคนิคของระบบผลิตพลังงาน |
| ผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) | สูงมาก (ความหลากหลายทางชีวภาพ, สร้างงานให้ชุมชน, แหล่งต้นน้ำ) | ปานกลาง (ลดมลพิษทางอากาศ, ความมั่นคงทางพลังงาน) |
อนาคตของตลาดคาร์บอน: แพลตฟอร์มดิจิทัลและโทเคน
เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดคาร์บอนเครดิต การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
การมาถึงของแพลตฟอร์มดิจิทัล
ในปี 2025 และหลังจากนั้น คาดว่าจะมีการพัฒนาและเปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมากขึ้น แพลตฟอร์มเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตลาดกลางออนไลน์ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกันโดยตรง ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหลายทอด ทำให้สามารถรักษาผลประโยชน์และสร้างรายได้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
โทเคนคาร์บอนเครดิต: นวัตกรรมใหม่
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองคือการแปลงคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ โทเคนคาร์บอนเครดิต (Tokenized Carbon Credit) โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เข้ามาช่วยในการบันทึกและติดตามความเป็นเจ้าของเครดิต ข้อดีของแนวทางนี้คือ:
- ความโปร่งใส: ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) ของเครดิต
- สภาพคล่อง: การซื้อขายโทเคนสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงบนแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาดสูงขึ้น
- การเข้าถึงระดับสากล: ช่วยให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างประเทศสามารถเข้ามาซื้อเครดิตจากโครงการในไทยได้สะดวก
ความท้าทายและข้อควรพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ตลาดคาร์บอนเครดิตยังคงมีความท้าทายอยู่บ้าง ในปี 2568 มีรายงานว่าตลาดอาจประสบภาวะซบเซาในบางช่วง เนื่องจากยังขาดแรงจูงใจที่ชัดเจนจากภาคเอกชนในวงกว้าง และผู้ประกอบการบางส่วนยังคงรอความชัดเจนด้านกฎหมายและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว ดังนั้น การพัฒนากรอบกฎหมายที่ชัดเจนและการสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน
บทสรุป: โอกาสและความเป็นไปได้
การขายคาร์บอนเครดิตส่วนตัวกำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สร้างโอกาสทางรายได้ที่สำคัญสำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SME และภาคเกษตรกรรมที่มีศักยภาพในการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนโดยมาตรฐาน T-VER ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ของปริมาณและมูลค่าการซื้อขาย
แม้จะยังมีความท้าทายอยู่บ้างในเรื่องของแรงจูงใจและกฎระเบียบที่ต้องพัฒนาต่อไป แต่แนวโน้มในระยะยาวยังคงสดใส ด้วยราคาคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะสูงขึ้นตามความต้องการขององค์กรที่มุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน การมาถึงของแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยีโทเคนจะยิ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใส สภาพคล่อง และการเข้าถึงตลาดให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน