Home » Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย

Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย

สารบัญ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องเผชิญ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ หลายองค์กรชั้นนำในไทยเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Reverse Mentoring” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้พนักงานรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้บริหารระดับสูง เพื่อสร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ๆ และขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

ภาพรวมของ Reverse Mentoring

  • นิยาม: Reverse Mentoring คือกระบวนการที่พนักงานรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และเทรนด์ดิจิทัล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและสอนทักษะเหล่านี้แก่ผู้บริหารหรือพนักงานอาวุโส
  • ความสำคัญในบริบทไทย: ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในโครงสร้างองค์กรไทยที่ประกอบด้วยคนหลากหลายเจนเนอเรชัน และส่งเสริมการเรียนรู้แบบสองทาง (Two-Way Learning)
  • ประโยชน์หลัก: เพิ่มขีดความสามารถทางดิจิทัลของผู้บริหาร สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ และส่งเสริมนวัตกรรมจากพนักงานรุ่นใหม่
  • แนวทางการนำไปใช้: โปรแกรมนี้ต้องการโครงสร้างที่ชัดเจนจากการบริหารจัดการของฝ่ายบุคคล (HR) การสร้างความไว้วางใจ และการเตรียมความพร้อมของผู้บริหารในการเปิดใจเรียนรู้จากผู้ที่อาวุโสน้อยกว่า

แนวคิด Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย กำลังได้รับความสนใจอย่างสูง เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกธุรกิจยุคใหม่โดยตรง การให้พนักงานรุ่นใหม่ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรือ “Mentor” ให้กับผู้บริหารระดับสูง ไม่เพียงแต่ช่วยอัปเดตทักษะด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ความเข้าใจในมุมมอง ความคิด และพฤติกรรมของผู้บริโภคและพนักงานรุ่นใหม่อีกด้วย กระบวนการนี้สร้างการเรียนรู้แบบสองทิศทาง ที่ผู้บริหารได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ส่วนพนักงาน Gen Z ก็ได้เรียนรู้มุมมองเชิงกลยุทธ์และประสบการณ์จากผู้บริหาร ซึ่งนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น

ทำความเข้าใจ Reverse Mentoring: เมื่อคนรุ่นใหม่กลายเป็นพี่เลี้ยง

Reverse Mentoring หรือ การสอนงานแบบย้อนกลับ คือการพลิกบทบาทของการเป็นพี่เลี้ยงในองค์กรแบบดั้งเดิม จากที่ผู้มีอาวุโสสูงกว่าคอยสอนงานผู้น้อย มาเป็นการให้พนักงานรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยกว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะเฉพาะทางให้กับผู้บริหารหรือพนักงานอาวุโสแทน แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักว่าความรู้และทักษะที่จำเป็นในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ได้ผูกติดอยู่กับประสบการณ์หรือตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

นิยามและความสำคัญในยุคดิจิทัล

ในทางปฏิบัติ Reverse Mentoring คือโปรแกรมที่มีโครงสร้างชัดเจน ซึ่งองค์กรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้พนักงานรุ่นใหม่ เช่น Gen Z หรือ Millennials ที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และเทรนด์สมัยใหม่โดยกำเนิด ได้มาแบ่งปันความรู้และมุมมองเหล่านั้นกับผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานรุ่น Baby Boomer และ Gen X ที่อาจไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือหรือแนวคิดเหล่านี้เท่าที่ควร

ความสำคัญของแนวทางนี้ในยุคดิจิทัลมีมหาศาล เพราะธุรกิจไม่สามารถพึ่งพาความรู้และประสบการณ์แบบเดิมๆ เพื่อความอยู่รอดได้อีกต่อไป การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพนักงาน Gen Z สามารถให้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่สดใหม่และตรงจุดได้ดีที่สุด ดังนั้น Reverse Mentoring จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การสอนใช้แอปพลิเคชันหรือโซเชียลมีเดีย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กรให้ทันโลก

เป้าหมายหลักของการสอนแบบย้อนกลับ

โปรแกรม Reverse Mentoring ถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลายประการพร้อมกัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาว เป้าหมายหลักประกอบด้วย:

  1. การลดช่องว่างทางความคิดและทักษะระหว่างวัย: เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างพนักงานต่างรุ่น ลดอคติ และส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น
  2. การพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร: ช่วยให้ผู้นำองค์กรมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจและวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การส่งเสริมนวัตกรรมและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง: การเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้บริหาร เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่รับฟังความคิดที่แตกต่างและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมจากภายใน
  4. การรักษาและพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent Retention): พนักงาน Gen Z จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและได้รับการยอมรับเมื่อได้รับโอกาสสำคัญเช่นนี้ ซึ่งส่งผลให้มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น และลดอัตราการลาออก

Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย เหตุผลที่ต้องจับตา

ในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมการทำงานของไทย ซึ่งมีความเคารพในระบบอาวุโสเป็นพื้นฐาน การนำแนวคิด Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย มาปรับใช้นับเป็นก้าวที่ท้าทายแต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตขององค์กรในศตวรรษที่ 21 เหตุผลที่เทรนด์นี้กำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในที่ทำงานและความจำเป็นในการปรับตัวทางธุรกิจ

การทลายกำแพงช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap)

ปัจจุบันองค์กรไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยพนักงานถึง 4 เจนเนอเรชัน ได้แก่ Baby Boomers, Gen X, Gen Y (Millennials) และ Gen Z ซึ่งแต่ละกลุ่มมีค่านิยม รูปแบบการสื่อสาร และทัศนคติต่อการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่องว่างนี้มักนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง

Reverse Mentoring เข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนต่างวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้บริหาร Gen X หรือ Baby Boomer ได้ใช้เวลารับฟังและเรียนรู้จากพนักงาน Gen Z อย่างเป็นระบบ พวกเขาจะเริ่มเข้าใจตรรกะเบื้องหลังพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน การให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance หรือวิธีการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ในทางกลับกัน Gen Z ก็จะได้เรียนรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจและมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่มาจากประสบการณ์ของผู้บริหาร ทำให้เกิดความเคารพและความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น

การขับเคลื่อนนวัตกรรมและวัฒนธรรมองค์กร

นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากฝ่ายวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถมาจากพนักงานทุกระดับชั้น โดยเฉพาะพนักงานรุ่นใหม่ที่ใกล้ชิดกับเทรนด์และผู้บริโภคมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในวัฒนธรรมองค์กรแบบดั้งเดิม เสียงของพนักงานระดับปฏิบัติการมักถูกส่งไปไม่ถึงผู้บริหารระดับสูง

Reverse Mentoring เป็นการเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้บริหารและพนักงานรุ่นใหม่ ทำให้ไอเดียที่สดใหม่และแตกต่างไม่ถูกปิดกั้นอยู่แค่ในระดับล่าง แต่สามารถถูกนำเสนอและพิจารณาโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจได้ทันที

สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้องค์กรได้แนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาสินค้า บริการ หรือกระบวนการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยสร้าง วัฒนธรรมองค์กร ที่เปิดกว้างและพร้อมรับนวัตกรรมในระยะยาว

การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต (Future Skills)

ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy), การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), และความเข้าใจในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริหารทุกคน การรอให้ผู้บริหารเรียนรู้ด้วยตนเองอาจไม่ทันต่อการแข่งขันทางธุรกิจ

Reverse Mentoring เป็นวิธีการ พัฒนาผู้บริหาร ที่รวดเร็วและตรงจุดที่สุดในการอัปเดตทักษะเหล่านี้ พนักงาน Gen Z ซึ่งเป็น Digital Natives สามารถถ่ายทอดวิธีการใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ, อธิบายการทำงานของอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดีย, หรือให้มุมมองเกี่ยวกับการตลาดที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากกว่าการอบรมในห้องเรียนแบบเดิมๆ การลงทุนในโปรแกรมนี้จึงเปรียบเสมือนการลงทุนใน ทักษะอนาคต ขององค์กรโดยตรง

ประโยชน์รอบด้านที่องค์กรจะได้รับจาก Reverse Mentoring

การนำโปรแกรม Reverse Mentoring มาใช้ในองค์กรไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดผลดีในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงภาพรวมของทั้งองค์กร ซึ่งสามารถสรุปเป็นประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง 3 กลุ่มหลักได้ดังนี้

ตารางสรุปประโยชน์ของ Reverse Mentoring ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กร
กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ ตัวอย่างประโยชน์ที่ได้รับ
ผู้บริหาร (Mentee)
  • ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเทรนด์ดิจิทัลใหม่ล่าสุด
  • เพิ่มความเข้าใจในมุมมอง ความต้องการ และพฤติกรรมของพนักงานและลูกค้า Gen Z
  • พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำที่เข้าอกเข้าใจ (Empathetic Leadership)
  • ได้รับมุมมองที่สดใหม่เพื่อนำไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
พนักงาน Gen Z (Mentor)
  • พัฒนาทักษะการสื่อสาร การสอนงาน และความเป็นผู้นำ
  • มีโอกาสได้เรียนรู้กระบวนการคิดและมุมมองเชิงกลยุทธ์จากผู้บริหารระดับสูง
  • เพิ่มการมองเห็น (Visibility) และสร้างเครือข่ายภายในองค์กร
  • รู้สึกมีคุณค่าและผูกพันกับองค์กรมากขึ้น (Increased Engagement)
องค์กรโดยรวม
  • เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามสายงานและข้ามวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลาย
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่
  • ปรับปรุงอัตราการรักษาพนักงานที่มีความสามารถ (Talent Retention) โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z
  • สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัยและน่าร่วมงานด้วย

ขั้นตอนและแนวทางการนำ Reverse Mentoring ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เพื่อให้โปรแกรม Reverse Mentoring ประสบความสำเร็จและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างแท้จริง องค์กรไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ แต่จำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

1. การวางโครงสร้างและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

ก่อนเริ่มต้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือผู้จัดการโปรแกรมควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการอะไรจากโครงการนี้ เช่น ต้องการเพิ่มทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร 20% ภายใน 6 เดือน หรือต้องการสร้างไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ Gen Z จำนวน 3 โครงการ เป็นต้น พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้างของโปรแกรม เช่น ระยะเวลา (เช่น 3-6 เดือน), ความถี่ในการพบปะ (เช่น 1 ชั่วโมง ทุก 2 สัปดาห์) และหัวข้อหลักที่จะพูดคุยกัน

2. การจับคู่ที่เหมาะสมระหว่างพี่เลี้ยงและผู้เรียน

การเลือกคู่ Mentor (Gen Z) และ Mentee (ผู้บริหาร) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ควรพิจารณาจากความต้องการของผู้บริหารแต่ละคนว่าต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ และจับคู่กับพนักงาน Gen Z ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ นอกจากทักษะแล้ว ควรพิจารณาถึงบุคลิกภาพและความเข้ากันได้ เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

3. การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไว้วางใจ

หัวใจของความสำเร็จคือความไว้วางใจ องค์กรต้องสร้างบรรยากาศที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบเชิงลบ ควรมีการทำข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับ (Confidentiality Agreement) เพื่อให้ผู้บริหารกล้าที่จะเปิดเผยจุดที่ตนเองไม่รู้ และพนักงาน Gen Z กล้าที่จะให้คำแนะนำอย่างจริงใจ

4. การฝึกอบรมและเตรียมความพร้อมทั้งสองฝ่าย

ก่อนเริ่มโปรแกรม ควรมีการจัดอบรมสั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าร่วม สำหรับผู้บริหาร (Mentee) ควรเป็นการอบรมเพื่อปรับทัศนคติให้เปิดใจรับฟังและเรียนรู้จากคนที่อายุน้อยกว่า ส่วนพนักงาน Gen Z (Mentor) ควรได้รับการอบรมทักษะการสื่อสาร การตั้งคำถาม และการให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) อย่างสร้างสรรค์

5. การวัดผลและประเมินความสำเร็จของโครงการ

หลังจากสิ้นสุดโครงการ ควรมีการประเมินผลเพื่อวัดความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจทำได้โดยการสำรวจความพึงพอใจ, การสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม, หรือการประเมินทักษะที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริหาร นอกจากนี้ ควรมีการรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงโปรแกรมในรุ่นต่อไป

ความท้าทายและข้อควรระวังในการทำ Reverse Mentoring

แม้ว่า Reverse Mentoring จะมีประโยชน์มากมาย แต่การนำไปปฏิบัติจริงก็มีความท้าทายที่องค์กรต้องตระหนักและเตรียมรับมือ เพื่อป้องกันไม่ให้โปรแกรมล้มเหลวหรือไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร

การต่อต้านจากวัฒนธรรมองค์กรแบบดั้งเดิม

ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบลำดับชั้นสูง (Hierarchical Culture) และยึดถือระบบอาวุโสอย่างเข้มข้น ผู้บริหารบางคนอาจรู้สึกอึดอัดหรือไม่ยอมรับที่จะต้องเรียนรู้จากพนักงานที่อายุน้อยกว่าและมีตำแหน่งต่ำกว่า การเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้ต้องใช้เวลาและการสื่อสารที่ชัดเจนจากผู้บริหารระดับสูงสุดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการ

การขาดความเชื่อมั่นและความเคารพซึ่งกันและกัน

หากปราศจากความเคารพซึ่งกันและกัน โปรแกรมจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ผู้บริหารอาจไม่เชื่อมั่นในความรู้ของพนักงาน Gen Z ขณะที่ Gen Z อาจรู้สึกไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่เพราะเกรงใจในตำแหน่งของผู้บริหาร การสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้วางใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การกำหนดขอบเขตและบทบาทที่ไม่ชัดเจน

หากไม่มีการกำหนดเป้าหมายและขอบเขตของการเป็นพี่เลี้ยงที่ชัดเจน การพูดคุยอาจกลายเป็นการพูดคุยทั่วไปที่ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม หรือในทางกลับกัน พนักงาน Gen Z อาจรู้สึกกดดันที่ต้องรับผิดชอบเกินกว่าบทบาทของตนเอง องค์กรจึงต้องกำหนดบทบาทหน้าที่และความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

บทสรุป: Reverse Mentoring กุญแจสู่องค์กรแห่งอนาคต

กระแส Gen Z สอนผู้บริหาร: เทรนด์ Reverse Mentoring ในองค์กรไทย ไม่ใช่เพียงแฟชั่นที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรที่ตอบโจทย์ความท้าทายในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด การพลิกบทบาทให้คนรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดความรู้และมุมมองที่สดใหม่แก่ผู้บริหาร เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งในแง่ของการพัฒนาทักษะผู้นำ การลดช่องว่างระหว่างวัย การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ

สำหรับองค์กรไทยที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การพิจารณาและนำโปรแกรม Reverse Mentoring มาปรับใช้อย่างจริงจังและมีแบบแผน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่าง “ประสบการณ์” ของคนรุ่นเก่า และ “นวัตกรรม” ของคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง