Home » ให้ AI วางแผนเกษียณ: เทรนด์การเงินที่ต้องรู้ก่อนสาย

“`html





ให้ AI วางแผนเกษียณ: เทรนด์การเงินที่ต้องรู้ก่อนสาย


ให้ AI วางแผนเกษียณ: เทรนด์การเงินที่ต้องรู้ก่อนสาย

สารบัญ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต การวางแผนเพื่ออนาคตทางการเงินก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนเกษียณซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนมีความแม่นยำและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ภาพรวมของการวางแผนเกษียณด้วย AI

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล ทำให้การวางแผนเกษียณไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคำนวณตัวเลขพื้นฐานอีกต่อไป แต่เป็นการสร้างแผนกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงในภาคการเงิน: ประเทศไทยกำลังผลักดันการใช้ AI อย่างจริงจัง โดยมีการลงทุนจากภาครัฐเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถาบันการเงินและตลาดแรงงาน
  • เครื่องมือทางการเงินอัจฉริยะ: เทคโนโลยีอย่าง Robo-Advisor และแอปพลิเคชันทางการเงิน (FinTech) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนและวางแผนการออมแบบอัตโนมัติ
  • การปรับตัวของตลาดแรงงาน: การเข้ามาของ AI ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานในสถาบันการเงินบางแห่ง เช่น โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อปรับองค์กรให้สอดรับกับยุคดิจิทัล
  • กรอบการกำกับดูแล: ภาครัฐ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกแนวทางเพื่อกำกับดูแลการใช้ AI ในภาคการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
  • ความสำคัญของการวางแผนเชิงรุก: ในสภาวะที่โลกการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นวางแผนเกษียณโดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย จะช่วยสร้างความมั่นคงและบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

การมาถึงของเทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงได้และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจเทรนด์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างอนาคตที่มั่นคงหลังเกษียณ

ภูมิทัศน์ใหม่ของภาคการเงินไทยในยุค AI

ภาคการเงินของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งขับเคลื่อนโดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณ การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนา AI อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การสนับสนุนจากภาครัฐและการลงทุนมหาศาล

รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการผลักดันอุตสาหกรรม AI โดยได้อนุมัติงบประมาณการลงทุนสูงถึง 25,000 ล้านบาท สำหรับการเร่งรัดการพัฒนา AI ในช่วงสองปีงบประมาณข้างหน้า เป้าหมายหลักคือการผลักดันให้ตลาด AI ของไทยมีมูลค่าแตะระดับ 114,000 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2573 การลงทุนนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมการวิจัยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ

ความพร้อมและการปรับตัวของคนไทย

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีความพร้อมในการเปิดรับเทคโนโลยี AI ในระดับสูงอย่างน่าทึ่ง โดยพบว่ามากกว่า 70% ของประชากรมีการใช้ AI ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความรู้ (Knowledge Worker) กว่า 92% ได้นำเครื่องมือ AI มาใช้ในการทำงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของสังคมไทย สิ่งนี้เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญซึ่งเอื้อต่อการนำ AI มาใช้ในบริการทางการเงินและการวางแผนเกษียณให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและสถาบันการเงิน

การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ต้องปรับตัวต่อ Digital Disruption อย่างรวดเร็ว

กรณีศึกษา: โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของ KBank

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบของ AI ต่อวัฒนธรรมองค์กรและตลาดแรงงาน คือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของธนาคารกสิกรไทย (KBank) ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ โดยธนาคารได้เปิดโครงการให้พนักงานที่มีอายุระหว่าง 45 ถึง 59 ปี สามารถสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนดได้

เหตุผลหลักเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้คือการปรับตัวเพื่อรับมือกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ผู้บริหารของธนาคารระบุว่า AI Disruption เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้พนักงานบางส่วนประสบปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระบบดิจิทัลและการทำงานร่วมกับ AI

รายละเอียดของโครงการดังกล่าวมีการเสนอผลตอบแทนที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • พนักงานอายุ 45-49 ปี: ได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 8 เดือน
  • พนักงานอายุ 50-54 ปี: ได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 10 เดือน
  • พนักงานอายุ 55-59 ปี: ได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 12 เดือน

โครงการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเดิมที่มักจะเสนอโครงการเกษียณก่อนกำหนดให้แก่พนักงานที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น (อายุเกษียณปกติคือ 60 ปี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและทันต่อเทคโนโลยี

การปรับตัวของพนักงานและโอกาสใหม่หลังเกษียณ

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะสร้างความท้าทาย แต่สถาบันการเงินก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยมีการลงทุนในการจัดอบรมเพื่อช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนด เช่น โปรแกรม K-Advice ที่เปิดโอกาสให้ผู้เกษียณสามารถกลับมาทำงานในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เพื่อนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาแบ่งปันให้กับลูกค้าต่อไป นับเป็นการสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตหลังเกษียณ

เทคโนโลยี AI กับการปฏิวัติการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

การเข้ามาของ AI ได้เปลี่ยนนิยามของการวางแผนเกษียณไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นเพียงการคำนวณเงินออมและจัดสรรพอร์ตการลงทุน ได้ขยายขอบเขตไปสู่การวางแผนชีวิตแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตหลังเกษียณ เทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนมีความซับซ้อน แม่นยำ และเป็นส่วนตัวมากขึ้น

Robo-Advisor: ที่ปรึกษาการลงทุนอัจฉริยะ

Robo-Advisor คือหนึ่งในรูปแบบของ AI ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงการเงิน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงของผู้ลงทุน การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน ไปจนถึงการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน (Rebalancing) ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบเหล่านี้สามารถพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อเป้าหมายของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเพื่อการเกษียณ การออมเงินเพื่อการศึกษาบุตร หรือเป้าหมายทางการเงินระยะยาวอื่นๆ

บทบาทของ AI ในการจัดการเงินในชีวิตประจำวัน

นอกจากการลงทุนแล้ว AI ยังเข้ามาเสริมศักยภาพการจัดการการเงินส่วนบุคคลในด้านต่างๆ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ดีขึ้น โดยมีบทบาทหลักดังนี้:

  1. การกำหนดงบประมาณที่เหมาะสม: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลรายรับและรายจ่ายในอดีต เพื่อช่วยกำหนดงบประมาณในแต่ละเดือนได้อย่างสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง
  2. การวางแผนอนาคตทางการเงิน: ระบบสามารถคำนวณและคาดการณ์จำนวนเงินที่ต้องออมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว เช่น การซื้อบ้าน หรือการเตรียมเงินทุนเพื่อการเกษียณ โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อและผลตอบแทนจากการลงทุน
  3. การจำลองสถานการณ์หนี้: ผู้ใช้สามารถทดลองจำลองสถานการณ์ทางการเงินต่างๆ เช่น การขอสินเชื่อเพิ่ม หรือการชำระหนี้เร็วขึ้น เพื่อดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานะทางการเงินโดยรวม
  4. การเรียนรู้เรื่องการเงิน: AI สามารถนำเสนอข้อมูลความรู้ทางการเงินในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย ทำให้การศึกษาเรื่องการเงินไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

เครื่องมือ FinTech เพื่อการออมและการลงทุน

สถาบันการเงินหลายแห่งได้พัฒนาแอปพลิเคชันทางการเงิน (FinTech) ที่ใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน MAKE by KBank ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการการเงินและวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น

  • Cloud Pocket: ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแบ่งเงินในบัญชีออกเป็นส่วนๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น เงินออมเพื่อเกษียณ เงินสำหรับท่องเที่ยว หรือเงินฉุกเฉิน และยังสามารถล็อกบัญชีเพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้
  • Expense Summary: ระบบสรุปค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมพฤติกรรมการใช้เงินของตนเองได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • การโอนเงินล่วงหน้าอัตโนมัติ: ตั้งค่าการโอนเงินเพื่อการออมหรือการลงทุนเป็นประจำทุกเดือน ช่วยสร้างวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

กรอบการกำกับดูแลและโครงสร้างการพัฒนา AI ของประเทศไทย

เพื่อให้การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในภาคการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว

แนวทางการบริหารความเสี่ยงจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดตัว “แนวทางการบริหารความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Risk Management Guidelines)” สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรับรองและควบคุมการใช้ AI ในภาคการเงินของประเทศ แนวทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI เช่น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และความโปร่งใสของอัลกอริทึม

แผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติและศูนย์ความเป็นเลิศ

ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee: NAIC) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Centres of Excellence: CoEs) ขึ้นมาทั้งหมด 9 แห่ง ครอบคลุมภาคส่วนหลักของประเทศ ได้แก่ การศึกษา, อุตสาหกรรมสร้างสรรค์, เกษตร, การท่องเที่ยว, สุขภาพ, การผลิต, การประมวลผลภาษาไทย, การคำนวณภาครัฐ และการทดสอบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมี CoE แห่งที่สิบที่เน้นด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของ AI ซึ่งได้รับการอนุมัติในเบื้องต้นแล้ว

สำหรับงบประมาณ 25,000 ล้านบาทที่ได้รับการอนุมัติ ได้มีการจัดสรรเพื่อการพัฒนาในส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • 6,000 ล้านบาท: สำหรับการพัฒนาบุคลากรและแรงงานที่มีทักษะด้าน AI
  • 5,000 ล้านบาท: สำหรับการจัดตั้งและดำเนินงานของศูนย์ CoEs
  • 2,000 ล้านบาท: สำหรับการสร้างธนาคารข้อมูลแห่งชาติ (National Data Bank) เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI

ความท้าทายด้านความพร้อมของบุคลากร

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ แต่ยังคงมีความท้าทายที่สำคัญอยู่ โดยเฉพาะในด้านความพร้อมของบุคลากร มีข้อมูลบ่งชี้ว่าผู้บริหารจำนวนมากในประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

จากการสำรวจพบว่า ผู้บริหารในไทยประมาณ 95% รายงานว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญด้าน Generative AI ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม และการส่งเสริมการปฏิบัติใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

เตรียมความพร้อมสู่การเกษียณในยุคดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกการเงินทำให้การวางแผนเกษียณในปัจจุบันต้องอาศัยแนวทางที่รอบด้านและทันสมัยมากกว่าในอดีต การทำความเข้าใจทั้งหลักการพื้นฐานและเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างความมั่นคงในระยะยาว

แนวทางการวางแผนเกษียณที่ต้องพิจารณา

การวางแผนเกษียณที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นจากการคำนวณจำนวนเงินที่จำเป็นต้องใช้หลังเกษียณ โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญอย่าง “เงินเฟ้อ” ซึ่งทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นทุกปี หลังจากกำหนดเป้าหมายทางการเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบแหล่งเงินออมที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝาก, สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund), รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น กองทุนรวม หรือหุ้น เพื่อประเมินสถานะทางการเงินในปัจจุบันและวางแผนการออมเพิ่มเติมให้บรรลุเป้าหมาย

อนาคตและแนวโน้มของการใช้ AI ในภาคการเงิน

การปรากฏตัวของ AI ในระบบการเงิน ควบคู่ไปกับการปรับลดอายุเกษียณของบางสถาบันการเงิน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกแห่งการทำงานและการเงินกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข้อมูลจากปี 2567 ระบุว่าประเทศไทยตั้งเป้าหมายให้ 75% ของรายได้ในภาคธุรกิจมาจาก AI ภายในปี 2570 และตั้งเป้าให้ความรู้ด้าน AI ขยายไปสู่แรงงานทั่วประเทศภายในปี 2568

สิ่งนี้หมายความว่า นักวางแผนการเงิน ทั้งในระดับบุคคลและสถาบัน ต้องปรับมุมมองใหม่ การวางแผนเกษียณที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเลขเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการสร้างแผนชีวิตที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ของความเป็นอยู่ที่ดีหลังเกษียณ

บทสรุป: การวางแผนเกษียณยุคใหม่ด้วยพันธมิตร AI

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวข้ามจากแนวคิดแห่งอนาคตมาเป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ในปัจจุบัน และกำลังปฏิวัติภาคการเงินและการวางแผนเกษียณอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การใช้ AI ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินมีความลึกซึ้งและเป็นส่วนตัวมากขึ้น สามารถสร้างแผนการลงทุนที่ปรับให้เข้ากับเป้าหมายและความเสี่ยงของแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐ การเกิดขึ้นของเครื่องมือ FinTech ใหม่ๆ หรือการปรับโครงสร้างในตลาดแรงงาน ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ การเปิดรับและเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI จะเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางสู่เป้าหมายเกษียณสุขเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคง ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การเริ่มต้นลงมือวางแผนตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างความได้เปรียบเพื่ออนาคตทางการเงินที่ยั่งยืน



“`