Home » เงินบาทดิจิทัล: ไม่ใช่คริปโต! รู้ก่อนใช้จริงปี 2026

เงินบาทดิจิทัล: ไม่ใช่คริปโต! รู้ก่อนใช้จริงปี 2026

สารบัญ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินดิจิทัล หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่าคริปโตเคอร์เรนซี แต่ในไม่ช้า ประเทศไทยกำลังจะมีสกุลเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง และนี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจก่อนการมาถึงของยุคการเงินใหม่

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับเงินบาทดิจิทัล

  • ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี: เงินบาทดิจิทัล หรือ Retail CBDC มีมูลค่าคงที่เทียบเท่าเงินบาทธนบัตร (1:1) ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่มีความผันผวนด้านราคาเหมือน Bitcoin หรือ Ethereum
  • สถานะทางกฎหมาย: สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเหมือนเงินสด มีความน่าเชื่อถือสูงและได้รับการรับรองจากภาครัฐโดยตรง
  • รูปแบบการใช้งาน: ผู้ใช้จะต้องแลกเงินบาทปกติเพื่อเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) คล้ายกับการเติมเงินเข้า e-Wallet แต่มีความแตกต่างในเชิงโครงสร้าง
  • ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ: พัฒนาบนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Distributed Ledger Technology) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โปร่งใส และลดต้นทุนในระบบการชำระเงินของประเทศ
  • ไทม์ไลน์การใช้งาน: ปัจจุบันอยู่ในช่วงทดสอบในวงจำกัด และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้จริงประมาณปี พ.ศ. 2569 (2026)

ทำความเข้าใจ เงินบาทดิจิทัล ในภาพรวม

เงินบาทดิจิทัล: ไม่ใช่คริปโต! รู้ก่อนใช้จริงปี 2026 คือการปฏิวัติรูปแบบของเงินตราที่ออกโดยภาครัฐ เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สกุลเงินดิจิทัลนี้ไม่ได้มาเพื่อแทนที่เงินสดหรือเงินฝากในธนาคาร แต่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในระบบนิเวศการเงินดิจิทัลของประเทศไทย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต

โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งและรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำความเข้าใจพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ หรือนักลงทุน เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

นิยามและความสำคัญของเงินบาทดิจิทัล

เงินบาทดิจิทัล หรือที่เรียกในศัพท์สากลว่า Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งถือเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง มีคุณสมบัติเทียบเท่าธนบัตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทุกประการ กล่าวคือ มีมูลค่าคงที่ 1 บาทดิจิทัล เท่ากับ 1 บาทเสมอ และสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ความสำคัญของ CBDC คือการเป็นตัวกลางในการชำระเงินที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงสุดในยุคดิจิทัล ในขณะที่เงินสดเริ่มมีบทบาทลดลง และการชำระเงินผ่านช่องทางเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การมีเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางจะช่วยรักษาสมดุลของระบบการเงิน ทำให้ภาครัฐสามารถดูแลเสถียรภาพและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินโดยรวมได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง

ใครคือผู้ที่เกี่ยวข้องและเหตุใดจึงต้องให้ความสนใจ

การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในสังคม:

  1. ประชาชนทั่วไป: จะมีทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวก ปลอดภัย และอาจมีต้นทุนต่ำกว่าเดิม สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคาร
  2. ผู้ประกอบการและร้านค้า: อาจได้รับประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ลดลง และมีช่องทางการรับชำระเงินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสด
  3. สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน: ต้องปรับตัวเพื่อเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ และเป็นความท้าทายในการแข่งขัน
  4. ภาครัฐ: สามารถดำเนินนโยบายทางการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนผ่านระบบเงินบาทดิจิทัล ซึ่งสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายได้

ดังนั้น การให้ความสนใจและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเงินบาทดิจิทัลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

เปรียบเทียบความแตกต่าง: เงินบาทดิจิทัล vs. สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าเงินบาทดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้มีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นกุญแจสำคัญในการใช้งานอย่างถูกต้องและปลอดภัย

เงินบาทดิจิทัลกับคริปโตเคอร์เรนซี: ความเหมือนที่แตกต่าง

แม้ว่าทั้งสองจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและอาจใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นพื้นฐาน แต่มีจุดแตกต่างที่สำคัญในหลายมิติ ตั้งแต่ผู้ออก ความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งาน เงินบาทดิจิทัลถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “สื่อกลางในการชำระเงิน” ที่มีเสถียรภาพ ในขณะที่คริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่มักถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” ที่มีความเสี่ยงสูง

เงินบาทดิจิทัลเปรียบเสมือนธนบัตรในรูปแบบที่จับต้องไม่ได้ มีมูลค่าคงที่และออกโดยรัฐบาล ในขณะที่คริปโตเคอร์เรนซีเปรียบเสมือนหุ้นของบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าผันผวนไปตามกลไกตลาดและปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักระหว่างเงินบาทดิจิทัล (CBDC) และคริปโตเคอร์เรนซี
จุดเปรียบเทียบ เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin, Ethereum)
ผู้ออกและกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย (หน่วยงานภาครัฐ) ภาคเอกชน หรือเป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized)
เสถียรภาพของมูลค่า มีเสถียรภาพสูง ตรึงมูลค่า 1:1 กับเงินบาท มีความผันผวนสูง ราคาเปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์และอุปทานในตลาด
การรับรองทางกฎหมาย สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) ยังไม่ได้รับการยอมรับให้ชำระหนี้ตามกฎหมายในไทยและหลายประเทศ
สินทรัพย์หนุนหลัง หนุนหลังด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศและสินทรัพย์ของธนาคารกลาง ส่วนใหญ่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง มูลค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน
วัตถุประสงค์หลัก เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและรักษามูลค่า ส่วนใหญใช้เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร

ข้อแตกต่างจากเงินในแอปพลิเคชันธนาคารและ E-Wallet

อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ เงินบาทดิจิทัลแตกต่างจากเงินที่เราเห็นในแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) หรือเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) อย่างไร คำตอบอยู่ในเรื่องของ “สถานะความเป็นหนี้สิน” (Liability)

  • เงินในบัญชีธนาคาร: ตัวเลขยอดเงินที่แสดงในแอป Mobile Banking คือ “เงินฝาก” ซึ่งถือเป็น หนี้สินของธนาคารพาณิชย์ ที่มีต่อผู้ฝากเงิน ธนาคารพาณิชย์นำเงินฝากเหล่านี้ไปปล่อยสินเชื่อหรือลงทุนต่อ
  • เงินใน e-Wallet: เงินที่เติมเข้าไปใน e-Wallet (เช่น TrueMoney Wallet, Rabbit LINE Pay) คือ “เงินอิเล็กทรอนิกส์” (e-Money) ซึ่งถือเป็น หนี้สินของบริษัทเอกชนผู้ให้บริการ นั้นๆ
  • เงินบาทดิจิทัล (CBDC): สกุลเงินนี้จะถือเป็น หนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่สุดในระบบการเงิน เปรียบได้กับการถือธนบัตรไว้กับตัว แต่เปลี่ยนรูปแบบมาอยู่ในโลกดิจิทัลแทน

ความแตกต่างนี้หมายความว่า เงินบาทดิจิทัลมีความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด เพราะได้รับการค้ำประกันโดยตรงจากธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบการเงินทั้งหมด

ศักยภาพและผลกระทบของเงินบาทดิจิทัล

การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ใช้งานทั่วไป

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เงินบาทดิจิทัลจะมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ดียิ่งขึ้นในหลายด้าน ประการแรกคือความสะดวกและความรวดเร็วในการทำธุรกรรมที่อาจทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการของสถาบันการเงิน ประการที่สองคือความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง จึงลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตัวกลางทางการเงินที่เป็นภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการลดต้นทุนค่าธรรมเนียมการโอนหรือชำระเงินในระยะยาว และที่สำคัญคือการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) สำหรับประชากรกลุ่มที่ยังไม่มีบัญชีธนาคารให้สามารถทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย

ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ

ในฝั่งของภาคธุรกิจ เงินบาทดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจสามารถลดการพึ่งพาเงินสด ซึ่งมีต้นทุนในการบริหารจัดการสูง ทั้งการนับ การเก็บรักษา และการขนส่ง การรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลที่เชื่อมต่อโดยตรงกับเงินของธนาคารกลางจะช่วยให้กระบวนการกระทบยอดบัญชีเป็นไปอย่างอัตโนมัติและรวดเร็วขึ้น ในภาพรวมของเศรษฐกิจ การมีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมในภาคบริการทางการเงิน ผู้ให้บริการรายใหม่ๆ สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้นบนแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างและน่าเชื่อถือ

นวัตกรรมต่อยอด: Programmable Payment

หนึ่งในศักยภาพที่น่าจับตามองที่สุดของเงินบาทดิจิทัลคือความสามารถในการตั้งโปรแกรมเงื่อนไขการใช้จ่าย หรือที่เรียกว่า “Programmable Payment” ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) มาควบคุมการโอนหรือใช้จ่ายเงินโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ตัวอย่างเช่น ภาครัฐสามารถส่งเงินอุดหนุนด้านการศึกษาให้แก่ผู้ปกครองในรูปแบบเงินบาทดิจิทัลที่ตั้งโปรแกรมให้สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าอุปกรณ์การเรียนที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น หรือบริษัทสามารถจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้พนักงาน โดยกำหนดให้เงินจำนวนดังกล่าวสามารถใช้ได้เฉพาะในพื้นที่และช่วงเวลาที่ปฏิบัติงาน สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สถานะปัจจุบันและไทม์ไลน์การพัฒนาในประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเงินบาทดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการทดสอบออกเป็นหลายระยะเพื่อให้แน่ใจว่าระบบมีความพร้อมและปลอดภัยก่อนเปิดให้ใช้งานในวงกว้าง

จากโครงการนำร่องสู่การใช้งานจริง

โครงการพัฒนา Retail CBDC ของไทยได้เริ่มต้นการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Test) ตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินภาคเอกชนหลายแห่ง การทดสอบนี้ครอบคลุมการใช้งานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การใช้งานระดับพื้นฐาน: ทดสอบการเติมเงิน การโอนเงิน และการชำระค่าสินค้าและบริการในกลุ่มผู้ใช้งานและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบ
  2. การใช้งานระดับนวัตกรรม: ทดสอบฟังก์ชันขั้นสูง เช่น Programmable Payment เพื่อสำรวจกรณีการใช้งานใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน
  3. การประเมินผลกระทบ: ศึกษาผลกระทบในมิติต่างๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม

ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้จากโครงการนำร่องนี้ จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนการตัดสินใจเปิดใช้งานจริง

คาดการณ์การเปิดให้ประชาชนใช้งาน

จากไทม์ไลน์ที่เปิดเผยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าหลังจากสิ้นสุดช่วงทดสอบและประเมินผลอย่างรอบด้านแล้ว หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะมีการพิจารณาเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานเงินบาทดิจิทัลได้ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2569 (2026) อย่างไรก็ตาม กำหนดการดังกล่าวยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ธปท. เน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาที่รอบคอบและไม่รีบร้อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ความท้าทายและข้อควรพิจารณา

แม้ว่าเงินบาทดิจิทัลจะมีศักยภาพมหาศาล แต่การนำมาใช้งานจริงยังคงมีความท้าทายและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่สร้างผลกระทบเชิงลบที่ไม่คาดคิด

ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

การทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด ทำให้ระบบต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สูงขึ้น การสร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับการโจมตีในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากนี้ ประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ การออกแบบระบบจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการตรวจสอบธุรกรรมเพื่อป้องกันการทุจริตและการฟอกเงิน กับการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงิน

การที่ประชาชนสามารถถือเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางได้โดยตรง อาจส่งผลกระทบต่อบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในฐานะตัวกลางทางการเงิน หากประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะถือ CBDC แทนเงินฝาก อาจทำให้ฐานเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและเสถียรภาพของระบบธนาคารโดยรวม ดังนั้น การออกแบบนโยบาย เช่น การจำกัดวงเงินการถือครอง CBDC ต่อคน อาจเป็นหนึ่งในมาตรการที่จำเป็นเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวและทำให้ CBDC เข้ามาเป็นส่วนเสริมของระบบการเงินเดิมมากกว่าที่จะเข้ามาทดแทน

บทสรุป: เตรียมพร้อมเข้าสู่มิติใหม่ของระบบการเงินไทย

เงินบาทดิจิทัล หรือ Retail CBDC คือก้าวสำคัญของวิวัฒนาการทางการเงินของประเทศไทย เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มีมูลค่าคงที่ ปลอดภัย และสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับคริปโตเคอร์เรนซีที่มีความผันผวนสูงและไม่ได้ออกโดยภาครัฐ

การมาถึงของเงินบาทดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานในวงกว้างราวปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการชำระเงิน ควบคู่ไปกับเงินสด เงินฝากธนาคาร และเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสสำหรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น Programmable Payment ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการทำธุรกรรมในอนาคต

การทำความเข้าใจในหลักการพื้นฐาน ความแตกต่าง และศักยภาพของเงินบาทดิจิทัลตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและได้รับประโยชน์สูงสุด