Home » นาฬิกาหรู-งานศิลป์: เทรนด์ลงทุนใหม่ Gen Z แบ่งกันซื้อ

นาฬิกาหรู-งานศิลป์: เทรนด์ลงทุนใหม่ Gen Z แบ่งกันซื้อ

สารบัญ

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินแบบดั้งเดิม แนวคิดเกี่ยวกับ นาฬิกาหรู-งานศิลป์: เทรนด์ลงทุนใหม่ Gen Z แบ่งกันซื้อ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนมุมมองต่อสินทรัพย์ฟุ่มเฟือย จากเดิมที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงสถานะ ไปสู่การเป็นเครื่องมือการลงทุนทางเลือกที่จับต้องได้และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เทรนด์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการสร้างความมั่งคั่งของกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การเข้าถึงได้ และมูลค่าที่นอกเหนือไปจากตัวเลขทางการเงิน

ประเด็นสำคัญของการลงทุนในสินทรัพย์หรูของ Gen Z

  • การเปลี่ยนมุมมอง: Gen Z มองนาฬิกาหรูและงานศิลปะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investable Asset) ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อการบริโภค
  • ตลาดมือสองเฟื่องฟู: ความนิยมในนาฬิกาหรูมือสองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านความยั่งยืน ความคุ้มค่า และการเข้าถึงเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของสินทรัพย์แต่ละชิ้น
  • การลงทุนแบบเศษส่วน (Fractional Investment): แนวคิดการ “แบ่งกันซื้อ” หรือเป็นเจ้าของร่วมในสินทรัพย์มูลค่าสูง ช่วยทลายข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงการลงทุนในนาฬิกา Patek Philippe หรืองานศิลปะชื่อดังได้ง่ายขึ้น
  • นิยามใหม่ของความหรูหรา: สำหรับ Gen Z ความหรูหราไม่ได้จำกัดอยู่แค่ป้ายราคา แต่หมายถึงความคลาสสิก คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และการเป็นเครื่องมือสะท้อนตัวตน ซึ่งสอดคล้องกับการมองสินทรัพย์เหล่านี้เป็น “งานศิลป์”
  • การผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัล: การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์และสินทรัพย์ดิจิทัล มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้การซื้อขายและเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางเลือกเหล่านี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและปลอดภัยยิ่งขึ้น

บทนำ: ภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโทเคอร์เรนซีมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997-2012) กำลังมองหาทางเลือกการลงทุนใหม่ๆ ที่สามารถจับต้องได้และให้ความรู้สึกมั่นคงมากกว่าสินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบเดิม ปรากฏการณ์ นาฬิกาหรู-งานศิลป์: เทรนด์ลงทุนใหม่ Gen Z แบ่งกันซื้อ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว เทรนด์นี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวิธีที่คนรุ่นใหม่เข้าหาการสร้างความมั่งคั่ง โดยผสมผสานระหว่างความหลงใหลส่วนตัวเข้ากับกลยุทธ์ทางการเงินอย่างชาญฉลาด การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มที่เปิดให้ลงทุนแบบเศษส่วน (Fractional Investment) ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์ซึ่งเคยจำกัดอยู่แค่ในวงของมหาเศรษฐี กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

Gen Z กับนิยามใหม่ของความหรูหราและการลงทุน

กลุ่ม Gen Z เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง ทำให้พวกเขามีมุมมองต่อการเงินและการบริโภคที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธความหรูหรา แต่กำลังนิยามมันใหม่ให้สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง ซึ่งเน้นความคุ้มค่า ความยั่งยืน และความจริงแท้

Gen Z กำลังเปลี่ยนนิยามของความหรูให้เป็น “ความหรูที่คุ้มค่า” และ “ความคลาสสิกที่มีเรื่องเล่า” มากกว่าชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว

สถิติที่น่าสนใจ และพฤติกรรมการใช้จ่าย

ข้อมูลจากหลายสถาบันวิจัยชั้นนำชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนนี้ รายงานจาก McKinsey & Company ร่วมกับ Financial Times ระบุว่า กว่า 20% ของผู้บริโภค Gen Z มีแนวโน้มที่จะซื้อนาฬิกาหรูภายใน 12 เดือนข้างหน้า และที่น่าสนใจคือกว่า 80% ของยอดซื้อดังกล่าวเป็นการซื้อจากตลาดมือสอง นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Watchfinder & Co. ยังพบว่า Gen Z มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายกับนาฬิกาหรูในครั้งแรกสูงกว่าคนรุ่นก่อนเกือบ 2 เท่า โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเริ่มต้นที่ประมาณ 10,870 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองนาฬิกาเป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นการตัดสินใจลงทุนอย่างจริงจัง ในมุมมองของพวกเขา นาฬิกาหรูถือเป็นการลงทุนที่ดีกว่าทองคำ (33%) ไวน์ชั้นดี (32%) หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ (23%)

เหตุผลเบื้องหลัง: ความยั่งยืน และเรื่องราว

การที่ Gen Z หันมาให้ความสนใจตลาดมือสองนั้น มีเหตุผลมากกว่าแค่เรื่องราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ยังเชื่อมโยงกับค่านิยมเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) การซื้อสินค้ามือสองช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สินค้ามือสองแต่ละชิ้น โดยเฉพาะนาฬิกาหรือกระเป๋าแบรนด์เนมวินเทจ มักจะมี “เรื่องราว” และประวัติความเป็นมาที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางจิตใจและทำให้ผู้เป็นเจ้าของรู้สึกเชื่อมโยงกับสินทรัพย์นั้นๆ ได้มากกว่าการซื้อของใหม่จากชั้นวางสินค้า การครอบครองวัตถุที่มีประวัติศาสตร์จึงเปรียบเสมือนการได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา

Fractional Investment: การลงทุนแบบเศษส่วน ประตูสู่สินทรัพย์มูลค่าสูง

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้คือแนวคิดของ Fractional Investment หรือการลงทุนแบบเศษส่วน ซึ่งเป็นการปฏิวัติรูปแบบการเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าสูงโดยสิ้นเชิง

แนวคิดและกลไกการทำงาน

การลงทุนแบบเศษส่วนคือการแบ่งสินทรัพย์หนึ่งชิ้นออกเป็นส่วนย่อยๆ (Shares หรือ Tokens) แล้วเปิดให้นักลงทุนหลายคนร่วมกันเป็นเจ้าของในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปตามเงินทุนของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น นาฬิกา Patek Philippe Nautilus ที่มีราคาสูงหลายล้านบาท อาจถูกแบ่งกรรมสิทธิ์ออกเป็น 1,000 ส่วน ทำให้นักลงทุนสามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ได้ด้วยเงินทุนเพียงไม่กี่พันบาท กลไกนี้ทำงานผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางที่ทำหน้าที่ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ จัดการด้านเอกสารทางกฎหมาย และสร้างตลาดรองสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยี

เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้ Fractional Investment เกิดขึ้นได้จริงและมีความน่าเชื่อถือ การแปลงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์กายภาพให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ช่วยให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนทำได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัย ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนซึ่งไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ง่าย ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจในกรรมสิทธิ์ของตนเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของ Gen Z ที่คุ้นเคยและเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดี แนวโน้มการเงินในปี 2026 และปีต่อๆ ไป มีแนวโน้มที่จะเห็นการผสานกันระหว่างสินทรัพย์ที่จับต้องได้และเทคโนโลยีดิจิทัลในลักษณะนี้มากขึ้น

ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องพิจารณา

แม้ว่าการลงทุนแบบเศษส่วนจะเปิดโอกาสใหม่ๆ มากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายที่นักลงทุนควรตระหนักถึง ประการแรกคือ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง แม้จะมีตลาดรอง แต่การขายส่วนแบ่งการลงทุนอาจไม่ง่ายดายเท่ากับการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ประการที่สองคือ ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและเลือกใช้บริการจากแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีการเก็บรักษาสินทรัพย์อย่างปลอดภัย และมีโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจน ประการสุดท้ายคือ การประเมินมูลค่า มูลค่าของสินทรัพย์ทางเลือกอย่างนาฬิกาหรืองานศิลปะอาจมีความผันผวนและขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวหลายอย่าง ซึ่งอาจทำให้การประเมินราคาที่แท้จริงทำได้ยาก

นาฬิกาหรู: จากเครื่องบอกเวลาสู่งานศิลปะที่สวมใส่ได้

ในบรรดาสินทรัพย์ทางเลือกทั้งหมด ดูเหมือนว่านาฬิกาหรูจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน Gen Z มากเป็นพิเศษ เหตุผลสำคัญคือนาฬิกาเป็นสินทรัพย์ที่ผสมผสานระหว่างฟังก์ชันการใช้งาน คุณค่าทางวิศวกรรม ความงามทางศิลปะ และมูลค่าทางการเงินไว้ในหนึ่งเดียว

ตลาดนาฬิกามือสองที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ตลาดนาฬิกาหรูมือสองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งหมด การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ตระหนักว่านาฬิกาบางรุ่นไม่เพียงแต่รักษามูลค่าไว้ได้ดี แต่ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งแตกต่างจากสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ ที่มักจะเสื่อมค่าลงทันทีที่ออกจากร้าน การซื้อนาฬิกามือสองจึงไม่ใช่แค่การซื้อของใช้ แต่เป็นการ “ลงทุน” ในสินทรัพย์ที่มีประวัติและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้

รุ่นยอดนิยมที่กลายเป็นสินทรัพย์

นาฬิกาที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน Gen Z มักเป็นรุ่นที่มีความคลาสสิก มีเอกลักษณ์ และสามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส แบรนด์อย่าง Rolex และ Patek Philippe ยังคงเป็นผู้นำตลาดเสมอมา แต่นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Tudor Black Bay Chrono ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและเข้าถึงง่าย, Cartier Tank ที่มีความเรียบหรูและเป็นอมตะ, หรือ Grand Seiko ที่โดดเด่นในด้านงานฝีมือและความประณีตแบบญี่ปุ่น นาฬิการุ่นเหล่านี้กลายเป็นที่ต้องการสูงเพราะมีความสมดุลระหว่างชื่อเสียงของแบรนด์ คุณภาพการผลิต และศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าในอนาคต

แฟชั่นและการแสดงออกถึงตัวตน

นอกเหนือจากมิติของการลงทุน Gen Z ยังมองนาฬิกาเป็นเครื่องประดับแฟชั่นที่สำคัญและเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน พวกเขามองว่านาฬิกาคือ “งานศิลป์ที่สวมใส่ได้” (Wearable Art) ที่สะท้อนรสนิยมและความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เทรนด์ใหม่ๆ อย่างนาฬิกาแบบจี้ (Pendant Watch) หรือนาฬิกาเข็มกลัดที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น แบรนด์อย่าง Hermès และ Piaget ได้นำเสนอคอลเลกชันที่ผสมผสานศิลปะแห่งเวลาเข้ากับแฟชั่นอย่างลงตัว ทำให้นาฬิกาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนข้อมืออีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน

การเปรียบเทียบการลงทุน: สินทรัพย์ดั้งเดิมปะทะสินทรัพย์ทางเลือก

เพื่อทำความเข้าใจถึงความน่าสนใจของการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับ Gen Z การเปรียบเทียบคุณลักษณะกับการลงทุนแบบดั้งเดิมจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะของการลงทุนประเภทต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่
คุณลักษณะ หุ้น / ตราสารหนี้ ทองคำ นาฬิกาหรู / งานศิลป์ (แบบเศษส่วน)
การจับต้องได้ ไม่มี (เป็นสิทธิ์เรียกร้องทางดิจิทัล) จับต้องได้ (หากถือครองกายภาพ) จับต้องได้ (สินทรัพย์จริงถูกเก็บรักษา)
ความผันผวน สูง (ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด) ปานกลาง (มักเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย) ต่ำถึงปานกลาง (ไม่ค่อยสัมพันธ์กับตลาดหุ้น)
การเข้าถึงสำหรับนักลงทุนรายย่อย สูงมาก (ซื้อขายง่ายผ่านแอปพลิเคชัน) สูง (ซื้อขายได้หลายรูปแบบ) สูง (ผ่านแพลตฟอร์ม Fractional)
คุณค่าทางอารมณ์และวัฒนธรรม ต่ำ ปานกลาง (ในฐานะเครื่องประดับและความมั่งคั่ง) สูงมาก (เชื่อมโยงกับศิลปะ ประวัติศาสตร์ และตัวตน)
ศักยภาพในการเติบโต สูง (แต่มีความเสี่ยงสูง) ปานกลาง (เน้นรักษามูลค่า) สูง (สำหรับสินทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการ)

บทสรุป และแนวโน้มการลงทุนแห่งอนาคต

ปรากฏการณ์ นาฬิกาหรู-งานศิลป์: เทรนด์ลงทุนใหม่ Gen Z แบ่งกันซื้อ ไม่ใช่เพียงกระแสชั่ววูบ แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุนที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ การที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจในสินทรัพย์ทางเลือกที่จับต้องได้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการความมั่นคงทางใจและการลงทุนที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว ทั้งในด้านความยั่งยืน ความจริงแท้ และการแสดงออกถึงตัวตน

การลงทุนแบบเศษส่วน (Fractional Investment) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างและทำให้การลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูงเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ ทำความเข้าใจในความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และเลือกใช้แพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ท้ายที่สุดแล้ว เทรนด์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างความหลงใหลส่วนตัวและการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการเงินปี 2026 และต่อๆ ไป