Home » โค้งสุดท้าย SSF! 5 กองทุนเด็ดน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568

โค้งสุดท้าย SSF! 5 กองทุนเด็ดน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี การวางแผนภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) ได้ ทำให้การตัดสินใจเลือกกองทุนในช่วงเวลานี้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • โอกาสสุดท้าย: ปี 2568 นับเป็นปีสุดท้ายสำหรับการซื้อกองทุน SSF เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามนโยบายปัจจุบัน
  • เงื่อนไขหลัก: นักลงทุนสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีเต็ม
  • ความยืดหยุ่นในการลงทุน: กองทุน SSF ไม่มีข้อจำกัดด้านสินทรัพย์ที่ลงทุน ทำให้สามารถกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ได้ทั่วโลก ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศและต่างประเทศ
  • ตัวเลือกหลากหลาย: มีกองทุน SSF ที่น่าสนใจหลายกองทุนซึ่งมีนโยบายการลงทุนแตกต่างกัน ตั้งแต่กองทุนหุ้นยุโรป ตราสารหนี้ทั่วโลก กองทุนผสมที่จัดพอร์ตสำเร็จรูป ไปจนถึงกองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

บทความนี้จะนำเสนอภาพรวมของ โค้งสุดท้าย SSF! 5 กองทุนเด็ดน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือในการวางแผนภาษี พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกองทุน SSF ที่มีนโยบายโดดเด่นและน่าสนใจ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนที่สิทธิพิเศษนี้จะสิ้นสุดลง การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและลักษณะของแต่ละกองทุนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งและบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการลงทุน SSF ในปี 2568 จึงสำคัญเป็นพิเศษ

การลงทุนในกองทุน SSF ช่วงปลายปี 2568 มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายที่ภาครัฐเปิดให้ผู้มีเงินได้สามารถนำเงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ หลังจากที่โครงการนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 และจะสิ้นสุดลงในปี 2568 นี้เอง ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีนี้จึงต้องรีบดำเนินการภายในสิ้นปีปฏิทิน

สำหรับกลุ่มบุคคลที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ กลุ่มผู้มีเงินได้ที่อยู่ในฐานภาษีสูง หรือที่เรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” รวมถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี การลงทุนใน SSF ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปี แต่ยังเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุนในระยะยาวไปในตัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ SSF ในปี 2568 ทำให้ทุกการตัดสินใจลงทุนในปีนี้มีความหมายมากกว่าเดิม มันคือโอกาสสุดท้ายในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ให้ผลประโยชน์สองต่อ ทั้งการลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน และการสร้างผลตอบแทนเพื่ออนาคต

ความสำคัญของการวางแผนในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงอยู่ที่การเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล เนื่องจากเงินลงทุนจะต้องถูกเก็บไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี การเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาว

ทำความเข้าใจ SSF: เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ปีสุดท้าย

ก่อนจะตัดสินใจลงทุน จำเป็นต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขสำคัญของกองทุน SSF เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างถูกต้องและได้รับประโยชน์สูงสุด

SSF คืออะไร

SSF หรือ กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund) คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยภาครัฐมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้ประชาชนลงทุน จุดเด่นที่สุดของ SSF คือความยืดหยุ่นในนโยบายการลงทุน กองทุน SSF สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, ทองคำ, หรืออสังหาริมทรัพย์ ผ่านกองทุนรวมอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกในการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

เงื่อนไขการลงทุนและลดหย่อนภาษีฉบับสรุป

เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายและไม่ผิดเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี ควรทำความเข้าใจข้อกำหนดหลักดังต่อไปนี้:

  • สิทธิลดหย่อนภาษี: สามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
  • เพดานรวม: เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., และประกันบำนาญ ยอดรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
  • ระยะเวลาถือครอง: ต้องถือครองหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 10 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน) หากขายคืนก่อนกำหนด จะต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • ไม่มีขั้นต่ำและไม่ต้องต่อเนื่อง: SSF ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ และไม่บังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี สามารถลงทุนปีไหนก็ได้ตามความสมัครใจภายในช่วงเวลาของโครงการ (2563-2568)

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง SSF และ RMF

นักลงทุนหลายคนอาจสับสนระหว่าง SSF และ RMF (Retirement Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีเช่นกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • วัตถุประสงค์: SSF เน้นการออมระยะกลางถึงยาว (10 ปี) ขณะที่ RMF มีเป้าหมายเพื่อการเกษียณอายุโดยเฉพาะ
  • ระยะเวลาถือครอง: SSF กำหนดถือครอง 10 ปี ส่วน RMF ต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • ความต่อเนื่อง: SSF ไม่บังคับลงทุนทุกปี แต่ RMF มีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่อง (อย่างน้อยปีเว้นปี) เพื่อรักษาสิทธิทางภาษี

การเลือกระหว่าง SSF และ RMF จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและช่วงอายุของนักลงทุน SSF อาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องในระยะ 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ RMF เหมาะสมกว่าสำหรับผู้ที่วางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจัง

เปิดพอร์ตส่อง 5 กองทุน SSF เด็ดน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568

ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ มีกองทุน SSF หลายแห่งที่มีนโยบายการลงทุนที่น่าสนใจและได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้หลากหลายรูปแบบ ต่อไปนี้คือ 5 กองทุนเด่นที่คัดเลือกมาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

1. MEURO-SSF: ลงทุนในหุ้นยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป

นโยบายการลงทุน: กองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักในทวีปยุโรป โดยมีตัวอย่างหุ้นเด่นในพอร์ต เช่น ASML ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตชิป และ Novo Nordisk บริษัทยายักษ์ใหญ่จากเดนมาร์ก

จุดเด่น: จุดแข็งของกองทุนนี้คือการเข้าถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มเทคโนโลยี สินค้าแบรนด์เนม และโดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ได้รับประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก นอกจากนี้ การลงทุนในยุโรปยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของบริษัทในภูมิภาค

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และไทย มายังตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป และเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีและกลุ่มสุขภาพชั้นนำ

2. KT-GCINCOME-SSF: ล็อกผลตอบแทนกับตราสารหนี้ทั่วโลก

นโยบายการลงทุน: เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก (Global Bond) โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) เท่านั้น ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการแสวงหาผลตอบแทนจากตราสารหนี้หลากหลายประเภท

จุดเด่น: ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการ “ล็อก” ผลตอบแทนที่ดีไว้ กองทุนนี้มีทีมบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสบการณ์ สามารถคัดเลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังได้ราว 6.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงสำหรับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมาก ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนสูง

3. ttb smartport SSF: จัดพอร์ตสำเร็จรูปตามระดับความเสี่ยง

นโยบายการลงทุน: กองทุนชุดนี้เป็นลักษณะ “กองทุนจัดพอร์ต” (Asset Allocation Fund) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของนักลงทุน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก:

  • tsp1-preserver-SSF (ความเสี่ยงระดับ 4): เน้นรักษาเงินต้นเป็นหลัก ลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ
  • tsp3-balancer-SSF (ความเสี่ยงระดับ 5): สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความปลอดภัย โดยผสมผสานการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้
  • tsp5-gogetter-SSF (ความเสี่ยงระดับ 6): เน้นการเติบโตสูง โดยให้น้ำหนักกับการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก

จุดเด่น: ความสะดวกสบายและความยืดหยุ่นคือกุญแจสำคัญ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกสินทรัพย์หรือจับจังหวะตลาดด้วยตนเอง เพียงแค่เลือกระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่ปรับสัดส่วนการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะจัดพอร์ตอย่างไร หรือนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาด แต่อยากเริ่มต้นลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีตามเป้าหมายความเสี่ยงของตนเอง

4. K-GINCOME-SSF: กระจายความเสี่ยงทั่วโลกพร้อมโอกาสรับปันผล

นโยบายการลงทุน: เป็นกองทุนผสม (Mixed Fund) ที่กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและลดความผันผวน

จุดเด่น: นอกจากการกระจายการลงทุนที่ครอบคลุมทั่วโลกแล้ว กองทุนนี้ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน) ซึ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดระหว่างการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ กองทุนยังมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในพอร์ตเดียวแบบครบวงจร และต้องการโอกาสในการรับรายได้ระหว่างทางในรูปแบบของเงินปันผล

5. K-VIETNAM-SSF: โอกาสเติบโตสูงกับตลาดหุ้นเวียดนาม

นโยบายการลงทุน: กองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดเด่น: การลงทุนในเวียดนามเป็นการเดิมพันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน เช่น การย้ายฐานการผลิตจากจีน, ประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก และการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง แม้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว แต่ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่ามากเช่นกัน

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง และมองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นจากการเติบโตของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ โดยจัดสรรเป็นส่วนเสริมของพอร์ตการลงทุนหลัก

เปรียบเทียบ 5 กองทุน SSF น่าสนใจส่งท้ายปี

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลสรุปของ 5 กองทุน SSF ที่น่าสนใจสำหรับวางแผนภาษีปลายปี 2568
ชื่อกองทุน นโยบายการลงทุนหลัก จุดเด่น เหมาะสำหรับ
MEURO-SSF ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ของยุโรป เข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีและสุขภาพชั้นนำ, รับอานิสงส์จากนโยบายดอกเบี้ยยุโรป ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตไปยังตลาดยุโรปและเชื่อมั่นในเมกะเทรนด์สุขภาพ
KT-GCINCOME-SSF ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น, โอกาสล็อกผลตอบแทนสูงในช่วงดอกเบี้ยขาลง ผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยและต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ
ttb smartport SSF กองทุนผสมจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยง มีให้เลือก 3 ระดับความเสี่ยง (ต่ำ-กลาง-สูง), สะดวก ไม่ต้องจัดพอร์ตเอง นักลงทุนมือใหม่ หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด
K-GINCOME-SSF กองทุนผสม ลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก กระจายความเสี่ยงดีเยี่ยม, มีนโยบายจ่ายเงินปันผลระหว่างทาง ผู้ที่ต้องการพอร์ตที่สมดุลและโอกาสรับกระแสเงินสด
K-VIETNAM-SSF ลงทุนในหุ้นประเทศเวียดนาม โอกาสสร้างผลตอบแทนเติบโตสูงจากตลาดเกิดใหม่ ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองหาการเติบโตระยะยาว

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน SSF ในโค้งสุดท้าย

การเลือกกองทุนเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการวางแผนภาษีและการลงทุน ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรนำมาพิจารณาประกอบเพื่อให้การตัดสินใจนั้นสมบูรณ์และเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองมากที่สุด

กลยุทธ์การเลือกกองทุนที่เหมาะสม

การเลือกกองทุน SSF ที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปีที่ผ่านมา แต่คือการเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่:

  • ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ประเมินตนเองว่าสามารถรับความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุนได้มากน้อยเพียงใด หากรับความเสี่ยงได้น้อย กองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่ากองทุนหุ้น 100%
  • เป้าหมายทางการเงิน: แม้ SSF จะมีเงื่อนไขถือครอง 10 ปี แต่เป้าหมายหลังจากนั้นคืออะไร หากเป็นการออมเพื่อเป้าหมายเฉพาะ การเลือกระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ก็เป็นสิ่งสำคัญ
  • พอร์ตการลงทุนโดยรวม: พิจารณากองทุน SSF ในฐานะส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด หากมีหุ้นไทยอยู่มากแล้ว การเลือก SSF ที่ลงทุนในต่างประเทศจะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี

ความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง

หลักการลงทุนที่สำคัญคือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว” แม้จะเลือกลงทุนใน SSF เพื่อลดหย่อนภาษี ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินทั้งหมดไปที่กองทุนเดียว การกระจายเงินลงทุนไปยัง SSF ที่มีนโยบายแตกต่างกัน เช่น แบ่งส่วนหนึ่งไปที่กองทุนหุ้นต่างประเทศ และอีกส่วนหนึ่งไปที่กองทุนตราสารหนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือตลาดใดตลาดหนึ่งได้

จะเกิดอะไรขึ้นกับ SSF หลังจากปี 2568

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ แม้ว่าจะไม่สามารถซื้อหน่วยลงทุน SSF ใหม่เพื่อลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป แต่หน่วยลงทุน SSF ที่ได้ซื้อไว้ภายในสิ้นปี 2568 จะยังคงอยู่และดำเนินต่อไปตามปกติ นักลงทุนยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครอง 10 ปีให้ครบถ้วนเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับไปแล้ว ดังนั้น การลงทุนในปีนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่มีผลผูกพันไปอีกหนึ่งทศวรรษ

บทสรุป: วางแผนภาษีให้ทันก่อนหมดเขต

ปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ที่ต้องการวางแผนภาษี เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายของสิทธิประโยชน์จากการลงทุนในกองทุน SSF การใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์จึงไม่ใช่แค่การลดภาระค่าใช้จ่ายทางภาษีในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการต่อยอดความมั่งคั่งผ่านการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก

กองทุนทั้ง 5 ที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น MEURO-SSF, KT-GCINCOME-SSF, ttb smartport SSF, K-GINCOME-SSF, และ K-VIETNAM-SSF ล้วนเป็นตัวเลือกที่มีจุดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน การศึกษาข้อมูลและเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายของตนเองจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การวางแผนภาษีอย่างรอบคอบในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการลงทุนจะนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินตามที่คาดหวังไว้