Home » ‘Greenhushing’ คืออะไร? เมื่อบริษัททำดีแต่ไม่กล้าบอก






‘Greenhushing’ คืออะไร? เมื่อบริษัททำดีแต่ไม่กล้าบอก


‘Greenhushing’ คืออะไร? เมื่อบริษัททำดีแต่ไม่กล้าบอก

สารบัญ

ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายองค์กรพยายามปรับตัวและดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจขึ้น นั่นคือบางบริษัทเลือกที่จะไม่สื่อสารความพยายามเหล่านี้ออกไปสู่สาธารณะ พฤติกรรมนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Greenhushing’ คืออะไร? เมื่อบริษัททำดีแต่ไม่กล้าบอก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามกับการฟอกเขียว (Greenwashing) อย่างสิ้นเชิง แนวคิดนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการสื่อสารด้านความยั่งยืนในโลกธุรกิจปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความท้าทายรอบด้าน

สาระสำคัญของ Greenhushing

  • Greenhushing คือการที่บริษัทจงใจไม่เปิดเผยหรือรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของตนเอง ทั้งที่มีการดำเนินงานจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือข้อกล่าวหาว่าเป็นการฟอกเขียว
  • สาเหตุหลักมาจากความกลัวว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์, ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ESG, ความเคลือบแคลงสงสัยจากผู้บริโภค และแรงกดดันจากการแข่งขัน
  • แม้เจตนาจะแตกต่างจาก Greenwashing (การอ้างเกินจริง) แต่ Greenhushing ก็ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางธุรกิจ ทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลในการตัดสินใจ และชะลอการพัฒนาด้านความยั่งยืนในภาพรวม
  • ปรากฏการณ์นี้ท้าทายแนวคิดการตลาดสีเขียว โดยชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารที่โปร่งใสและจริงใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว
  • ในอนาคต องค์กรจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการสื่อสารความสำเร็จด้านความยั่งยืนกับการยอมรับในข้อจำกัด เพื่อสร้างความไว้วางใจในระยะยาว

เจาะลึกแนวคิด Greenhushing: ปรากฏการณ์ความเงียบสีเขียว

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้บริโภคใช้ในการประเมินคุณค่าขององค์กร บริษัททั่วโลกต่างแข่งขันกันนำเสนอภาพลักษณ์ “สีเขียว” ผ่านแคมเปญการตลาดและการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการสื่อสารนี้ กลับมีอีกแนวโน้มหนึ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ แต่ส่งผลกระทบไม่แพ้กัน นั่นคือ Greenhushing

Greenhushing หมายถึง การที่องค์กรหรือบริษัทเลือกที่จะ “สงวนท่าที” หรือ “จงใจเงียบ” เกี่ยวกับความพยายามและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของตนเอง แทนที่จะประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง พวกเขากลับเลือกที่จะไม่พูดถึง หรือเปิดเผยข้อมูลในวงจำกัดเท่านั้น พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทไม่มีผลงานด้านสิ่งแวดล้อม ในทางตรงกันข้าม บริษัทเหล่านี้อาจมีโครงการริเริ่มที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ แต่กลับเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ

ปรากฏการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะมันสะท้อนถึงความกลัวและความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นในวงการธุรกิจ ผู้บริโภคและนักเคลื่อนไหวมีความตื่นตัวต่อการ “ฟอกเขียว” หรือ Greenwashing มากขึ้น ทำให้ทุกคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ความกดดันนี้เองที่ผลักดันให้บางบริษัทที่ทำดีจริงๆ เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า คือการไม่พูดอะไรเลย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าทำได้ไม่ดีพอ หรือมีเจตนาแอบแฝง

สาเหตุที่ธุรกิจเลือกที่จะเงียบ

การตัดสินใจที่จะไม่สื่อสารความพยายามด้านความยั่งยืนขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลมาจากปัจจัยที่ซับซ้อนหลายประการ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้

ความกลัวต่อข้อกล่าวหา Greenwashing

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด การฟอกเขียว (Greenwashing) หรือการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกินจริง ได้ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ปัจจุบัน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs), สื่อมวลชน, และผู้บริโภคทั่วไป มีเครื่องมือในการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมที่จะเปิดโปงบริษัทที่กล่าวอ้างเกินจริง การถูกตราหน้าว่าเป็นองค์กร “ฟอกเขียว” สามารถสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและแบรนด์ได้อย่างมหาศาล ดังนั้น บริษัทบางแห่งที่แม้จะมีความตั้งใจจริง แต่ยังไม่มั่นใจว่าเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของตนจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ จึงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีว่าสิ่งที่ทำนั้น “ยังดีไม่พอ” หรือเป็นเพียงการตลาด

ความเงียบอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสื่อสารที่อาจถูกตีความผิดพลาดและนำไปสู่ข้อกล่าวหาด้านการฟอกเขียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ ESG

มาตรฐานและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลด้าน ESG ทั่วโลกยังคงอยู่ในช่วงของการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและข้อบังคับ สิ่งที่เคยปฏิบัติได้ในวันนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานในวันพรุ่งนี้ ความสับสนนี้ทำให้บริษัทหลายแห่งลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ เพราะกลัวว่าข้อมูลที่เปิดเผยไปอาจไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ๆ ในอนาคต และอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือค่าปรับได้ การเลือกที่จะเงียบจึงเป็นการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่คาดเดาได้ยาก

ความกังขาของผู้บริโภค

ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความรู้มากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามกับคำกล่าวอ้างของแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์ที่พยายามชูจุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม บางครั้งการโฆษณาประเด็นความยั่งยืนมากเกินไปอาจให้ผลตรงกันข้าม คือทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่ไว้วางใจและมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด บริษัทบางแห่งจึงอาจวิเคราะห์แล้วว่า การมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติหลักของผลิตภัณฑ์และปล่อยให้การกระทำด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ลูกค้าค้นพบเอง อาจสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการป่าวประกาศอย่างโจ่งแจ้ง

แรงกดดันจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม

ในบางอุตสาหกรรม การเปิดเผยข้อมูลด้านนวัตกรรมหรือกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจหมายถึงการเปิดเผยความลับทางการค้าให้คู่แข่งรับรู้ บริษัทอาจลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว และไม่ต้องการให้คู่แข่งลอกเลียนแบบได้โดยง่าย การเลือกที่จะไม่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นกลยุทธ์ในการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกจากนี้ บางองค์กรอาจต้องการทำความดีเพื่อสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนด้านชื่อเสียง และมองว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด จึงเลือกที่จะทำงานเงียบๆ โดยไม่ต้องการการยอมรับจากภายนอก

เปรียบเทียบ Greenhushing และ Greenwashing: ความเหมือนที่แตกต่าง

แม้ว่า Greenhushing และ Greenwashing จะเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารด้านความยั่งยืนเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในด้านเจตนาและการกระทำ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบทั้งสองแนวคิดได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Greenhushing และ Greenwashing ในมิติต่างๆ
มิติการเปรียบเทียบ Greenhushing (ทำดีแต่ไม่บอก) Greenwashing (บอกแต่ไม่ทำ)
คำจำกัดความ การจงใจไม่สื่อสารหรือรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนที่องค์กรได้ลงมือทำจริง การให้ข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือกล่าวอ้างเกินจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เจตนาหลัก หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ, ลดความเสี่ยงจากการถูกกล่าวหา, กลัวทำได้ไม่ดีพอ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี, เพิ่มยอดขาย, เบี่ยงเบนความสนใจจากผลกระทบเชิงลบ
การกระทำจริง มีการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมจริง แต่อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ มีการดำเนินงานน้อยมากหรือไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารออกไป
รูปแบบการสื่อสาร เงียบ, สื่อสารน้อยที่สุด, เปิดเผยข้อมูลในวงจำกัด สื่อสารอย่างกว้างขวาง, ใช้คำโฆษณาที่คลุมเครือ, เน้นภาพลักษณ์มากกว่าข้อมูลเชิงลึก
ผลกระทบต่อผู้บริโภค ขาดข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ถูกทำให้เข้าใจผิด, สูญเสียความไว้วางใจต่อแบรนด์และตลาดโดยรวม
ตัวอย่างพฤติกรรม บริษัทพลังงานที่ลงทุนในเทคโนโลยีหมุนเวียน แต่ไม่ประชาสัมพันธ์เพราะกลัวถูกวิจารณ์ว่าธุรกิจหลักยังคงสร้างมลพิษ แบรนด์แฟชั่นที่ออกคอลเลกชัน “รักษ์โลก” จากวัสดุรีไซเคิลเพียง 1% แต่โฆษณาว่าเป็นแบรนด์ที่ยั่งยืน

โดยสรุปแล้ว หัวใจของความแตกต่างอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง “การกระทำ” และ “การสื่อสาร” Greenhushing คือ “ทำแต่ไม่สื่อสาร” ในขณะที่ Greenwashing คือ “สื่อสารแต่ไม่ทำ” ซึ่งแม้จะมีที่มาต่างกัน แต่ปลายทางของทั้งสองพฤติกรรมกลับส่งผลกระทบเชิงลบต่อความโปร่งใสและการพัฒนาความยั่งยืนในภาพรวมไม่ต่างกัน

ผลกระทบของ Greenhushing ในวงกว้าง

แม้ Greenhushing จะเกิดจากเจตนาที่ดีหรือเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับสร้างความท้าทายให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจและสังคมในหลายมิติ

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาด

เมื่อบริษัทที่ทำดีเลือกที่จะเงียบ ผู้บริโภคที่ต้องการสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนจะขาดข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจ พวกเขาอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่าบริษัทใดมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง สิ่งนี้ทำให้กลไกตลาดที่ควรจะให้รางวัลแก่บริษัทที่ดีและลงโทษบริษัทที่ไม่ดี ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทที่ทำ Greenwashing โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ เพราะในขณะที่บริษัทดีๆ เงียบ บริษัทที่เน้นแต่การตลาดกลับส่งเสียงดังกว่า

ในระยะยาว ปรากฏการณ์นี้จะบั่นทอนความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนโดยรวม เพราะเมื่อไม่มีการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด นวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวก็จะไม่ถูกเผยแพร่และนำไปปรับใช้ในวงกว้าง การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนจะลดน้อยลง เพราะไม่มีแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร

การเลือกที่จะเงียบอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ปลอดภัยเสมอไป ในยุคที่ความโปร่งใสถูกให้คุณค่าสูงสุด การไม่เปิดเผยข้อมูลอาจถูกตีความได้ว่าบริษัทกำลัง “มีบางสิ่งบางอย่างต้องปิดบัง” นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริงขององค์กรต่อประเด็น ESG และอาจมองว่าบริษัทขาดความรับผิดชอบในการรายงานข้อมูลที่สำคัญต่อสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรยังพลาดโอกาสในการสร้างความผูกพันกับลูกค้าและพนักงาน การสื่อสารเรื่องราวความสำเร็จด้านความยั่งยืนอย่างจริงใจสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้แก่พนักงานภายในองค์กร และสร้างความภักดีต่อแบรนด์จากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเลือกที่จะเงียบจึงเท่ากับเป็นการทิ้งโอกาสทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่าไปอย่างน่าเสียดาย

กรณีศึกษาและตัวอย่างในภาคธุรกิจ

ปรากฏการณ์ Greenhushing ไม่ใช่แค่แนวคิดทางทฤษฎี แต่เกิดขึ้นจริงแล้วในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก จากข้อมูลการวิจัยพบกรณีศึกษาที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสหราชอาณาจักร จากการสำรวจพบว่ามีธุรกิจจำนวนมากที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อความยั่งยืน แต่กลับเลือกที่จะรายงานข้อมูลดังกล่าวสู่สาธารณะเพียงประมาณ 30% เท่านั้น พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างครบถ้วน เนื่องจากกังวลว่าจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดและอาจถูกวิจารณ์ว่ามาตรการที่ทำยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศในภาพรวม

อีกกรณีหนึ่งคือธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรป มีการศึกษาพบว่าโรงแรมที่เลือกจะซ่อนข้อมูลด้านความยั่งยืนหรือไม่สื่อสารกิจกรรมเชิงบวกที่ตนทำ มักจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสายกรีนน้อยกว่าโรงแรมที่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส แม้ว่าโรงแรมกลุ่มแรกอาจมีแนวปฏิบัติที่ดีกว่าก็ตาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเงียบทำให้ธุรกิจพลาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Greenhushing เป็นกลยุทธ์ที่เกิดจากความกลัวการถูกตัดสิน แม้ว่าองค์กรจะมีเจตนาที่ดี แต่ความกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นการฟอกเขียวก็มีอิทธิพลมากกว่าความต้องการที่จะสื่อสารความสำเร็จของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกลับส่งผลเสียทั้งต่อตัวธุรกิจเองและต่อการขับเคลื่อนวาระด้านสิ่งแวดล้อมในระดับมหภาค

Greenhushing กับอนาคตการตลาดสีเขียวและเทรนด์ธุรกิจ 2569

การเกิดขึ้นของ Greenhushing กำลังส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางของการตลาดสีเขียวและแนวโน้มธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมองไปถึงปี 2569 (ค.ศ. 2026) และปีต่อๆ ไป ที่ความคาดหวังด้านความโปร่งใสจะยิ่งสูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของวิวัฒนาการในความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ผู้บริโภค และประเด็นด้านความยั่งยืน

ในอนาคต การตลาดสีเขียวจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะมุ่งเน้นไปที่ “การสื่อสารอย่างจริงใจและโปร่งใส” มากขึ้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่ผู้ที่ป่าวประกาศความดีของตนเองดังที่สุด แต่จะเป็นผู้ที่สามารถเล่าเรื่องราวการเดินทางสู่ความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งรวมถึงการยอมรับในความท้าทาย ความล้มเหลว และเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึง

เทรนด์ธุรกิจในปี 2569 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการ “รายงาน” (Reporting) ไปสู่การ “สนทนา” (Dialogue) บริษัทต่างๆ จะต้องเปลี่ยนจากการนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ไปสู่การสร้างพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การแก้ปัญหา Greenhushing ไม่ใช่การบังคับให้ทุกบริษัทต้องออกมาโฆษณา แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งองค์กรสามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม

ทางออกไม่ใช่การเงียบหรือการพูดเกินจริง แต่คือความกล้าหาญที่จะโปร่งใส การยอมรับว่าการเดินทางสู่ความยั่งยืนนั้นไม่มีทางลัดและเต็มไปด้วยความท้าทาย คือสิ่งที่สามารถสร้างความไว้วางใจที่แท้จริงได้

ดังนั้น องค์กรที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต จำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารที่สมดุล โดยให้ความสำคัญกับการกระทำที่จับต้องได้เป็นอันดับแรก จากนั้นจึงสื่อสารผลลัพธ์เหล่านั้นด้วยความถ่อมตัวและจริงใจ พร้อมเปิดรับคำติชมเพื่อการพัฒนาต่อไป นี่คือหนทางที่จะเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความไว้วางใจ และเปลี่ยนความเงียบให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

บทสรุป: ความท้าทายของความโปร่งใสด้านความยั่งยืน

Greenhushing คือปรากฏการณ์ที่บริษัทลงมือทำกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนจริง แต่กลับเลือกที่จะไม่สื่อสารออกไปเพราะความกลัวที่จะถูกตรวจสอบหรือกล่าวหาว่าเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing) แม้จะมีเจตนาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองพฤติกรรมต่างก็เป็นอุปสรรคต่อการสร้างโลกธุรกิจที่โปร่งใสและยั่งยืน

การที่องค์กรเลือกที่จะเงียบ ทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลในการสนับสนุนธุรกิจที่ดี ตลาดขาดกลไกในการส่งเสริมการแข่งขันด้านนวัตกรรมสีเขียว และตัวองค์กรเองก็พลาดโอกาสในการสร้างความไว้วางใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาคธุรกิจที่ต้องกล้าหาญที่จะสื่อสารอย่างจริงใจและโปร่งใสมากขึ้น และภาคสังคมที่ต้องพร้อมรับฟังและให้โอกาสองค์กรในการเรียนรู้และพัฒนา

สำหรับผู้บริโภคและสังคม การตระหนักถึงการมีอยู่ของ Greenhushing ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ภารกิจต่อไปไม่ใช่เพียงการจับผิดบริษัทที่ทำการฟอกเขียว แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมและให้กำลังใจบริษัทที่พยายามทำดีอย่างแท้จริง ให้กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและแบ่งปันเรื่องราวของตนเอง เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของความรับผิดชอบและความโปร่งใสที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน