เสียง AI ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี! กลโกงใหม่รับสิ้นปีที่ต้องรู้
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิตในหลายมิติ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางให้มิจฉาชีพพัฒนากลโกงรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและน่ากลัวยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในนั้นคือการใช้ AI ปลอมแปลงเสียงเพื่อหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- กลโกงเสียง AI หรือ Voice Phishing คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเลียนแบบเสียงคนใกล้ชิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงให้โอนเงิน
- มิจฉาชีพมักสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ หรือเรื่องด่วน เพื่อกดดันและเร่งรัดให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบ
- ประเทศไทยเผชิญความเสียหายทางการเงินหลายพันล้านบาทจากกลโกงออนไลน์ และมีอัตราการถูกหลอกลวงสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก
- การสังเกตความผิดปกติของน้ำเสียง เช่น การเว้นวรรคที่ไม่เป็นธรรมชาติ การออกเสียงวรรณยุกต์ผิดเพี้ยน หรือการไร้อารมณ์ คือกุญแจสำคัญในการจับผิด
- การตั้งสติ ตรวจสอบข้อมูลโดยการติดต่อกลับไปยังบุคคลที่ถูกอ้างถึงผ่านช่องทางอื่น และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
เสียง AI ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี! กลโกงใหม่รับสิ้นปีที่ต้องรู้ ได้กลายเป็นหัวข้อเตือนภัยสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความสนใจ กลโกงนี้มีชื่อเรียกว่า “AI Voice Phishing” ซึ่งเป็นวิธีการที่มิจฉาชีพออนไลน์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงในการสังเคราะห์หรือโคลนเสียงของบุคคลที่เหยื่อรู้จักและไว้วางใจ เช่น สมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อโทรศัพท์มาหลอกลวงโดยตรง วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือและเร่งด่วน เพื่อบีบคั้นให้เหยื่อโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญ เช่น รหัสผ่าน หรือรหัส OTP (One-Time Password) ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดในบัญชีได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ทำความรู้จักกลโกงเสียง AI: ภัยเงียบยุคดิจิทัล
ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ความสามารถในการเลียนแบบเสียงมนุษย์มีความสมจริงมากขึ้นจนแทบแยกไม่ออก สิ่งนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีของอาชญากรไซเบอร์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือช่วงสิ้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมีการจับจ่ายใช้สอยสูงและอาจมีความระมัดระวังลดลง กลโกงประเภทนี้จึงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภัยคุกคามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อคนทุกเพศทุกวัยที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ความสำคัญของการทำความเข้าใจกลไกการหลอกลวงและวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยเงียบที่อาจมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวและปกป้องทรัพย์สินของตนเองและคนใกล้ชิดได้อย่างปลอดภัย
เจาะลึกกระบวนการหลอกลวงด้วย AI ปลอมเสียง
การทำความเข้าใจถึงกระบวนการและเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ กลโกงนี้อาศัยทั้งเทคโนโลยีและความเข้าใจในจิตวิทยาของมนุษย์เพื่อสร้างสถานการณ์ที่บีบคั้นและน่าเชื่อถือ
กลโกง AI ปลอมเสียงคืออะไร?
กลโกง AI ปลอมเสียง หรือที่เรียกว่า AI Voice Cloning Scams คือการที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการสร้างเสียงพูดสังเคราะห์ที่เลียนแบบเสียงของบุคคลจริงได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยเพียงคลิปเสียงสั้น ๆ ของเป้าหมาย ซึ่งอาจหาได้จากโซเชียลมีเดีย เช่น วิดีโอ หรือคลิปเสียงที่เคยโพสต์ไว้ จากนั้น AI จะเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของเสียงนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียง ระดับความสูงต่ำ หรือจังหวะการพูด เพื่อนำไปสร้างเป็นคำพูดใหม่ตามบทที่เตรียมไว้สำหรับหลอกลวงเหยื่อ ทำให้เสียงที่ปลายสายมีความสมจริงจนเหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นบุคคลที่ตนเองรู้จักจริง ๆ
ลักษณะและกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ
มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์ที่ผสมผสานกันเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการหลอกลวง โดยมีลักษณะการทำงานที่เป็นแบบแผนดังนี้:
- การใช้เสียงที่เหมือนจริง: กลยุทธ์หลักคือการโทรหาเหยื่อด้วยเสียงที่ปลอมแปลงเป็นคนใกล้ชิด เช่น ลูกหลาน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ทำให้เหยื่อลดกำแพงการป้องกันลงและเกิดความไว้วางใจตั้งแต่แรก
- การสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน: มิจฉาชีพจะสร้างเรื่องราวที่บีบคั้นทางอารมณ์และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เช่น ประสบอุบัติเหตุ, ถูกจับกุม, หรือต้องการเงินด่วนเพื่อชำระหนี้สิน เพื่อกดดันให้เหยื่อไม่มีเวลาไตร่ตรองและรีบโอนเงินตามที่ร้องขอ
- การอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ: อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมเสียงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ศาล, หรือพนักงานธนาคาร โดยอ้างว่าเหยื่อมีความผิดหรือต้องตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อข่มขู่ให้เกิดความกลัวและปฏิบัติตามคำสั่ง
- การใช้ร่วมกับหลักฐานปลอม: ในบางกรณี มิจฉาชีพอาจส่งหลักฐานปลอมที่สร้างโดย AI เช่น สลิปโอนเงินปลอมที่ดูแนบเนียน เพื่อยืนยันเรื่องราวและทำให้เหยื่อมั่นใจยิ่งขึ้น ก่อนจะหลอกให้โอนเงินเพิ่มหรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
สถานการณ์ความเสียหายและผลกระทบในประเทศไทย
ภัยจากกลโกงออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมดิจิทัลอย่างรุนแรง ข้อมูลสถิติได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน
มูลค่าความเสียหายที่น่าตกใจ
ข้อมูลล่าสุดในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อการหลอกให้โอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 เพียงไตรมาสเดียว มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 5,651 ล้านบาท แม้ว่าตัวเลขนี้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งมีความเสียหายอยู่ที่ 8,590 ล้านบาท แต่ก็ยังถือเป็นตัวเลขที่สูงมากและแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงหากลวิธีใหม่ ๆ ในการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง
ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไตรมาส 2 ปี 2025 สูงถึง 5,651 ล้านบาท ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความตระหนักรู้และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
ทำไมไทยจึงตกเป็นเป้าหมายหลัก?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ คือการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัลที่ทันสมัย จากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งหมายถึงความสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงิน แต่ในทางกลับกัน ความรวดเร็วนี้ก็เป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพสามารถยักย้ายถ่ายเทเงินของเหยื่อได้อย่างรวดเร็วจนยากต่อการติดตาม
นอกจากนี้ อัตราการถูกหลอกลวงของไทยยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยอยู่ที่ 25.7% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความตระหนักรู้และทักษะในการรับมือกับกลโกงที่ซับซ้อนมากขึ้น
วิธีจับไต๋และป้องกันตัวเองจากเสียง AI ดูดเงิน
แม้ว่าเทคโนโลยีของมิจฉาชีพจะมีความก้าวหน้า แต่เสียงที่สังเคราะห์โดย AI ก็ยังมีจุดบกพร่องที่สามารถสังเกตได้ การเรียนรู้ที่จะจับผิดความผิดปกติเหล่านี้ควบคู่ไปกับการมีสติและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อได้อย่างมีนัยสำคัญ
จุดสังเกตเสียงปลอมที่สร้างโดย AI
เสียงที่สร้างจาก AI แม้จะคล้ายคลึงเสียงมนุษย์มาก แต่ก็มักขาดความเป็นธรรมชาติในบางมิติ จุดสังเกตเบื้องต้นมีดังนี้:
- น้ำเสียงไร้อารมณ์: เสียงอาจจะฟังดูราบเรียบ หรือมีโทนเสียงเดียว (Monotone) ขาดความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ หรือเสียใจอย่างที่ควรจะเป็นในสถานการณ์ที่กล่าวอ้าง
- การออกเสียงวรรณยุกต์ผิดเพี้ยน: ในภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ซับซ้อน AI อาจยังมีการออกเสียงผิดพลาด ทำให้คำบางคำฟังดูแปร่งหรือไม่เป็นธรรมชาติ
- จังหวะการพูดที่ไม่ลื่นไหล: อาจมีการเว้นวรรคหรือหยุดพูดในจังหวะที่ผิดปกติ ไม่เหมือนการสนทนาของมนุษย์ทั่วไป
- ขาดความเข้าใจในบริบทเชิงอารมณ์: AI จะไม่สามารถเข้าใจการสื่อสารที่ซับซ้อน เช่น การประชดประชัน การพูดติดตลก หรือการใช้คำสแลง ทำให้การตอบโต้ดูไม่เป็นธรรมชาติเมื่อมีการสนทนานอกเหนือจากสคริปต์
| ลักษณะ | เสียงมนุษย์จริง | เสียงสังเคราะห์จาก AI |
|---|---|---|
| อารมณ์และความรู้สึก | มีการแสดงอารมณ์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ดีใจ, ตกใจ, กังวล | มักจะมีน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ หรือแสดงอารมณ์ไม่เป็นธรรมชาติ |
| จังหวะการพูด | มีจังหวะการพูด การหยุด และการหายใจที่เป็นธรรมชาติ | อาจมีจังหวะการเว้นวรรคที่ผิดปกติ หยุดพูดอย่างไม่สมเหตุสมผล |
| การออกเสียง | ออกเสียงวรรณยุกต์และคำควบกล้ำได้ถูกต้องตามธรรมชาติ | อาจออกเสียงวรรณยุกต์ผิดเพี้ยน หรือเสียงคำบางคำไม่ชัดเจน |
| การตอบสนอง | สามารถตอบโต้บทสนทนาที่ซับซ้อนและเข้าใจบริบทได้ดี | ตอบสนองได้เฉพาะเรื่องที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ อาจไม่เข้าใจมุกตลกหรือการประชด |
แนวทางการป้องกันเชิงรุก
หน่วยงานตำรวจและองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ออกมาเตือนภัยและแนะนำแนวทางป้องกันตนเอง ดังนี้:
- ตั้งสติและอย่าหลงเชื่อทันที: เมื่อได้รับโทรศัพท์ที่อ้างเรื่องฉุกเฉินและขอให้โอนเงิน สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ อย่าตื่นตระหนกตกใจไปกับเรื่องราวที่ได้ยิน
- วางสายและโทรกลับเพื่อตรวจสอบ: วิธีที่ดีที่สุดคือการวางสายจากเบอร์ดังกล่าว แล้วโทรกลับไปยังเบอร์โทรศัพท์ของบุคคลที่ถูกอ้างถึงซึ่งบันทึกไว้ในเครื่องของตนเองโดยตรง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
- ถามคำถามส่วนตัว: ลองถามคำถามที่รู้กันเฉพาะในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มิจฉาชีพหรือ AI ไม่น่าจะทราบ เช่น “สัปดาห์ที่แล้วเราไปทานข้าวที่ไหนกัน” หรือ “สัตว์เลี้ยงของเราชื่ออะไร”
- ห้ามเปิดเผยข้อมูลสำคัญเด็ดขาด: ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือรหัส OTP แก่บุคคลที่โทรมาโดยเด็ดขาด เพราะธนาคารและหน่วยงานราชการจะไม่มีนโยบายขอข้อมูลเหล่านี้ผ่านทางโทรศัพท์
- ปรึกษาคนรอบข้าง: หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้ เพื่อช่วยกันตรวจสอบและหาทางแก้ไข
มากกว่าการปลอมเสียง: กลโกง AI ในรูปแบบอื่น
นอกเหนือจากการปลอมเสียงแล้ว มิจฉาชีพยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างกลโกงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น:
- Deepfake Video: การใช้ AI สร้างวิดีโอปลอมที่นำใบหน้าของบุคคลหนึ่งไปสวมทับบนร่างกายของอีกบุคคลหนึ่งอย่างแนบเนียน ซึ่งอาจใช้ในการสร้างวิดีโอคอลหลอกลวง หรือสร้างข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียง
- การสร้างบทความหลอกลวง: AI สามารถเขียนบทความข่าวปลอม หรือสร้างโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อหลอกให้ลงทุน (Investment Scam) หรือหลอกให้คลิกลิงก์อันตราย (Phishing Link)
- การสร้างสลิปโอนเงินปลอม: เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพสลิปการโอนเงินปลอมที่มีความสมจริงสูง เพื่อใช้เป็นหลักฐานหลอกลวงผู้ขายสินค้าออนไลน์ว่าได้ชำระเงินแล้ว
การตระหนักถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้สามารถระมัดระวังตัวและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น
บทสรุป: รู้เท่าทันภัยไซเบอร์เพื่อความปลอดภัยทางการเงิน
กลโกงเสียง AI ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี ถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปี 2025 ที่มิจฉาชีพมักฉวยโอกาสจากความเร่งรีบของผู้คน การใช้เทคโนโลยีปลอมเสียงคนใกล้ชิดเพื่อสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังและสามารถสร้างความเสียหายทางการเงินได้อย่างมหาศาลดังที่เห็นได้จากสถิติในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากการมี “สติ” และ “ความไม่ประมาท” การเรียนรู้ที่จะสังเกตความผิดปกติของเสียง การตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันอย่างเคร่งครัด จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการปกป้องทรัพย์สินของตนเองและคนรอบข้างจากอาชญากรไซเบอร์ในยุคดิจิทัล การสร้างความตระหนักรู้และแบ่งปันข้อมูลเตือนภัยเหล่านี้ให้แก่คนใกล้ชิด จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและรู้เท่าทันกลโกงได้ดียิ่งขึ้น