จบแล้ว! ยุคอินฟลูฯ สายการเงิน ก.ล.ต. คุมเข้มปี 69
- ประเด็นสำคัญของการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์การเงิน
- จุดเปลี่ยนสำคัญ: ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลต้องลงมือ
- เจาะลึกหลักเกณฑ์ใหม่: กฎหมายการเงิน 2569 ที่ต้องจับตา
- มาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: วิธีป้องกันตนเองในโลกการเงินดิจิทัล
- บทสรุป: ทิศทางใหม่ของวงการอินฟลูเอนเซอร์การเงินไทย
การเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การสื่อสารด้านการเงินและการลงทุนไปอย่างสิ้นเชิง นำมาซึ่งการเกิดขึ้นของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “อินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน” หรือ “Fin-fluencer” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบและอาจชี้นำอย่างไม่ถูกต้องได้สร้างความกังวลต่อหน่วยงานกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ การประกาศว่า จบแล้ว! ยุคอินฟลูฯ สายการเงิน ก.ล.ต. คุมเข้มปี 69 จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่เพื่อกำกับดูแลการโฆษณาและการให้ข้อมูลด้านการลงทุนผ่านอินฟลูเอนเซอร์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความโปร่งใสให้แก่อุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญของการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์การเงิน
- การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น: ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ก.ล.ต. และ ธปท. จะเริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่เพื่อควบคุมการโฆษณาและการให้ข้อมูลของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินอย่างจริงจัง
- ความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจ: ผู้ประกอบธุรกิจที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์จะต้องมีกระบวนการคัดเลือกที่รัดกุม, จัดทำข้อตกลงที่ชัดเจน, และเปิดเผยการสนับสนุนทางการเงินต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
- การสร้างมาตรฐานใหม่: โครงการ “Responsible Voices” ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและจรรยาบรรณให้แก่ Fin-fluencer เพื่อให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ
- การคุ้มครองนักลงทุน: นักลงทุนและผู้บริโภคข้อมูลได้รับคำแนะนำให้ตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ให้คำแนะนำการลงทุนเสมอ และให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจปลอมแปลงตัวตนเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพื่อหลอกลวง
- บทเรียนจากอดีต: มาตรการใหม่นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งเคยสร้างความเสียหายในวงกว้างมาแล้วในอุตสาหกรรมอื่น
จุดเปลี่ยนสำคัญ: ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลต้องลงมือ
การเข้ามาจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์สายการเงินไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา แต่เป็นผลพวงจากพัฒนาการของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือมีเจตนาแอบแฝงสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเสี่ยงต่อนักลงทุนรายย่อยที่อาจขาดประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ
ช่องว่างในการกำกับดูแลยุคดิจิทัล
สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ทำการวิเคราะห์ช่องว่างในการกำกับดูแล (Gap Analysis) และพบว่าหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีอยู่เดิมนั้นไม่สามารถครอบคลุมรูปแบบการสื่อสารในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎระเบียบเก่าถูกออกแบบมาเพื่อสื่อกระแสหลัก เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีลักษณะการสื่อสารทางเดียวและสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แต่ในปัจจุบัน อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โพสต์สั้นๆ วิดีโอ ไปจนถึงการไลฟ์สด ซึ่งมีลักษณะเป็นบทสนทนาและสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับผู้ติดตาม ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการให้ข้อมูลทั่วไปกับการชี้ชวนลงทุนเริ่มไม่ชัดเจน ช่องว่างนี้เองที่เปิดโอกาสให้เกิดการนำเสนอข้อมูลที่เกินจริง ขาดคำเตือนความเสี่ยงที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการหลอกลวงลงทุนโดยตรง
บทเรียนราคาแพงจากอดีต
ประเทศไทยเคยเผชิญกับกรณีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาแล้วในอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะกรณีของดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่รีวิวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพหรือความปลอดภัยอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบทางสุขภาพและนำไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมาย เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบทเรียนสำคัญให้แก่สังคมและหน่วยงานกำกับดูแลว่า การโฆษณาหรือการให้ข้อมูลโดยผู้มีอิทธิพลจำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความรับผิดชอบและความโปร่งใส เมื่อนำบทเรียนนี้มาปรับใช้กับภาคการเงิน ซึ่งมีความซับซ้อนและมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของประชาชนโดยตรง ความจำเป็นในการกำกับดูแล Fin-fluencer อย่างเข้มงวดจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อนักลงทุน
เจาะลึกหลักเกณฑ์ใหม่: กฎหมายการเงิน 2569 ที่ต้องจับตา
เพื่อปิดช่องว่างและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน ก.ล.ต. จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแลการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดทำโฆษณา หรืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งจะส่งผลให้การสื่อสารข้อมูลด้านการลงทุนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
หลักเกณฑ์ใหม่นี้ไม่ได้มุ่งเป้าที่จะจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นการสร้างกรอบความรับผิดชอบเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ส่งไปถึงนักลงทุนรายย่อยนั้นถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ชี้นำไปในทางที่ผิด
เพิ่มความรับผิดชอบให้ผู้ประกอบธุรกิจ
ภายใต้เกณฑ์ใหม่ ผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการทำการตลาดจะมีหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:
- การคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (Due Diligence): ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกต้อง และมีประวัติที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่สื่อสารไปยังนักลงทุนมีคุณสมบัติที่เหมาะสม
- การจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร (Formal Agreement): จะต้องมีการทำข้อตกลงที่ชัดเจนระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ โดยระบุขอบเขตของเนื้อหา ข้อกำหนดในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. รวมถึงการระบุคำเตือนความเสี่ยงที่จำเป็น เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวกันและอยู่ภายใต้กฎระเบียบ
- การเปิดเผยการว่าจ้าง (Disclosure of Sponsorship): ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความโปร่งใส เมื่อมีการว่าจ้างให้อินฟลูเอนเซอร์จัดทำเนื้อหา จะต้องมีการเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบอย่างชัดเจนว่าเป็น “โฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน” หรือ “Sponsored Content” ในทุกช่องทางและทุกรูปแบบการนำเสนอ เพื่อให้นักลงทุนสามารถแยกแยะระหว่างความคิดเห็นส่วนตัวกับเนื้อหาเชิงพาณิชย์ได้ ข้อยกเว้นจะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นโฆษณาอยู่แล้ว เช่น ป้ายโฆษณา หรือสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์
แนวทางปฏิบัติสำหรับอินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน
ผลกระทบจากกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะส่งตรงถึงวิธีการทำงานของเหล่า Fin-fluencer โดยตรง อินฟลูเอนเซอร์จะไม่สามารถให้คำแนะนำหรือวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างอิสระเหมือนเคยหากเนื้อหานั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบธุรกิจ พวกเขาจะต้องทำงานภายใต้กรอบของข้อตกลงและต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์อย่างตรงไปตรงมา การเปลี่ยนแปลงนี้จะผลักดันให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอมากขึ้น ต้องศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง และต้องระมัดระวังไม่ให้การนำเสนอเนื้อหาเข้าข่ายการให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายได้ในที่สุด
มาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
นอกจากการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมแล้ว หน่วยงานภาครัฐยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ดีและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นทั้งการให้ความรู้แก่อินฟลูเอนเซอร์และการปราบปรามการหลอกลวงอย่างจริงจัง
โครงการ “Responsible Voices”: ยกระดับมาตรฐาน Fin-fluencer
หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ก.ล.ต., ธปท., และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ร่วมมือกันจัดตั้งโครงการ “Responsible Voices” ขึ้น โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเงิน การลงทุน และการประกันภัยให้แก่กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์โดยเฉพาะ เป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อยกระดับคุณภาพของเนื้อหาทางการเงินในสื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดหวังว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ผ่านการอบรมจะสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เผยแพร่ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และตระหนักถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนจะได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด
สถิติภัยหลอกลงทุนออนไลน์ที่น่าตกใจ
ความจำเป็นในการคุมเข้ม Fin-fluencer ยังสะท้อนผ่านสถิติการหลอกลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสายด่วนแจ้งหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. ในปี 2568 (ข้อมูล ณ สิ้นปี) พบว่ามีการแจ้งเบาะแสเข้ามามากถึง 7,924 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา ตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนว่ามีนักลงทุนจำนวนมากที่ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของ ก.ล.ต. ก็มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยได้ประสานงานโดยตรงกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อขอปิดกั้นบัญชีโซเชียลมีเดียที่เข้าข่ายหลอกลงทุน ซึ่งสามารถดำเนินการปิดกั้นได้ถึง 3,041 บัญชี หรือคิดเป็น 100% ของบัญชีที่เข้าข่าย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการกับปัญหาการหลอกลงทุนออนไลน์อย่างจริงจัง
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: วิธีป้องกันตนเองในโลกการเงินดิจิทัล
แม้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น แต่การป้องกันตนเองของนักลงทุนก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีความรู้และวิจารณญาณในการบริโภคข้อมูลจึงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ตรวจสอบใบอนุญาต: เกราะป้องกันด่านแรก
ก่อนที่จะเชื่อคำแนะนำในการซื้อขายหุ้น กองทุน หรือผลิตภัณฑ์ประกันจากอินฟลูเอนเซอร์คนใดก็ตาม สิ่งแรกที่นักลงทุนควรทำคือการตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้วางแผนการลงทุนที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือ คปภ. อย่างถูกต้องหรือไม่ การให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากเกิดความเสียหายขึ้น นักลงทุนจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าช่วยเหลือได้โดยตรง ดังนั้น การสละเวลาตรวจสอบข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินที่รุนแรงได้
รู้เท่าทันกลโกงจากบัญชีปลอม
อีกหนึ่งภัยคุกคามที่มาพร้อมกับความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์คือการเกิดขึ้นของบัญชีปลอม มิจฉาชีพมักจะสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมขึ้นมาโดยใช้ชื่อและรูปโปรไฟล์ที่คล้ายคลึงกับอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะใช้วิธีการส่งข้อความส่วนตัว (Direct Message) ไปยังผู้ติดตามเพื่อชักชวนให้ลงทุนในโปรเจกต์ปลอม หรือส่งลิงก์ Phishing มาให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงิน นักลงทุนควรระมัดระวังและตั้งข้อสงสัยเสมอหากมีบุคคลที่อ้างตัวเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทักเข้ามาเพื่อเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริง และห้ามโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางเหล่านี้โดยเด็ดขาด
บทสรุป: ทิศทางใหม่ของวงการอินฟลูเอนเซอร์การเงินไทย
การประกาศแนวทาง จบแล้ว! ยุคอินฟลูฯ สายการเงิน ก.ล.ต. คุมเข้มปี 69 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมการให้ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศไทย ยุคสมัยของการให้ข้อมูลอย่างอิสระโดยขาดการกำกับดูแลกำลังจะสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยระบบที่เน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองนักลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นความท้าทายที่ต้องปรับตัว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการยกระดับความเป็นมืออาชีพและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว ส่วนผู้ประกอบธุรกิจจะต้องมีความรอบคอบในการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้มากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือนักลงทุนรายย่อยที่จะได้รับประโยชน์จากการมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยในยุคดิจิทัลต่อไป