Home » โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล?

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล?

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายปี คำถามเกี่ยวกับการวางแผนภาษีมักจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มองหาวิธีการบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล?” ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจในการเชื่อมโยงโลกการลงทุนสมัยใหม่เข้ากับภาระผูกพันทางภาษี บทความนี้จะวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบภาษีของไทย พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการลดหย่อนภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับปีภาษี 2568 เพื่อการวางแผนที่รอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุด

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีและสินทรัพย์ดิจิทัล

  • สถานะปัจจุบัน: ณ ปีภาษี 2568 กรมสรรพากรยังไม่มีการประกาศให้การลงทุนหรือถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือ NFT เป็นรายการลดหย่อนภาษีอย่างเป็นทางการ
  • ความเข้าใจที่ถูกต้อง: กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(4)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่รายการที่นำมาหักลดหย่อน
  • ทางเลือกที่ถูกต้อง: การลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568 ยังคงเน้นไปที่รายการมาตรฐาน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG), ค่าเบี้ยประกันชีวิตและประกันบำนาญ, ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย และเงินบริจาค
  • การเตรียมความพร้อม: นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลควรจัดทำบัญชีและรวบรวมหลักฐานการทำธุรกรรมทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสำหรับยื่นแบบแสดงรายการภาษีในปี 2569
  • การติดตามข้อมูล: กฎเกณฑ์ทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้เสียภาษีควรติดตามประกาศล่าสุดจากกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล

เจาะลึกคำถาม: ลดหย่อนภาษี 2568 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?

เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นสุดปีภาษี ผู้มีเงินได้จำนวนมากต่างเร่งมองหาเครื่องมือช่วยลดหย่อนภาษีเพื่อบริหารภาระภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในยุคที่การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี, NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ สามารถนำมาใช้เป็นรายการลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568 ได้หรือไม่

จากข้อมูลและประกาศของกรมสรรพากรที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน คำตอบที่ชัดเจนคือ ยังไม่สามารถทำได้ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของรายการที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568 (ซึ่งจะทำการยื่นแบบฯ ในช่วงต้นปี 2569) รายการลดหย่อนภาษีที่กฎหมายกำหนดนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว, การสร้างความมั่นคงทางการเงิน, การแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือเพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในด้านต่าง ๆ

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจคือ สถานะของสินทรัพย์ดิจิทัลในมุมมองของกฎหมายภาษีไทยนั้นแตกต่างจากสินทรัพย์เพื่อการออมระยะยาวอย่าง RMF หรือ Thai ESG โดยสิ้นเชิง

ดังนั้น การวางแผนภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 จึงควรให้ความสำคัญกับช่องทางการลดหย่อนภาษีที่เป็นมาตรฐานและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องและเต็มเม็ดเต็มหน่วย การคาดหวังหรือเข้าใจผิดว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจะช่วยลดหย่อนภาษีได้อาจนำไปสู่การวางแผนที่ผิดพลาดและอาจส่งผลให้ต้องชำระภาษีสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้

ความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบภาษีไทย

แม้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่ใช่รายการลดหย่อนภาษี แต่นักลงทุนจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาระหน้าที่ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนประเภทนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต กรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

กำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลคือเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ผลกำไรที่เกิดจากการขาย, แลกเปลี่ยน, หรือโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Gains) ถือเป็น “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ)” แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหมายความว่านักลงทุนมีหน้าที่ต้องนำกำไรส่วนนี้ไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

วิธีการคำนวณกำไรเบื้องต้นคือ:

กำไร = ราคาขาย – ต้นทุนที่ได้มา

ต้นทุนในที่นี้หมายถึงราคาที่ซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมา รวมทั้งค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายด้วย นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมทั้งหมดไว้อย่างละเอียด ทั้งข้อมูลการซื้อ (วันที่, เวลา, ปริมาณ, ราคา) และข้อมูลการขาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณต้นทุนและกำไรอย่างถูกต้องเมื่อถึงเวลายื่นภาษี

ขาดทุนจากการลงทุน นำมาหักลบได้หรือไม่?

ตามกฎหมายภาษีฉบับปัจจุบัน (พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 22) ได้มีการปรับปรุงให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยอนุญาตให้ผู้เสียภาษีสามารถนำผลขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลในปีภาษีเดียวกัน มาหักกลบกับกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลในปีภาษีนั้นได้

อย่างไรก็ตาม การหักกลบนี้สามารถทำได้เฉพาะกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายผ่าน Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทยเท่านั้น และไม่สามารถนำผลขาดทุนข้ามปีภาษีได้ กล่าวคือ ขาดทุนของปี 2568 ไม่สามารถนำไปหักลบกับกำไรของปี 2569 ได้

ช่องทางลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

เพื่อการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียภาษีควรพิจารณารายการลดหย่อนภาษีมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดไว้สำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังนี้

กลุ่มการลงทุนเพื่ออนาคต

เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นการสร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายในระยะยาว พร้อมกับได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และมีระยะเวลาลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG): เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็ม
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.): ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

กลุ่มประกันชีวิตและสุขภาพ

เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างความคุ้มครองและความมั่นคงทางการเงิน พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี

  • เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
  • เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันบำนาญ: ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

กลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลและครอบครัว

เป็นสิทธิพื้นฐานที่ผู้เสียภาษีสามารถใช้ได้เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส (ไม่มีเงินได้): 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร: คนละ 30,000 บาท (สำหรับบุตรคนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้คนละ 60,000 บาท)
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา: คนละ 30,000 บาท (บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

กลุ่มเงินบริจาค

การสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา, การกีฬา, การพัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ: สามารถลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ
  • เงินบริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

ในแต่ละปี ภาครัฐอาจมีโครงการพิเศษเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น โครงการ Easy E-Receipt ผู้เสียภาษีควรติดตามประกาศจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้

เปรียบเทียบเครื่องมือลดหย่อนภาษียอดนิยม

เพื่อช่วยให้การตัดสินใจวางแผนภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายทำได้ง่ายขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติของเครื่องมือลดหย่อนภาษีกลุ่มการลงทุนที่เป็นที่นิยมจะช่วยให้เห็นภาพรวมและเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคลได้ดีที่สุด

ตารางเปรียบเทียบเครื่องมือลดหย่อนภาษีกลุ่มการลงทุนสำหรับปี 2568
รายการ กองทุน RMF กองทุน Thai ESG ประกันชีวิตบำนาญ
วัตถุประสงค์หลัก เพื่อการเกษียณอายุ ส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน สร้างรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้, ไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการออมอื่น ๆ) 30% ของเงินได้, ไม่เกิน 100,000 บาท (วงเงินแยกต่างหาก) 15% ของเงินได้, ไม่เกิน 200,000 บาท
เงื่อนไขการถือครอง ลงทุนต่อเนื่องถึงอายุ 55 ปี และลงทุนอย่างน้อย 5 ปี ถือครองหน่วยลงทุนอย่างน้อย 8 ปีเต็ม ชำระเบี้ยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ และรับบำนาญเมื่ออายุ 55-85 ปี
นโยบายการลงทุน หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำถึงสูง (หุ้น, ตราสารหนี้, สินทรัพย์ทางเลือก) ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในไทย เน้นความมั่นคงและผลตอบแทนที่แน่นอนตามกรมธรรม์
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาวและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีและสนับสนุนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ผู้ที่ต้องการการันตีกระแสเงินสดหลังเกษียณและไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูง

การเตรียมตัวสำหรับยื่นภาษีปี 2569 สำหรับนักลงทุนยุคใหม่

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพ สำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล การจัดระเบียบเอกสารและข้อมูลเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

รวบรวมเอกสารการลดหย่อนภาษี

ตลอดทั้งปีภาษี 2568 เมื่อมีการใช้จ่ายหรือลงทุนในรายการที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ควรจัดเก็บเอกสารหลักฐานให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน: เอกสารจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สำหรับการซื้อ RMF หรือ Thai ESG
  • ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกัน: เอกสารจากบริษัทประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ
  • ใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงินบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation): หลักฐานการบริจาคให้แก่มูลนิธิ วัด หรือโรงพยาบาล
  • หนังสือรับรองการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย: เอกสารจากสถาบันการเงิน

บันทึกและสรุปธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

แม้จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่การบันทึกธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อยื่นรายได้ให้ถูกต้อง ควรจัดทำสรุปที่ประกอบด้วย:

  • วันที่และเวลาที่ทำธุรกรรม: ทั้งการซื้อและการขาย
  • ชื่อสินทรัพย์: เช่น BTC, ETH, หรือชื่อ NFT
  • จำนวนหน่วย: ปริมาณที่ซื้อหรือขาย
  • ราคาต่อหน่วยและมูลค่ารวม: ทั้งฝั่งซื้อและขาย โดยระบุเป็นสกุลเงินบาท
  • ค่าธรรมเนียม: ที่เกิดขึ้นในแต่ละธุรกรรม
  • สรุปกำไร/ขาดทุน: คำนวณผลต่างของแต่ละรายการและสรุปยอดรวมทั้งปี

การจัดทำข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อมจะช่วยให้กระบวนการยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากการคำนวณที่ผิดพลาด

บทสรุปและข้อแนะนำในการวางแผนภาษีโค้งสุดท้าย

โดยสรุปแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า “โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล?” นั้น คำตอบตามกฎเกณฑ์ปัจจุบันคือ ยังไม่สามารถทำได้ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ถูกนับเป็นรายการสำหรับหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ในทางกลับกัน ผลกำไรที่ได้จากการลงทุนดังกล่าวยังถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีอย่างถูกต้อง

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีภาษี 2568 ผู้เสียภาษีควรหันมาให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิลดหย่อนผ่านช่องทางที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เช่น การลงทุนในกองทุน RMF, Thai ESG, การซื้อประกันชีวิตและประกันบำนาญ, การบริจาคผ่านระบบ e-Donation หรือการใช้สิทธิตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและวงเงินของแต่ละรายการอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้สามารถวางแผนและบริหารจัดการภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ

สุดท้ายนี้ กฎหมายและข้อบังคับทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต การติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หรือหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง เพื่อให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด