Home » เปิดโผ SSF/RMF ลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

เปิดโผ SSF/RMF ลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของปี การ เปิดโผ SSF/RMF ลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี ถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้มีเงินได้และนักลงทุนที่ต้องการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปีภาษี 2568 นี้ ภาพรวมของกองทุนลดหย่อนภาษีมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ได้สิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีลงแล้ว ทำให้กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กลายเป็นเครื่องมือหลักที่เหลืออยู่สำหรับการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงเวลาที่จำกัดนี้ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและทางเลือกที่ยังคงมีอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนให้ทันท่วงทีและเกิดประโยชน์สูงสุด

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568

  • กองทุน SSF สิ้นสุดแล้ว: ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุน SSF สำหรับปีภาษี 2568 ได้อีกต่อไป เนื่องจากสิทธิประโยชน์สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2567
  • RMF คือตัวเลือกหลัก: กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นทางเลือกสำคัญเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการ ลงทุนโค้งสุดท้าย เพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี 2568
  • Thai ESG หมดช่วงเวลาลงทุน: แม้ว่ากองทุน Thai ESG จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในปีนี้ แต่ช่วงเวลาสำหรับการลงทุนเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สิ้นสุดลงแล้ว (1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568)
  • วงเงินลดหย่อน RMF: สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อนับรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กบข., และประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • การแจ้งสิทธิเป็นสิ่งจำเป็น: ผู้ลงทุนต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งเป็นข้อบังคับจากกรมสรรพากร

ภาพรวมกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568: ทางเลือกที่เปลี่ยนแปลงไป

การวางแผนภาษีผ่านกองทุนรวมในปี 2568 มีความแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และทำความเข้าใจถึงทางเลือกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการสิ้นสุดลงของกองทุนประเภทหนึ่ง และการจำกัดช่วงเวลาลงทุนของกองทุนประเภทใหม่อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในช่วงท้ายปี

การสิ้นสุดสิทธิลดหย่อนของกองทุน SSF

กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) ซึ่งเคยเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีในระยะกลาง ด้วยเงื่อนไขการถือครอง 10 ปี ได้สิ้นสุดโครงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการลงทุนที่สามารถนำมาลดหย่อนได้สิ้นสุดลงในปี 2567 นั่นหมายความว่า เงินลงทุนใหม่ในกองทุน SSF ตลอดทั้งปี 2568 จะไม่สามารถนำไปคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มองหาเครื่องมือในการวางแผนภาษีปี 2568 จึงต้องตัด SSF ออกจากตัวเลือก และพิจารณาทางเลือกอื่นที่ยังคงมีอยู่

RMF: ทางเลือกหลักสำหรับการลงทุนโค้งสุดท้าย

เมื่อ SSF สิ้นสุดลง กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) จึงทวีความสำคัญขึ้นมาเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี 2568 ข้อดีของ RMF คือสามารถลงทุนได้ตลอดทั้งปีจนถึงวันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคม ทำให้เป็นทางออกที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่ต้องการตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้าย RMF ถูกออกแบบมาเพื่อการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ จึงมีเงื่อนไขการลงทุนที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่าและช่วยสร้างวินัยในการออมเพื่ออนาคตไปพร้อมกัน

กองทุน Thai ESG: โอกาสที่ผ่านพ้นไปสำหรับปีนี้

ในปี 2568 กรมสรรพากรได้แนะนำกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทใหม่ คือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีแยกต่างหากจากกลุ่ม RMF สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือช่วงเวลาที่เปิดให้ลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นมีจำกัดเพียง 2 เดือน คือระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนภาษีในเดือนธันวาคม จึงไม่สามารถลงทุนในกองทุน Thai ESG เพื่อลดหย่อนภาษีสำหรับปีนี้ได้อีกแล้ว เช่นเดียวกับกองทุน Thai ESGX ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ก็มีช่วงเวลาดำเนินการเดียวกันและได้สิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน

เจาะลึก RMF: เครื่องมือวางแผนเกษียณและภาษี

ในฐานะทางเลือกหลักที่เหลืออยู่สำหรับการลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี การทำความเข้าใจในรายละเอียดของกองทุน RMF จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในมิติของการประหยัดภาษีและการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

นิยามและหลักการทำงานของ RMF

RMF หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ โดยภาครัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ นโยบายการลงทุนของ RMF มีความหลากหลาย ครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ ไปจนถึงความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการลงทุนของตนเอง หลักการสำคัญของ RMF คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และจะได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดครบถ้วน

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขการลงทุน

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF เป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด โดยผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินที่ลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี

วงเงินลดหย่อนสูงสุดสำหรับ RMF ถูกกำหนดไว้ที่ 500,000 บาทต่อปี โดยวงเงินนี้จะต้องนับรวมกับยอดเงินลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ ด้วย ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

ตัวอย่างเช่น หากในปี 2568 บุคคลหนึ่งมีเงินได้ 1,500,000 บาท และได้ส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปแล้ว 100,000 บาท วงเงินที่เหลือสำหรับลงทุนใน RMF เพื่อลดหย่อนภาษีจะเท่ากับ 400,000 บาท (500,000 – 100,000) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ (1,500,000 x 30% = 450,000 บาท) ดังนั้น ในกรณีนี้ จะสามารถลงทุนใน RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 400,000 บาท

เงื่อนไขการถือครองและการขายคืนหน่วยลงทุน

เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างสมบูรณ์และหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ผู้ลงทุน RMF ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ระยะเวลาลงทุน: ต้องลงทุนต่อเนื่องและถือครองหน่วยลงทุนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (การนับ 5 ปี จะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น)
  • อายุของผู้ลงทุน: จะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขและได้รับยกเว้นภาษีจากกำไร ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้ว

หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน (เช่น ถือไม่ครบ 5 ปี หรือขายก่อนอายุ 55 ปี) ผู้ลงทุนจะต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมทั้งจ่ายเงินเพิ่มหรือดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อเดือน และหากมีกำไรจากการขายคืน จะต้องนำกำไรนั้นไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในปีที่ขายคืนด้วย

เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของการวางแผนภาษีในปี 2568 การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าบางประเภทจะหมดช่วงเวลาการลงทุนไปแล้ว แต่ข้อมูลนี้ยังคงเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

ตารางเปรียบเทียบสรุปเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของกองทุนลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568
คุณสมบัติ RMF Thai ESG SSF
สถานะปี 2568 ลงทุนได้ตลอดปี หมดเขตลงทุน (1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 68) สิ้นสุดสิทธิลดหย่อนแล้ว
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท ไม่มีสิทธิลดหย่อน
การนับรวมวงเงิน รวมกับกลุ่มเกษียณ (PVD, กบข. ฯลฯ) แยกจากกลุ่มเกษียณ
เงื่อนไขการถือครอง ≥ 5 ปี (นับปีที่ซื้อ) และขายเมื่ออายุ ≥ 55 ปี ≥ 5 ปีเต็ม (นับวันชนวัน)
นโยบายการลงทุน หลากหลาย ตั้งแต่เสี่ยงต่ำถึงสูง เน้นหุ้นและตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG)

ขั้นตอนและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจลงทุน

การลงทุนใน RMF ไม่ได้สิ้นสุดแค่การเลือกกองทุนและโอนเงิน แต่ยังมีขั้นตอนทางธุรการและข้อควรระวังที่สำคัญ ซึ่งหากละเลยอาจทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรจะได้รับ

ความสำคัญของการแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ

ตามกฎเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ผู้ลงทุนในกองทุน RMF (และกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ) มีหน้าที่ต้อง “แจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้” ต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ตนเองเปิดบัญชีไว้ โดยส่วนใหญ่สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ของแต่ละ บลจ. ได้โดยตรง ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากลงทุนไปแล้วแต่ไม่ได้แจ้งความประสงค์ดังกล่าว จะไม่สามารถนำยอดเงินลงทุนนั้นไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ แม้จะลงทุนถูกต้องตามเงื่อนไขทุกประการก็ตาม สำหรับผู้ที่เคยแจ้งความประสงค์ไว้ในปี 2565 หรือหลังจากนั้นกับ บลจ. บางแห่ง อาจไม่ต้องดำเนินการใหม่ แต่ควรตรวจสอบกับ บลจ. อีกครั้งเพื่อความแน่นอน

ผลกระทบจากการผิดเงื่อนไขการลงทุน

การผิดเงื่อนไขการลงทุน RMF เช่น การขายคืนก่อนกำหนด หรือการไม่ลงทุนต่อเนื่อง (ในกรณีที่เงื่อนไขบังคับ) จะส่งผลกระทบรุนแรง ผู้ลงทุนจะต้องดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมสำหรับปีที่เคยใช้สิทธิลดหย่อนไป เพื่อคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นทั้งหมด นอกจากนี้ยังต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องคืน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดการยื่นแบบของปีภาษีนั้นๆ ไปจนถึงวันที่ชำระคืนครบถ้วน ดังนั้น การวางแผนและทำความเข้าใจเงื่อนไขอย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางการเงินที่ไม่คาดคิด

แนวทางการเลือกกองทุนให้เหมาะสมกับตนเอง

การตัดสินใจว่า “กองทุนไหนดี” ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของนักลงทุนแต่ละคนเป็นสำคัญ หลักการพิจารณาเบื้องต้นมีดังนี้:

  • ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยอาจเลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐหรือเอกชนที่มีความมั่นคงสูง ในขณะที่ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีระยะเวลาลงทุนยาวนานอาจพิจารณากองทุนที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าแต่ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน
  • ศึกษาข้อมูลกองทุน: ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรอ่านหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fund Fact Sheet) อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน สัดส่วนสินทรัพย์ ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน
  • นโยบายการจ่ายเงินปันผล: กองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง RMF โดยทั่วไปจะไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล โดยผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปลงทุนต่อ (Re-invest) เพื่อให้เงินทุนเติบโตแบบทบต้นในระยะยาว

โปรโมชั่นและแนวโน้มการลงทุนส่งท้ายปี

เป็นธรรมเนียมที่ในช่วงปลายปี บรรดา บลจ. ต่างๆ มักจะจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี โปรโมชั่นเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของหน่วยลงทุนพิเศษ, ของสมนาคุณ, หรือเครดิตเงินคืน ตัวอย่างเช่น โปรโมชั่นการลงทุนทุก 50,000 บาท จะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนตลาดเงินมูลค่า 100 บาท ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่พบเห็นได้บ่อย นักลงทุนสามารถติดตามโปรโมชั่นเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ของ บลจ. ชั้นนำต่างๆ เช่น บลจ. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ GH Bank, Kasikorn, Principal, หรือ SCB เพื่อประกอบการตัดสินใจและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุน

บทสรุป: การตัดสินใจในโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษี

โดยสรุป สำหรับการวางแผน ลดหย่อนภาษี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ถือเป็นทางเลือกหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงเปิดให้ลงทุนได้ ในขณะที่สิทธิประโยชน์ของ SSF ได้สิ้นสุดลงแล้ว และช่วงเวลาการลงทุนของ Thai ESG ได้ผ่านพ้นไป การตัดสินใจลงทุนใน RMF ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดภาษีสำหรับปีปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างวินัยการออมเพื่อความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณอีกด้วย

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรคำนวณวงเงินที่สามารถลงทุนได้ให้ชัดเจน ศึกษาข้อมูลและนโยบายของแต่ละกองทุนอย่างละเอียดเพื่อเลือกลงทุนในกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมดำเนินการแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับ บลจ. ให้เรียบร้อย เพื่อให้การลงทุนในโค้งสุดท้ายนี้สำเร็จลุล่วงและได้รับประโยชน์สูงสุดตามที่คาดหวัง