ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรใช้ AI ตรวจสอบจริงหรือ?
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล
- ไขข้อข้องใจ: สรรพากรใช้ AI ตรวจสอบภาษีคริปโตจริงหรือไม่
- กฎเกณฑ์ภาษีคริปโตสำหรับรายได้ปี 2567 (ยื่นในปี 2568)
- วิธีการคำนวณภาษีคริปโต: เลือกอย่างไรให้เหมาะสม
- การเตรียมตัวและเอกสารสำคัญสำหรับการยื่นภาษี
- มองไปข้างหน้า: มาตรการใหม่และอนาคตภาษีคริปโตในไทย
- บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลยื่นภาษีประจำปี คำถามเกี่ยวกับ ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรใช้ AI ตรวจสอบจริงหรือ? กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนและนักเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความกังวลและความสงสัยเกี่ยวกับความเข้มข้นของมาตรการตรวจสอบจากภาครัฐ บทความนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตโดยกรมสรรพากร พร้อมให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การยื่นภาษีสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งมีกำหนดยื่นในช่วงต้นปี 2568 รวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล
- การใช้ AI ตรวจสอบ: ปัจจุบันยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรเกี่ยวกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตรวจสอบธุรกรรมคริปโตโดยเฉพาะ แต่มีการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต
- กฎเกณฑ์ภาษีปี 2568: การยื่นภาษีในปี 2568 สำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นตลอดปี 2567 ยังคงใช้กฎเกณฑ์เดิม ผู้มีเงินได้ต้องนำกำไรมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- การคำนวณภาษี: ผู้เสียภาษีสามารถเลือกวิธีการคำนวณได้ระหว่างการหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า หรือการเสียภาษีในอัตราเหมา 0.5% ของยอดขายทั้งหมด
- มาตรการใหม่ในอนาคต: รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการซื้อขายคริปโตผ่าน Exchange ที่ ก.ล.ต. รับรอง เป็นเวลา 5 ปี โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะไม่มีผลย้อนหลังกับรายได้ในปี 2567
- การเตรียมเอกสาร: การเก็บรวบรวมและจัดทำบัญชีธุรกรรมทุกประเภทอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณและยื่นภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน
ไขข้อข้องใจ: สรรพากรใช้ AI ตรวจสอบภาษีคริปโตจริงหรือไม่
หนึ่งในคำถามที่สร้างความกังวลใจให้แก่นักเทรดคริปโตมากที่สุดคือ ประเด็นที่ว่ากรมสรรพากรจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในการตรวจสอบธุรกรรมเพื่อจัดเก็บภาษีอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ ซึ่งอาจหมายถึงการตรวจสอบที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น การทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม
สถานะปัจจุบันของการตรวจสอบ
จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย ณ ปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรที่ยืนยันการนำระบบ AI มาใช้เพื่อการตรวจสอบภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่ากรมสรรพากรไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรมเหล่านี้
ในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรมีแนวทางที่ชัดเจนในการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล โดยอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศ เช่น ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) และนายหน้า (Broker) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ประกอบการเหล่านี้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรายงานข้อมูลธุรกรรมของลูกค้าให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสรรพากร
ดังนั้น แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อเรียกว่า “AI” โดยตรง แต่กรมสรรพากรมีศักยภาพในการใช้ระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรม คัดกรองบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือเปรียบเทียบข้อมูลรายได้ที่ยื่นกับข้อมูลธุรกรรมที่ได้รับมา ซึ่งถือเป็นกระบวนการตรวจสอบทางดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถตรวจจับการหลีกเลี่ยงภาษีได้
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต
แนวโน้มทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานจัดเก็บภาษีของหลายประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน กรมสรรพากรของไทยเองก็มีนโยบายในการพัฒนาระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง (Digital Transformation) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตอันใกล้ กรมสรรพากรจะยกระดับการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการนำเทคนิค Machine Learning หรือ AI เข้ามาช่วยในการระบุความเสี่ยงและค้นหาผู้ที่อาจมีเจตนาเลี่ยงภาษีได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น การเตรียมพร้อมด้วยการทำธุรกรรมอย่างโปร่งใสและเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบจึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทุกคน
กฎเกณฑ์ภาษีคริปโตสำหรับรายได้ปี 2567 (ยื่นในปี 2568)
สำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งเป็นการสำแดงรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีปฏิทิน 2567 นั้น กฎเกณฑ์และข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงยึดตามแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยประกาศใช้ก่อนหน้าจะมีการออกมาตรการผ่อนปรนใหม่
ใครบ้างที่มีหน้าที่ยื่นภาษี
บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้นในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91) โดยไม่ว่ากำไรที่เกิดขึ้นจะถูกถอนออกมาเป็นเงินบาทหรือไม่ก็ตาม หากมีการขายหรือแลกเปลี่ยนที่ทำให้เกิดผลกำไรขึ้น ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี โดยครอบคลุมถึง:
- ผู้ที่มีกำไรจากการขายหรือโอน (Trade) สินทรัพย์ดิจิทัล
- ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปลงทุน (Staking, Yield Farming)
- ผู้ที่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลมาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (Airdrop)
- ผู้ที่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นของขวัญหรือรางวัล
ข้อยกเว้น: มีการยกเว้นการเสียภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้พิการ และมีกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลไม่เกิน 400,000 บาทต่อปีภาษี
กำหนดการยื่นภาษีประจำปี 2568
กรอบเวลาสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2567 มีดังนี้:
- การยื่นแบบกระดาษ: ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568
- การยื่นแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร: ภายในวันที่ 8 เมษายน 2568
ประเภทเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องเสียภาษี
ตามประมวลรัษฎากร เงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลจัดอยู่ในประเภทต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของที่มาของรายได้ ซึ่งส่งผลต่อวิธีการคำนวณภาษี โดยหลัก ๆ แล้วจะแบ่งได้ดังนี้:
- เงินได้ประเภทที่ 40(4)(ฌ): กำไรจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาต้นทุน
- เงินได้ประเภทที่ 40(4)(ซ): ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการถือครองคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล เช่น ผลตอบแทนจากการ Staking
- เงินได้ประเภทที่ 40(8): เงินได้อื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายประเภทข้างต้น เช่น การได้รับ Airdrop หรือรายได้จากการขุด (Mining)
วิธีการคำนวณภาษีคริปโต: เลือกอย่างไรให้เหมาะสม
กรมสรรพากรได้ให้แนวทางในการคำนวณภาษีสำหรับเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ 2 วิธีหลัก ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ตลอดทั้งปีภาษีนั้น การเลือกวิธีที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนและข้อมูลหลักฐานที่แต่ละบุคคลมี
วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายตามจริงและคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้า
วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานและเป็นที่นิยมมากที่สุด โดยมีหลักการคือการนำรายรับจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด หักด้วยต้นทุนที่ซื้อมาตามจริง (Actual Cost) เพื่อให้ได้ “กำไรสุทธิ” จากนั้นจึงนำกำไรสุทธินี้ไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ (ถ้ามี) เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า (5-35%)
ตัวอย่างการคำนวณ (อ้างอิงตามคู่มือกรมสรรพากร): หากนักลงทุนมีกำไรสุทธิจากการซื้อขาย Bitcoin และเหรียญอื่น ๆ ตลอดทั้งปีรวมเป็นเงิน 800,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น ๆ เมื่อนำไปคำนวณตามขั้นบันไดอัตราภาษี จะมีภาระภาษีที่ต้องชำระประมาณ 75,000 บาท
ข้อดีของวิธีนี้คือสะท้อนผลกำไรที่แท้จริง แต่มีข้อกำหนดสำคัญคือ ผู้เสียภาษีต้องสามารถแสดงหลักฐานต้นทุนของสินทรัพย์แต่ละรายการได้อย่างชัดเจน ซึ่งหมายถึงการเก็บบันทึกประวัติการซื้อขายทั้งหมด ทั้งวันที่ซื้อ ราคาที่ซื้อ จำนวน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
วิธีที่ 2: ภาษีอัตราเหมา 0.5% จากยอดขาย
อีกทางเลือกหนึ่งที่กรมสรรพากรแนะนำคือ การเสียภาษีในอัตราเหมา 0.5% ของ “ยอดขายทั้งหมด” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานต้นทุน วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถติดตามหรือหาหลักฐานต้นทุนได้ หรือสำหรับธุรกรรมบางประเภทที่อาจเข้าข่ายเงินได้ 40(8) ที่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจไม่เหมาะสำหรับนักเทรดที่มีปริมาณการซื้อขายสูงแต่มีกำไรต่อหน่วยน้อย (High Volume, Low Margin) เพราะฐานในการคำนวณคือยอดขายทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เสียภาษีสูงกว่ากำไรที่เกิดขึ้นจริงได้ ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าหากคำนวณภาษีด้วยวิธีนี้แล้วมียอดที่ต้องชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีในส่วนนั้น
| ลักษณะ | วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายตามจริง | วิธีที่ 2: ภาษีอัตราเหมา |
|---|---|---|
| ฐานการคำนวณภาษี | กำไรสุทธิ (ราคาขาย – ต้นทุน) | ยอดขายทั้งหมด |
| อัตราภาษี | อัตราก้าวหน้า 5% – 35% | อัตราคงที่ 0.5% |
| ข้อกำหนดด้านเอกสาร | ต้องมีหลักฐานต้นทุนทุกรายการ | ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานต้นทุน |
| เหมาะสำหรับ | นักลงทุนระยะยาว, ผู้ที่บันทึกข้อมูลอย่างละเอียด | ผู้ที่ไม่สามารถหาหลักฐานต้นทุนได้, ธุรกรรมบางประเภท |
การเตรียมตัวและเอกสารสำคัญสำหรับการยื่นภาษี
หัวใจสำคัญของการยื่นภาษีคริปโตให้ถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง คือการเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและข้อมูลอย่างเป็นระบบ นักลงทุนควรเริ่มรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรรอจนถึงใกล้กำหนดยื่นภาษี
เอกสารและข้อมูลที่จำเป็นต้องจัดเก็บ ประกอบด้วย:
- ประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมด: ควรดาวน์โหลดหรือส่งออกข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มที่ใช้งาน ทั้งศูนย์ซื้อขายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึง Wallet ส่วนตัว
- รายละเอียดของแต่ละธุรกรรม:
- วันที่และเวลาที่ทำธุรกรรม
- ประเภทของธุรกรรม (ซื้อ, ขาย, แลกเปลี่ยน, รับ, ส่ง)
- ชื่อสินทรัพย์ดิจิทัล (เช่น Bitcoin, Ethereum)
- จำนวนหน่วยของสินทรัพย์
- ราคาต่อหน่วย ณ เวลาที่ทำธุรกรรม (แปลงเป็นเงินบาท)
- มูลค่ารวมของธุรกรรม (แปลงเป็นเงินบาท)
- ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
- บันทึกรายได้อื่น ๆ: เช่น รายได้จาก Staking, Airdrop ควรบันทึกมูลค่าของสินทรัพย์ ณ วันที่ได้รับเป็นเงินบาท
- สรุปกำไรขาดทุน: คำนวณผลกำไรหรือขาดทุนของแต่ละธุรกรรมและสรุปยอดรวมทั้งปีภาษี
ปัจจุบัน ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยหลายแห่ง มีบริการช่วยสรุปข้อมูลธุรกรรมประจำปีเพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นภาษี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลด้วยตนเอง
มองไปข้างหน้า: มาตรการใหม่และอนาคตภาษีคริปโตในไทย
แม้ว่าการยื่นภาษีในปี 2568 จะยังคงใช้กฎเกณฑ์เดิม แต่ภาครัฐได้มีการประกาศมาตรการด้านภาษีใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของภูมิภาค
การยกเว้นภาษี 5 ปี เพื่อผลักดัน Digital Asset Hub
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ได้มีการอนุมัติมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรที่เกิดจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นระยะเวลา 5 ปี มาตรการนี้มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- วันเริ่มบังคับใช้: สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
- เงื่อนไข: การยกเว้นภาษีจะใช้ได้เฉพาะกำไรจากการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เท่านั้น
- ผลกระทบ: มาตรการนี้ไม่มีผลย้อนหลัง นั่นหมายความว่ารายได้และกำไรที่เกิดขึ้นตลอดปี 2567 ยังคงต้องนำมายื่นและชำระภาษีตามปกติในช่วงต้นปี 2568
ข้อควรทราบ: การยกเว้นนี้ไม่ครอบคลุมรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น เช่น ผลตอบแทนจาก Staking, Airdrop หรือการซื้อขายนอก Exchange ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งยังคงต้องเสียภาษีตามปกติ
การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ: VAT และการหักภาษี ณ ที่จ่าย
นอกจากการยกเว้นภาษีกำไรจากการซื้อขายแล้ว มาตรการใหม่ยังรวมถึงการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกรรมที่ทำผ่านแพลตฟอร์มที่ ก.ล.ต. รับรองอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่เคยระบุให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับธุรกรรมบางประเภท ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและภาระของผู้ประกอบการและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไรไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีด้วยตนเอง
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
สรุปแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรใช้ AI ตรวจสอบจริงหรือ? คำตอบคือยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่การตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจาก Exchange เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มจะเข้มข้นขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรประมาทและต้องเตรียมพร้อมรับมือ
การยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2568 สำหรับรายได้ปี 2567 ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิม ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บรักษาบันทึกธุรกรรมอย่างละเอียดเพื่อคำนวณกำไรและยื่นภาษีให้ถูกต้อง ขณะเดียวกัน มาตรการยกเว้นภาษีใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2568 ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนคือการสร้างวินัยในการบันทึกข้อมูลทางการเงิน ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ทางภาษีที่เกี่ยวข้อง และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรอย่างสม่ำเสมอ การดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนในระยะยาว