Home » โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ซื้ออะไรทันบ้างก่อนสิ้นปี

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ซื้ออะไรทันบ้างก่อนสิ้นปี

สารบัญ

ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ก่อนวางแผนภาษี

  • รายการที่ยังซื้อทันก่อนสิ้นปี: กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG), ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ และการบริจาคผ่านระบบ e-Donation เป็นรายการหลักที่สามารถดำเนินการได้ทันก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568
  • สิทธิประโยชน์สองต่อ: ผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่มอบประโยชน์มากกว่าการประหยัดภาษี เช่น การสร้างวินัยการออมเพื่อการเกษียณผ่าน RMF การสร้างความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพผ่านประกัน หรือการสนับสนุนสังคมผ่านการบริจาค
  • เงื่อนไขการลงทุน: แต่ละผลิตภัณฑ์มีเงื่อนไขเฉพาะที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น RMF ที่มีข้อกำหนดด้านระยะเวลาการถือครอง การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขอาจส่งผลให้ต้องคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อนไปพร้อมเบี้ยปรับ
  • โปรโมชั่นส่งท้ายปี: บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งมักมีโปรโมชั่นพิเศษในช่วงปลายปีเพื่อกระตุ้นการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจเป็นประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับนักลงทุน
  • การยื่นภาษี: การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 จะต้องดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปี 2569

เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญก่อนสิ้นปี การเตรียมตัวสำหรับหัวข้อ โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษี 2568 ซื้ออะไรทันบ้างก่อนสิ้นปี กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนสำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกคน การวางแผนภาษีไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ชาญฉลาดในการบริหารจัดการรายรับและลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างถูกกฎหมาย การทำความเข้าใจรายการลดหย่อนต่างๆ ที่ยังสามารถซื้อหรือดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะช่วยให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุน RMF, Thai ESG, การซื้อประกันประเภทต่างๆ หรือแม้กระทั่งการบริจาคเพื่อการกุศล ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการวางแผนภาษีช่วงปลายปี

การวางแผนภาษีในช่วงปลายปีมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียภาษีทุกคน เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายในการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์ทางการเงินของปีภาษีนั้นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด การดำเนินการในช่วงเวลานี้ช่วยให้สามารถประเมินรายได้ทั้งปีและคำนวณภาระภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับสถานะทางการเงินและเป้าหมายส่วนบุคคล

สำหรับพนักงานประจำหรือผู้ที่มีรายได้แน่นอน การวางแผนภาษีปลายปีช่วยลดจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม หรืออาจทำให้ได้รับเงินคืนภาษีมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ การวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยบริหารกระแสเงินสดและลดภาระภาษีซึ่งอาจมีความผันผวนตามรายได้ในแต่ละช่วงเวลา การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือบริจาคในช่วงนี้จึงไม่ใช่แค่การลดหย่อนภาษี แต่ยังเป็นการจัดสรรเงินเพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น การออมเพื่อการเกษียณ หรือการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ตนเองและครอบครัว ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการวางแผนภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายจึงเป็นการบริหารการเงินเชิงรุกที่ส่งผลดีต่อความมั่งคั่งในระยะยาว

กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการลดหย่อนภาษีที่ยังซื้อทัน

ในช่วงเวลาจำกัดก่อนสิ้นปี มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อการลดหย่อนภาษีโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถดำเนินการซื้อได้ทันที การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงิน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และแผนการในอนาคตของผู้เสียภาษีแต่ละราย

การลงทุนเพื่ออนาคตและการประหยัดภาษี: RMF และ Thai ESG

การลงทุนในกองทุนรวมถือเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการลดหย่อนภาษี เนื่องจากให้ผลประโยชน์สองทาง คือ โอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนและการประหยัดภาษี โดยกองทุนที่น่าสนใจในช่วงปลายปี 2568 ได้แก่

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF – Retirement Mutual Fund)
RMF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ต้องไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนดเมื่อรวมกับการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ เงื่อนไขสำคัญของ RMF คือ ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) การลงทุนใน RMF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างวินัยการออมเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจังและยอมรับการลงทุนในระยะยาวได้

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG – Thailand ESG Fund)
Thai ESG เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่มุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย การลงทุนใน Thai ESG ไม่เพียงช่วยลดหย่อนภาษี แต่ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจต่อความยั่งยืนของประเทศ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ Thai ESG มีเพดานการลดหย่อนแยกต่างหาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนและสนับสนุนกิจการที่ดีไปพร้อมกัน

ในช่วงปลายปี ตลาดกองทุนลดหย่อนภาษีมักมีการแข่งขันสูง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่ง เช่น KKPAM, ONEAM, Bualuang และ InnovestX มักออกโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เช่น การให้หน่วยลงทุนฟรีเป็นของสมนาคุณเมื่อลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นประโยชน์เพิ่มเติมที่นักลงทุนควรพิจารณา

ประกัน: สร้างความมั่นคงและใช้สิทธิลดหย่อน

การทำประกันเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินและสามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ โดยแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

1. ประกันชีวิตทั่วไป: เบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี นอกจากประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

2. เบี้ยประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ: สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองมาลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ เบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้บิดามารดายังสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท (ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)

3. ประกันชีวิตแบบบำนาญ: เป็นการวางแผนเพื่อสร้างรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณ สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แยกต่างหากจากประกันชีวิตทั่วไป

การบริจาค: ส่งต่อสิ่งดีๆ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

การบริจาคเงินให้แก่องค์กรสาธารณกุศล โรงพยาบาล หรือสถานศึกษา เป็นอีกช่องทางในการลดหย่อนภาษีที่ได้สร้างประโยชน์คืนสู่สังคม ปัจจุบันการบริจาคทำได้สะดวกและโปร่งใสผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation

การบริจาคผ่านระบบ e-Donation: ระบบนี้ช่วยให้ข้อมูลการบริจาคถูกส่งตรงไปยังกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้เสียภาษีไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาคด้วยตนเอง การบริจาคบางประเภท เช่น การบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา กีฬา หรือโรงพยาบาลของรัฐ สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ทั้งนี้ยอดรวมของการบริจาคที่ได้สิทธิ 2 เท่าจะต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว แพลตฟอร์มอย่าง “ปันบุญ” (www.punboon.org) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริจาคออนไลน์ได้ทันท่วงทีก่อนสิ้นปี

สิทธิลดหย่อนพื้นฐานที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรรู้

นอกเหนือจากรายการที่ต้องดำเนินการซื้อในช่วงปลายปีแล้ว ยังมีสิทธิลดหย่อนพื้นฐานที่ผู้เสียภาษีทุกคนจะได้รับโดยอัตโนมัติหรือเป็นไปตามสถานะส่วนบุคคล ซึ่งควรนำมาพิจารณาในการคำนวณภาษีด้วย

ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถหักลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส: สามารถหักลดหย่อนสำหรับคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้และจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายได้อีก 60,000 บาท

เงินสมทบกองทุนประกันสังคม

เงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตลอดทั้งปี สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมาตรา 33 และ 39 จะได้รับ

โครงสร้างอัตราภาษีและวิธีคำนวณเบื้องต้น

หลังจากรวบรวมรายการลดหย่อนทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคำนวณ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งหาได้จาก (เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อนทั้งหมด) จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งหมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีที่ต้องชำระในขั้นที่สูงขึ้นก็จะเพิ่มตามไปด้วย

ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2568

ตารางแสดงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568
เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี
0 – 150,000 ได้รับการยกเว้น (0%)
150,001 – 300,000 5%
300,001 – 500,000 10%
500,001 – 750,000 15%
750,001 – 1,000,000 20%
1,000,001 – 2,000,000 25%
2,000,001 – 5,000,000 30%
5,000,001 ขึ้นไป 35%

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณภาษีเบื้องต้น: หากบุคคลหนึ่งมีเงินได้สุทธิ 310,000 บาท จะสามารถคำนวณภาษีได้ดังนี้

  • ขั้นที่ 1 (0 – 150,000 บาท): เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี = 0 บาท
  • ขั้นที่ 2 (150,001 – 300,000 บาท): เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (จำนวน 150,000 บาท) เสียภาษีในอัตรา 5% = 150,000 x 5% = 7,500 บาท
  • ขั้นที่ 3 (300,001 – 500,000 บาท): เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท (จำนวน 10,000 บาท) เสียภาษีในอัตรา 10% = 10,000 x 10% = 1,000 บาท

รวมภาษีที่ต้องชำระ: 0 + 7,500 + 1,000 = 8,500 บาท

(หมายเหตุ: ตัวอย่างการคำนวณข้างต้นเป็นการคำนวณตามขั้นบันไดที่ถูกต้องเพื่อความเข้าใจ ซึ่งอาจแตกต่างจากตัวอย่างในข้อมูลสรุปตั้งต้นเล็กน้อยเพื่อให้เห็นภาพการคำนวณตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร)

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

ก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีใดๆ ในช่วงโค้งสุดท้าย มีข้อควรพิจารณาที่สำคัญเพื่อให้การวางแผนภาษีเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่สร้างภาระในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากกรมสรรพากรและสถาบันการเงินเสมอ เนื่องจากกฎเกณฑ์และโปรโมชั่นต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น RMF มีภาระผูกพันในระยะยาว การตัดสินใจลงทุนจึงควรสอดคล้องกับแผนการเงินในอนาคต การปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีสามารถช่วยให้การวางแผนมีความรัดกุมและเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น

ผู้เสียภาษีควรประเมินสภาพคล่องทางการเงินของตนเองให้ดี การทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อกองทุนหรือประกันในช่วงปลายปีอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ควรเลือกใช้สิทธิลดหย่อนให้เหมาะสมกับกำลังทรัพย์และความจำเป็นของตนเองเป็นหลัก

บทสรุป: การวางแผนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารการเงินส่วนบุคคล การทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF, Thai ESG, ประกันประเภทต่างๆ หรือการบริจาคผ่านระบบ e-Donation จะช่วยให้สามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองได้มากที่สุด

การดำเนินการก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระภาษีสำหรับปีปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น จึงควรใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ทบทวนสถานะทางการเงินของตนเอง คำนวณภาระภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และตัดสินใจเลือกใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการวางแผนภาษีในปีนี้