Home » เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69

เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69

สารบัญ

ประเด็นเกี่ยวกับ เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69 กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ท่ามกลางกระแสความคาดหวังถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงการนี้ยังคงมีความสับสนและจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์จากนโยบายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อทำความเข้าใจถึงความเป็นไปได้และทิศทางในอนาคต บทความนี้จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากโครงการที่รัฐบาลได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไข ผู้มีสิทธิ์ และความแตกต่างระหว่างนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเงินดิจิทัลเฟส 2

เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69 - digital-wallet-phase-2-thailand-2026

  • ไม่มีการยืนยันโครงการเฟส 2: ณ ปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่มีการประกาศนโยบาย “เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2” สำหรับประชาชนทั่วไปในปี 2569 อย่างเป็นทางการ
  • โครงการสำหรับผู้สูงอายุปี 2568: โครงการที่ได้รับการยืนยันคือการมอบเงิน 10,000 บาท ให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์ในเฟสแรก ซึ่งมีกำหนดการโอนเงินในช่วงต้นปี 2568
  • เงื่อนไขเฉพาะกลุ่ม: ผู้มีสิทธิ์ในโครงการสำหรับผู้สูงอายุจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป, ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันของรัฐ, ยืนยันตัวตน (KYC) และต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเป็นผู้พิการที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว
  • ความสับสนกับนโยบายอื่น: ประชาชนมักสับสนระหว่างโครงการเงินดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุ, นโยบาย Digital Wallet ที่โฆษกรัฐบาลปฏิเสธ และโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ซึ่งเป็นคนละโครงการและมีกำหนดการในปี 2569
  • การป้องกันมิจฉาชีพ: การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์จากโครงการภาครัฐทุกประเภท จะต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันทางการเท่านั้น ประชาชนควรระมัดระวังการหลอกลวงผ่านลิงก์ปลอมหรือช่องทางที่ไม่น่าเชื่อถือ

ทำความเข้าใจภาพรวมนโยบายเงินดิจิทัล

การพูดคุยถึงโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท กลายเป็นวาระสำคัญที่สะท้อนถึงความต้องการมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน หลังจากโครงการในเฟสแรกได้สร้างผลกระทบต่อการใช้จ่ายในระยะสั้น การมองหาความเป็นไปได้ของเฟส 2 จึงเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจสถานะนโยบายที่แท้จริงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแยกแยะระหว่างความคาดหวังกับแผนงานที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ

ความคาดหวังของประชาชนและบริบททางเศรษฐกิจ

ในสภาวะที่ค่าครองชีพยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำหรับหลายครัวเรือน นโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินโดยตรงย่อมได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โครงการ “เงินแจก” ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินดิจิทัล หรือโครงการร่วมจ่าย (Co-payment) ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็ว ความสำเร็จของโครงการก่อนหน้าได้สร้างบรรทัดฐานและความคาดหวังว่ารัฐบาลอาจพิจารณาดำเนินการโครงการลักษณะเดียวกันอีกครั้ง เพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่ยังคงเปราะบาง

ท่าทีของรัฐบาลต่อโครงการในอนาคต

ท่าทีของรัฐบาลในปัจจุบันมีความชัดเจนในการแบ่งแยกโครงการต่างๆ ออกจากกัน โดยโฆษกรัฐบาลได้ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการโครงการแจกเงิน Digital Wallet แบบถ้วนหน้าในลักษณะของเฟส 2 ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่นโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงและอยู่ในแผนงานนั้น มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มและมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ โครงการมอบเงิน 10,000 บาทให้แก่ผู้สูงอายุ และโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกใช้แนวทางที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น แทนการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

เจาะลึกโครงการเงินดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุ: ต้นแบบสำคัญ

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2 สำหรับประชาชนทั่วไป แต่โครงการมอบเงิน 10,000 บาท ให้แก่ผู้สูงอายุในปี 2568 ถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจและสามารถใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของนโยบายในอนาคตได้ โครงการนี้มีรายละเอียดและเงื่อนไขที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน

กลุ่มเป้าหมายหลัก: ใครมีสิทธิ์ได้รับบ้าง?

กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ถูกจำกัดไว้เฉพาะเจาะจง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือในโครงการเงินดิจิทัลเฟสแรก คาดว่าจะมีจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในกลุ่มนี้ประมาณ 3-4 ล้านคน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและอาจมีรายได้จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน การจำกัดกลุ่มเป้าหมายยังช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมงบประมาณที่ใช้ในโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เงื่อนไขการรับสิทธิ์ฉบับสมบูรณ์

ผู้สูงอายุที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือถูกส่งไปยังผู้ที่ควรได้รับอย่างแท้จริง โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:

  • คุณสมบัติด้านอายุ: ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่กำหนด
  • การลงทะเบียน: ต้องทำการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางการของรัฐที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่ได้รับการยอมรับ
  • การยืนยันตัวตน (KYC): ผู้ลงทะเบียนจะต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (Know Your Customer) อย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการสวมรอยและสร้างความโปร่งใสให้กับโครงการ
  • เงื่อนไขการยกเว้น: โครงการนี้มีเงื่อนไขยกเว้นสำหรับผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านช่องทางอื่นอยู่แล้ว ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการที่ได้รับเงินช่วยเหลือในโครงการเฟสแรกไปแล้ว เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ

กรอบเวลาการจ่ายเงินและแหล่งงบประมาณ

กระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบเวลาการโอนเงินไว้อย่างชัดเจน โดยจะเริ่มทำการโอนเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้มีสิทธิ์ในวันที่ 27 มกราคม 2568 และมีเป้าหมายให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเงินก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน (ซึ่งตรงกับวันที่ 29 มกราคม 2568) เพื่อให้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวได้ทันที สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่จัดสรรมาเพื่อการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะ

เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69: ความเป็นไปได้ในอนาคต

เมื่อพิจารณาถึงคำถามสำคัญว่า “เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2 จะมีหรือไม่ และใครจะได้บ้างในปี 2569” การวิเคราะห์ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นทางการและนโยบายที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นจริง เพื่อคาดการณ์แนวโน้มที่เป็นไปได้

สถานะล่าสุดของนโยบาย Digital Wallet

ข้อมูลล่าสุดจากภาครัฐยังคงยืนยันจุดยืนเดิม คือ ยังไม่มีการอนุมัติหรือประกาศแผนการดำเนินโครงการ Digital Wallet แบบถ้วนหน้าสำหรับประชาชนทั่วไปในเฟสที่ 2 การสื่อสารจากโฆษกรัฐบาลได้พยายามสร้างความชัดเจนเพื่อลดความสับสน โดยเน้นย้ำว่าโครงการที่อยู่ในแผนปฏิบัติการจริงคือโครงการสำหรับผู้สูงอายุ และโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งมีลักษณะและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การคาดหวังโครงการแจกเงิน 10,000 บาทสำหรับทุกคนในปี 2569 จึงยังเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ไม่มีข้อมูลยืนยัน

เปรียบเทียบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของนโยบายรัฐบาล การเปรียบเทียบระหว่างโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

ตารางเปรียบเทียบภาพรวมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปี 2568-2569
หัวข้อเปรียบเทียบ เงินดิจิทัล 10,000 บาท (สำหรับผู้สูงอายุ) คนละครึ่งพลัส เฟส 2
กลุ่มเป้าหมาย ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์ (ประมาณ 3-4 ล้านคน) ประชาชนทั่วไป (คาดว่าคล้ายเฟสก่อนหน้า)
รูปแบบการให้ความช่วยเหลือ โอนเงิน 10,000 บาท เข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน รัฐร่วมจ่าย (Co-payment) 50% ตามวงเงินที่กำหนด
กรอบเวลาดำเนินการ มกราคม 2568 ประมาณเดือนมกราคม 2569
แหล่งงบประมาณ งบประมาณที่จัดสรรเฉพาะโครงการ (ประมาณ 40,000 ล้านบาท) ใช้งบกลางของปี 2569
วัตถุประสงค์หลัก ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเฉพาะจุด กระตุ้นการใช้จ่ายในภาพรวมและช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็ก

วิเคราะห์แนวโน้มเงื่อนไขหากมีโครงการในปี 2569

หากรัฐบาลตัดสินใจดำเนินโครงการเงินดิจิทัลเฟส 2 ในปี 2569 จริง มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้รัดกุมกว่าเฟสแรก โดยอาจนำบทเรียนจากโครงการสำหรับผู้สูงอายุมาปรับใช้ เช่น:

  • การกำหนดเกณฑ์รายได้: อาจมีการนำเกณฑ์รายได้หรือเงินฝากในบัญชีมาใช้เป็นเงื่อนไข เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้สูงออกไป และมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง
  • การจำกัดกลุ่มอายุ: อาจมีการจำกัดช่วงอายุของผู้มีสิทธิ์ เช่น กลุ่มวัยทำงาน หรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แทนการให้สิทธิ์แบบถ้วนหน้า
  • การใช้จ่ายในพื้นที่จำกัด: อาจมีการนำเงื่อนไขการใช้จ่ายตามทะเบียนบ้านกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การบูรณาการกับฐานข้อมูลภาครัฐ: มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือฐานข้อมูลผู้เสียภาษี เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองผู้มีสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเหล่านี้ยังเป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลปัจจุบัน และต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลต่อไป

รู้เท่าทันกลโกง: ข้อควรระวังสำหรับประชาชน

ทุกครั้งที่มีการประกาศนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐ มักเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสสร้างความสับสนและหลอกลวงประชาชน การตระหนักรู้และเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

รูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อย

มิจฉาชีพมักใช้วิธีการทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างรวดเร็ว รูปแบบที่พบบ่อย ได้แก่:

  • SMS และลิงก์ปลอม: ส่งข้อความสั้น (SMS) อ้างว่าเป็นหน่วยงานภาครัฐ พร้อมแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบมาให้มีหน้าตาคล้ายกับเว็บไซต์ทางการ เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน, รหัสผ่าน, หรือข้อมูลทางการเงิน
  • การโทรศัพท์แอบอ้าง: โทรศัพท์หาเหยื่อโดยตรง อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งว่าเหยื่อได้รับสิทธิ์แต่ต้องทำการยืนยันโดยการโอนเงินค่าธรรมเนียมหรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านโทรศัพท์
  • แอปพลิเคชันปลอม: สร้างแอปพลิเคชันลอกเลียนแบบแอปพลิเคชันของรัฐ และเผยแพร่ผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เพื่อหลอกให้ดาวน์โหลดและขโมยข้อมูลจากสมาร์ทโฟน
  • โพสต์ในโซเชียลมีเดีย: สร้างเพจหรือบัญชีปลอมในโซเชียลมีเดีย ประกาศรับลงทะเบียนหรือให้ความช่วยเหลือในการรับสิทธิ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด

โปรดจำไว้ว่า: หน่วยงานภาครัฐจะไม่มีการส่ง SMS พร้อมลิงก์ให้ลงทะเบียน, ไม่มีนโยบายโทรศัพท์เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ในการลงทะเบียนรับสิทธิ์

วิธีป้องกันตนเองและตรวจสอบข้อมูล

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการมีสติและตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ:

  1. ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการเท่านั้น: รับฟังข้อมูลจากเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการโดยตรง, สถานีโทรทัศน์, หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการซึ่งมีเครื่องหมายยืนยัน (Verified Account)
  2. ห้ามคลิกลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ: หากได้รับ SMS หรืออีเมลที่น่าสงสัย ห้ามคลิกลิงก์ที่แนบมาโดยเด็ดขาด ให้ทำการลบข้อความนั้นทิ้งทันที
  3. ติดตั้งแอปพลิเคชันจาก Official Store: ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของรัฐจาก Google Play Store หรือ Apple App Store เท่านั้น และตรวจสอบชื่อผู้พัฒนาให้ถูกต้อง
  4. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว: ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน 13 หลัก, รหัสหลังบัตร, รหัสผ่าน, หรือรหัส OTP แก่บุคคลอื่นผ่านทางโทรศัพท์หรือช่องทางออนไลน์โดยเด็ดขาด

มุมมองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

นโยบายการให้เงินช่วยเหลือโดยตรงจากภาครัฐมักมีผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ การพิจารณาอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ

ประโยชน์ด้านการกระตุ้นการใช้จ่าย

ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของนโยบายลักษณะนี้คือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เงินที่ประชาชนได้รับจะถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก ร้านค้าขนาดเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยพยุงธุรกิจและรักษาการจ้างงานไว้ได้ในระยะสั้น

ความท้าทายด้านภาระทางการคลัง

ในทางกลับกัน ความท้าทายที่สำคัญคือแหล่งที่มาของงบประมาณที่ใช้ในโครงการ การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณหลายหมื่นหรือหลายแสนล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะทางการคลังของประเทศ และอาจนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งภาระดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคต ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวอย่างรอบคอบ

สรุปและแนวทางการติดตามข่าวสาร

โดยสรุป ประเด็นเรื่อง เงินหมื่นดิจิทัลเฟส 2? ส่องเงื่อนไขใหม่-ใครได้บ้างปี 69 ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล นโยบายที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันคือโครงการมอบเงิน 10,000 บาทให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุในช่วงต้นปี 2568 และโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่คาดว่าจะเริ่มในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นคนละโครงการกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับประชาชนที่รอคอยนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐ สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและเพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และภาระทางการคลัง ซึ่งประชาชนควรติดตามความคืบหน้าจากประกาศของคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป