โค้งสุดท้าย! RMF/SSF ตัวไหนน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568
- ภาพรวมการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงท้ายปี
- เจาะลึกกองทุนลดหย่อนภาษีหลักประจำปี 2568
- สถานะของกองทุน SSF ในการลดหย่อนภาษีปี 2568
- กลยุทธ์และแนวทางการลงทุนโค้งสุดท้าย
- เช็คลิสต์ตรวจสอบก่อนลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด
- เปรียบเทียบกองทุน RMF และ Thai ESG
- สรุปแนวทางการตัดสินใจ
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของปี การวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษีกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้ หลายคนอาจกำลังพิจารณาว่าในโค้งสุดท้าย! RMF/SSF ตัวไหนน่าเก็บก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่าที่สุด บทความนี้จะเจาะลึกภาพรวมกองทุนลดหย่อนภาษีที่สามารถใช้สิทธิได้ในปีภาษี 2568 พร้อมทั้งชี้แจงการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่สำคัญ และนำเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนถึงเส้นตายการลงทุน
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568

- SSF ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว: กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) สิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่ปี 2567 การลงทุนใหม่ในปี 2568 จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป
- RMF และ Thai ESG คือตัวเลือกหลัก: สำหรับปีภาษี 2568 กองทุนหลักที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
- กำหนดเวลาสิ้นสุดการลงทุน: การซื้อหน่วยลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยต้องคำนึงถึงเวลาปิดรับรายการ (cut-off time) ของแต่ละบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.)
- เพดานการลดหย่อนภาษี: การลงทุนใน RMF เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ (เช่น PVD, กบข.) จะมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ส่วน Thai ESG สามารถลดหย่อนได้ต่างหาก
ภาพรวมการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงท้ายปี
การวางแผนการเงินปลายปีเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนและผู้เสียภาษีต่างให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินเพื่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวควบคู่ไปกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากให้ผลประโยชน์สองต่อ ทั้งโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และการประหยัดภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี
ความสำคัญของการวางแผนภาษี
การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบช่วยให้บุคคลสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เงินภาษีที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุน สร้างความมั่งคั่ง หรือใช้เป็นเงินสำรองเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ ในชีวิตได้ การดำเนินการในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากพลาดกำหนดเวลาไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับมาใช้สิทธิดังกล่าวได้อีก ทำให้ต้องรอไปอีกหนึ่งปีเต็ม
การเปลี่ยนแปลงสำคัญในปีภาษี 2568
สำหรับปีภาษี 2568 มีการเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องรับทราบและทำความเข้าใจอย่างชัดเจน นั่นคือการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน SSF ซึ่งเคยเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการระยะเวลาการถือครองที่ไม่ยาวนานเท่า RMF โดยสิทธิในการลดหย่อนภาษีสำหรับ SSF ได้สิ้นสุดลงในปีภาษี 2567 เป็นปีสุดท้าย ดังนั้น การซื้อหน่วยลงทุน SSF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จะไม่สามารถนำไปคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์และหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นที่มีอยู่ ได้แก่ RMF และ Thai ESG เป็นหลัก
เจาะลึกกองทุนลดหย่อนภาษีหลักประจำปี 2568
เมื่อ SSF ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป การทำความเข้าใจเงื่อนไขและลักษณะของกองทุนที่เหลืออยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
RMF เป็นเครื่องมือการลงทุนระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือนักลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องที่ต้องซื้อหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และห้ามระงับการซื้อเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน
สิทธิประโยชน์ทางภาษี: นักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน RMF ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม เพดาน 500,000 บาทนี้ จะต้องนำไปนับรวมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ด้วย ได้แก่
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน RMF จึงจำเป็นต้องตรวจสอบยอดเงินสะสมในกองทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในปีนั้น ๆ ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ลงทุนเกินสิทธิที่ได้รับ
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
Thai ESG เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) กองทุนประเภทนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในตลาดทุนไทยควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่นักลงทุน
สิทธิประโยชน์ทางภาษี: นักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน Thai ESG ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยสิทธิประโยชน์ส่วนนี้จะถูกแยกคำนวณต่างหากจากวงเงินของ RMF และกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อีกช่องทางหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีและต้องการใช้สิทธิลดหย่อนสูงสุด สามารถลงทุนใน RMF (รวมกองทุนเกษียณอื่น) เต็มเพดาน 500,000 บาท และลงทุนใน Thai ESG เพิ่มอีก 100,000 บาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดลดหย่อนรวมและส่งผลให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลกรณีศึกษาพบว่า การลงทุนเต็มสิทธิทั้งใน RMF และ Thai ESG สามารถช่วยลดภาระภาษีจากหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่นบาทได้
สถานะของกองทุน SSF ในการลดหย่อนภาษีปี 2568
เพื่อป้องกันความสับสนและข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษี จำเป็นต้องเน้นย้ำข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกองทุน SSF อีกครั้ง
กองทุน SSF ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ได้แล้ว โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป การซื้อหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน SSF ในปี 2568 จะถือเป็นการลงทุนทั่วไป ไม่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษี
ดังนั้น คำถามที่ว่า “ซื้อ SSF กองไหนดี” สำหรับการลดหย่อนภาษีปี 2568 จึงไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป นักลงทุนที่เคยใช้ SSF เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนภาษีจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และพิจารณา RMF และ Thai ESG เป็นทางเลือกทดแทนตามเป้าหมายและเงื่อนไขการลงทุนของตนเอง
กลยุทธ์และแนวทางการลงทุนโค้งสุดท้าย
การตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่จำกัดจำเป็นต้องอาศัยการเตรียมตัวที่ดีและการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การลงทุนนั้นบรรลุเป้าหมายทั้งในด้านการลดหย่อนภาษีและโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
การพิจารณาเลือกกองทุนที่เหมาะสม
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้:
- ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: กองทุน RMF และ Thai ESG มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ นักลงทุนควรประเมินตนเองและเลือกกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงสอดคล้องกับที่ตนยอมรับได้
- เป้าหมายการลงทุน: RMF มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อการเกษียณซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวมาก ในขณะที่ Thai ESG มีเงื่อนไขการถือครองที่สั้นกว่า (8 ปี) และเน้นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน การทำความเข้าใจเป้าหมายของแต่ละกองทุนจะช่วยให้เลือกได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
- ผลการดำเนินงานในอดีตและนโยบายการลงทุน: แม้ว่าผลการดำเนินงานในอดีตจะไม่ใช่เครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต แต่ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณาได้ ควรศึกษานโยบายการลงทุนของกองทุนว่าเน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด และมีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไร
ตัวอย่างแคมเปญส่งเสริมการลงทุน
ในช่วงปลายปี หลายบริษัทจัดการกองทุนมักจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดนักลงทุน ตัวอย่างเช่น แคมเปญ Tax Saving 2025 จาก SCBAM ซึ่งมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ลงทุนในกองทุน RMF และ Thai ESG โดยมีเงื่อนไขดังนี้:
- ระยะเวลาแคมเปญ: ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ถึง 30 ธันวาคม 2568
- เงื่อนไขการรับสิทธิ: ลงทุนสะสมสุทธิในกองทุน RMF หรือ Thai ESG ที่ร่วมรายการ ทุก ๆ 50,000 บาท จะได้รับหน่วยลงทุนของกองทุน SCBSFF มูลค่า 100 บาท
- ยอดลงทุนขั้นต่ำ: 50,000 บาท (นับรวมทุกบัญชีภายใต้เลขบัตรประชาชนเดียวกัน)
- มูลค่าสูงสุดที่ได้รับ:
- ลงทุนเฉพาะ RMF รับสูงสุด 1,000 บาท
- ลงทุนเฉพาะ Thai ESG รับสูงสุด 600 บาท
- ลงทุนทั้ง RMF และ Thai ESG รับสูงสุดรวม 1,600 บาทต่อคน
- ข้อควรระวัง: นักลงทุนจะต้องไม่ขายคืนหน่วยลงทุน RMF หรือ Thai ESG ที่ซื้อในช่วงระยะเวลาแคมเปญ มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์จากโปรโมชั่นดังกล่าว
การพิจารณาแคมเปญลักษณะนี้อาจเป็นประโยชน์เพิ่มเติม แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเองเป็นหลัก
เช็คลิสต์ตรวจสอบก่อนลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด
เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เสียสิทธิลดหย่อนภาษีไปอย่างน่าเสียดาย ควรตรวจสอบประเด็นสำคัญต่อไปนี้อย่างละเอียดก่อนทำการลงทุน
กำหนดเวลาทำธุรกรรม (Cut-off Time)
แม้ว่าวันสุดท้ายของการลงทุนคือ 30 ธันวาคม 2568 แต่แต่ละ บลจ. จะมีเวลาปิดรับคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุน (Cut-off Time) ที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักจะสิ้นสุดไม่เกิน 14:00 น. หรือ 15:30 น. การทำธุรกรรมหลังจากเวลานี้จะถูกนับเป็นรายการของวันทำการถัดไป ซึ่งจะทำให้ไม่ทันใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568 ดังนั้นควรตรวจสอบเวลาที่แน่นอนกับ บลจ. ที่ต้องการลงทุนและดำเนินการโอนเงินให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนด
การคำนวณเพดานลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล
ตรวจสอบยอดเงินลงทุนเพื่อการเกษียณอายุทั้งหมดในปีภาษี 2568 ได้แก่ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., และเบี้ยประกันบำนาญ เพื่อคำนวณหาจำนวนเงินที่ยังสามารถลงทุนใน RMF เพิ่มได้โดยไม่เกินเพดานรวม 500,000 บาท การลงทุนเกินเพดานจะไม่สามารถนำส่วนที่เกินไปลดหย่อนภาษีได้
การเตรียมเอกสารอื่น ๆ
นอกจากการลงทุนแล้ว สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ก็ควรเตรียมให้พร้อม เช่น เอกสารรับรองการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องขอจากสถาบันการเงินโดยตรง โดยเฉพาะกรณีที่มีการรีไฟแนนซ์หรือมีสัญญาเงินกู้หลายฉบับ ควรตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารให้ครบถ้วน
เงื่อนไขการชำระเบี้ยประกัน
หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ การชำระเบี้ยจะต้องเกิดขึ้นภายในปีภาษี 2568 เท่านั้น การจ่ายเบี้ยของปี 2568 ในเดือนมกราคม 2569 จะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนในปีภาษี 2568 ได้
เปรียบเทียบกองทุน RMF และ Thai ESG
เพื่อช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างได้สรุปคุณสมบัติที่สำคัญของกองทุน RMF และ Thai ESG
| คุณสมบัติ | กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) | กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | การออมเพื่อวัยเกษียณ | การลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืนของไทย |
| วงเงินลดหย่อน | สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวมกับกองทุนเกษียณอื่น) | สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (แยกวงเงินต่างหาก) |
| เงื่อนไขการถือครอง | ถือจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี | ถือครองครบ 8 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) |
| เงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่อง | ต้องลงทุนทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) | ไม่มีเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่อง |
| เหมาะสำหรับ | ผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณอย่างจริงจัง | ผู้ที่ต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติม และสนใจการลงทุนที่สนับสนุนความยั่งยืน |
สรุปแนวทางการตัดสินใจ
การตัดสินใจในโค้งสุดท้ายสำหรับการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีปี 2568 ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ การสิ้นสุดสิทธิลดหย่อนของกองทุน SSF ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องมุ่งความสนใจไปที่กองทุน RMF และ Thai ESG เป็นหลัก การเลือกกองทุนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล ระยะเวลาการลงทุนที่ต้องการ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควรตรวจสอบเพดานการลดหย่อนภาษีของตนเองให้แน่ชัด คำนวณยอดที่สามารถลงทุนได้โดยไม่เกินสิทธิ และที่สำคัญที่สุดคือต้องดำเนินการซื้อหน่วยลงทุนให้เสร็จสิ้นก่อนเวลา Cut-off ของวันที่ 30 ธันวาคม 2568 การวางแผนอย่างรอบคอบและการดำเนินการที่ทันท่วงที จะช่วยให้การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในปีนี้ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้