ส่องเทรนด์เที่ยว 2569: เที่ยวเชิงประสบการณ์-รักษ์โลกมาแรง
ในปี 2569 ภูมิทัศน์ของการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาไป ส่องเทรนด์เที่ยว 2569: เที่ยวเชิงประสบการณ์-รักษ์โลกมาแรง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่สถานที่สวยงามเพื่อถ่ายรูปอีกต่อไป แต่ต้องการความหมายที่ลึกซึ้ง การเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ความต้องการดูแลสุขภาพกายและใจ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การวางแผนเดินทางเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญของเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569

- การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์: นักเดินทางให้ความสำคัญกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และกิจกรรมที่มีส่วนร่วม เช่น คลาสทำอาหาร มากกว่าการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย
- ความยั่งยืนและการรักษ์โลก: การเลือกที่พักและกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบและสนับสนุนชุมชน
- ทริปสั้นในประเทศมาแรง: การเดินทางระยะสั้น 1-3 วัน โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์ ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีนักเดินทางชาวไทยถึง 66% ที่เลือกเที่ยวในประเทศ
- การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism): การเดินทางเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ เช่น การเข้าสปา หรือการนั่งสมาธิในธรรมชาติ กลายเป็นเหตุผลหลักในการออกเดินทาง
- เทคโนโลยี AI มีบทบาทสำคัญ: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนการเดินทาง จัดการงบประมาณ และค้นหาข้อมูลเชิงลึก
ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569: เมื่อการเดินทางไม่ใช่แค่การพักผ่อน
ข้อมูลจากรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในมุมมองของนักเดินทางชาวไทย การเดินทางในปี 2569 ไม่ได้ถูกจำกัดความอยู่แค่การพักผ่อนหย่อนใจ แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่การเติมเต็มจิตวิญญาณ การเรียนรู้ และการสร้างความทรงจำที่มีคุณค่า นักเดินทางยุคใหม่แสวงหาการเดินทางที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่การฟื้นฟูสุขภาพไปจนถึงการค้นพบประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตนเองและการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
จุดหมายปลายทางในประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางชาวไทย การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนจากการมองหาความหรูหราไปสู่การแสวงหาประสบการณ์ที่แท้จริงและมีความหมาย ซึ่งช่วยเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจ
ปัจจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักเดินทาง
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่มีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ประการแรกคือ ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้นักเดินทางจำนวนมากต้องการลดผลกระทบจากการเดินทางของตนเองและเลือกสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจต่อความยั่งยืน ประการที่สองคือ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งทำให้นักเดินทางกลุ่มนี้มองหาการท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และเน้นการพักผ่อนเชิงสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัล ยังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิธีการวางแผนและสัมผัสประสบการณ์การเดินทาง ทำให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายและสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางให้เข้ากับความต้องการส่วนบุคคลได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นักเดินทางกลุ่มหลักผู้กำหนดทิศทางตลาด
กลุ่มนักเดินทางหลักที่กำหนดทิศทางตลาดในปี 2569 คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z) และกลุ่มนักเดินทางสูงวัย (Active Seniors) คนรุ่นใหม่มักจะมองหาประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร สามารถแบ่งปันบนโซเชียลมีเดียได้ และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ในขณะที่กลุ่มผู้สูงวัยมองหาความสะดวกสบาย กิจกรรมเพื่อสุขภาพ และการบริการที่มีคุณภาพ นอกจากนี้นักเดินทางแบบคนเดียว (Solo Travelers) และกลุ่มที่เดินทางเพื่อการผจญภัยก็เป็นอีกกลุ่มที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
เจาะลึก 5 เทรนด์หลักที่ครองใจนักเดินทางชาวไทย
จากข้อมูลการสำรวจพบว่ามี 5 เทรนด์หลักที่โดดเด่นและคาดว่าจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2569 ซึ่งแต่ละเทรนด์สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและค่านิยมที่เปลี่ยนไปของสังคมปัจจุบัน
1. การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์: ดื่มด่ำคุณค่ามากกว่าการถ่ายภาพ
การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Travel) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเหตุผลอันดับสามในการเดินทางของคนไทย รองจากการพักผ่อนและสุขภาพ นักเดินทางไม่ได้ต้องการเพียงแค่ไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่ต้องการมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง
อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น: หัวใจของการเดินทาง
การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น การเดินตลาดเช้าเพื่อสัมผัสวิถีชีวิต หรือการเข้าร่วมเทศกาลประเพณี กลายเป็นกิจกรรมหลักที่นักเดินทางมองหา การได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังของอาหารแต่ละจาน หรือการได้พูดคุยกับคนในท้องถิ่น คือสิ่งที่สร้างความทรงจำที่ประทับใจและยั่งยืนกว่าการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างกิจกรรมที่ได้รับความนิยม
- คลาสทำอาหารไทย: การเรียนรู้เคล็ดลับการทำอาหารจากเชฟท้องถิ่นเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูง ช่วยให้นักเดินทางเข้าใจวัฒนธรรมอาหารอย่างลึกซึ้ง
- การท่องเที่ยวชุมชน: การพักโฮมสเตย์และเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน เช่น การทำนา การทอผ้า หรือการทำประมงพื้นบ้าน
- ทัวร์ชิมอาหาร (Food Tour): การตระเวนชิมอาหารริมทางหรือร้านอาหารเก่าแก่ที่คนท้องถิ่นแนะนำ เพื่อค้นหารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
2. เที่ยวรักษ์โลกและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: เทรนด์ที่ไม่อาจมองข้าม
Sustainable Tourism หรือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นแนวทางหลักที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังมุ่งไป นักเดินทางมีความตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จึงเริ่มมองหาทางเลือกที่สร้างผลกระทบเชิงบวก
ความหมายและความสำคัญของการเที่ยวอย่างยั่งยืน
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหมายถึงการเดินทางที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการลดการสร้างขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การอุดหนุนสินค้าและบริการจากคนในชุมชน และการไม่รบกวนวิถีชีวิตดั้งเดิมของพื้นที่นั้นๆ
แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการโรงแรมและบริษัททัวร์เริ่มปรับตัวโดยนำเสนอ “แพ็กเกจสีเขียว” เช่น โรงแรมที่ใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ หรือกิจกรรมท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลน หรือการทำความสะอาดชายหาด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักเดินทางอีกด้วย
3. ทริปสั้นและเที่ยวเมืองรอง: เติมพลังในช่วงสุดสัปดาห์
ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนในปัจจุบัน ทำให้การเดินทางระยะสั้นกลายเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อน โดยผลสำรวจชี้ว่า 56% ของนักเดินทางชาวไทยนิยมทริปที่มีระยะเวลา 1-3 วัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์
พฤติกรรม “Weekend Getaways”
การเดินทางระยะสั้น หรือ “Weekend Getaways” ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยให้สามารถหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลางานเป็นเวลานาน จุดหมายปลายทางใกล้กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ นอกจากนี้ แนวโน้มการเที่ยวในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยประเทศไทยติดอันดับ 2 ในเอเชียรองจากญี่ปุ่น ที่คนในชาตินิยมเที่ยวประเทศตัวเอง
เสน่ห์ของเมืองรองที่ต้องค้นหา
การเที่ยวเมืองรองเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาคู่กันกับการเดินทางระยะสั้น เมืองรองมอบประสบการณ์ที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก มีความสงบ เป็นส่วนตัว และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า นักเดินทางสามารถสัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังไม่ถูกปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
4. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: การลงทุนเพื่อสุขภาวะที่ดี
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักเดินทางไม่ได้มองหาแค่การพักผ่อน แต่ต้องการกิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ การเดินทางประเภทนี้จึงเปรียบเสมือนการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว
รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่มาแรง
- รีทรีตและสปา: การเข้าพักในรีสอร์ตที่ให้บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่โปรแกรมนวดผ่อนคลาย โยคะ ไปจนถึงการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ
- การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบำบัด: การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเดินป่า การอาบป่า (Forest Bathing) หรือการนั่งสมาธิริมทะเล เพื่อลดความเครียดและฟื้นฟูพลังชีวิต
- การท่องเที่ยวเชิงอาหารสุขภาพ: การเดินทางไปยังแหล่งผลิตอาหารออร์แกนิก หรือการเข้าร่วมเวิร์กชอปทำอาหารเพื่อสุขภาพ
5. AI: ผู้ช่วยวางแผนเที่ยวอัจฉริยะ
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นักเดินทางเริ่มให้ความไว้วางใจในการใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการวางแผนทริป ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก ไปจนถึงการแนะนำกิจกรรมที่ตรงกับความสนใจส่วนบุคคล AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างแผนการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด ช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการวางแผนได้เป็นอย่างดี
ภาพรวมตลาดและการคาดการณ์เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยปี 2569
นอกเหนือจากพฤติกรรมของนักเดินทางแล้ว ภาพรวมของตลาดและเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2569 ด้วยเช่นกัน
ตัวเลขคาดการณ์จากสถาบันวิจัยชั้นนำ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีจำนวน 32.9 ล้านคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางในประเทศมากถึง 282.6 ล้านทริป เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม โดยคาดว่าอัตราการเข้าพักโรงแรมโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 73% นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
ความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
แม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะเป็นไปในทิศทางบวก แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น “สงครามการท่องเที่ยว” (Tourism War) หรือการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็พยายามดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของนักเดินทาง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมนโยบายผ่อนคลายวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ๆ และการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
บทสรุป: เตรียมพร้อมวางแผนการเดินทางครั้งใหม่
ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองสำหรับวงการท่องเที่ยวไทย เทรนด์การเดินทางที่มุ่งเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และการดูแลสุขภาพ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของนักเดินทางที่มองหาคุณค่าที่มากกว่าการพักผ่อนธรรมดา การทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางในการวางแผนทริปครั้งต่อไปให้มีความหมายยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการปรับตัวและพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างยั่งยืน การเดินทางครั้งต่อไปอาจไม่ใช่แค่การไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับโลกใบนี้