AI จะเปลี่ยน 5 อาชีพนี้ในปี 69 รีบปรับตัวก่อนตกงาน!
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การคาดการณ์ที่ว่า AI จะเปลี่ยน 5 อาชีพนี้ในปี 69 รีบปรับตัวก่อนตกงาน! จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณเตือนให้แรงงานในปัจจุบันต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตในโลกการทำงานยุคใหม่ได้
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

- อาชีพที่เน้นงานซ้ำซากมีความเสี่ยงสูง: กลุ่มงานที่ต้องทำตามขั้นตอนเดิมๆ หรืออาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เช่น แคชเชียร์, พนักงานโรงงาน, และพนักงานธุรการ มีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและ AI สูง
- AI ไม่ได้ทำลายอาชีพ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง: ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า AI จะไม่ทำให้จำนวนงานลดลงโดยรวม แต่จะเปลี่ยนลักษณะของงาน ทำให้มนุษย์ต้องหันไปทำงานที่ต้องใช้ทักษะเชิงมนุษย์มากขึ้น เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงซับซ้อน, ความคิดสร้างสรรค์, และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
- เกิดอาชีพใหม่จำนวนมาก: การเติบโตของ AI ได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น วิศวกรพรอมต์ (AI Prompt Engineer), ผู้ฝึกสอน AI (AI Trainer), และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Scientist) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้
- การปรับตัวและพัฒนาทักษะคือทางรอด: การ Upskill (พัฒนาทักษะเดิม) และ Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี, การวิเคราะห์ข้อมูล, และความคิดสร้างสรรค์ เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน
- ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ: แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
การมาถึงของ AI และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
การวิเคราะห์แนวโน้มที่ AI จะเปลี่ยน 5 อาชีพนี้ในปี 69 รีบปรับตัวก่อนตกงาน! มีรากฐานมาจากการสังเกตการณ์พัฒนาการของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานที่เคยจำกัดอยู่แค่ในขอบเขตของมนุษย์ โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ, งานที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล, และงานที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก
ความสำคัญของการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่การเตรียมความพร้อมของกำลังคนในปัจจุบัน แรงงานทุกระดับจำเป็นต้องเข้าใจว่าทักษะที่เคยเป็นที่ต้องการอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในอนาคตอันใกล้ หลายองค์กรและสถาบันวิจัยชั้นนำได้คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ไกลนัก ผลกระทบของ AI จะมีความชัดเจนและรุนแรงขึ้น การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในสายอาชีพ การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนนี้อาจนำไปสู่ภาวะการว่างงานหรือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งชี้ตรงกันว่า กรอบเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อยู่ในช่วง 5-20 ปีข้างหน้า ซึ่งปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง
ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-40 ปี ซึ่งเป็นกำลังหลักของตลาดแรงงาน จึงเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้มากที่สุด การทำความเข้าใจว่าอาชีพใดบ้างที่มีความเสี่ยง และทักษะใดที่จะเป็นที่ต้องการในอนาคต จะช่วยให้สามารถวางแผนเส้นทางอาชีพและพัฒนาตนเองได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
เจาะลึก 5 กลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงสุด
จากการรวบรวมข้อมูลและการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง พบว่ามี 5 กลุ่มอาชีพหลักที่มีแนวโน้มจะถูกเปลี่ยนแปลงหรือแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI มากที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. พนักงานแคชเชียร์และงานบริการหน้าร้าน
อาชีพแคชเชียร์เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการมาของระบบชำระเงินอัตโนมัติ (Self-Checkout) และการเติบโตของสังคมไร้เงินสด การใช้เครื่องจักรและ AI ในการรับชำระเงินไม่เพียงแต่ลดต้นทุนด้านแรงงาน แต่ยังเพิ่มความรวดเร็วและลดความผิดพลาดในการทอนเงินอีกด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หลายแห่งได้เริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว
2. ผู้ขับขี่และพนักงานในระบบขนส่ง
เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพในการเข้ามาแทนที่ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ, รถบรรทุก, และพนักงานขนส่งสินค้า ข้อมูลระบุว่า AI สามารถทำงานขับขี่แทนมนุษย์ได้ถึง 98% และกว่า 55% ของธุรกิจวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ภายใน 20 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ AI ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนเส้นทางขนส่ง ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์
3. นักข่าวและผู้สร้างสรรค์เนื้อหา
Generative AI มีความสามารถในการสร้างสรรค์เนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นบทความข่าว, รายงานสรุป, หรือแม้แต่สคริปต์วิดีโอ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ AI สามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และเรียบเรียงเป็นข่าวสารได้โดยอัตโนมัติ ทำให้บทบาทของนักข่าวที่เน้นการรายงานข้อเท็จจริงพื้นฐานอาจลดความสำคัญลง ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่าอาชีพนักข่าวอาจมีความเสี่ยงที่จะหายไปในอีก 20 ปีข้างหน้า หากไม่ปรับตัวไปสู่การทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนหรือการวิเคราะห์เชิงลึกที่ AI ยังทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์
4. พนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
งานในสายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ต้องทำซ้ำๆ ตามรูปแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นลักษณะงานที่หุ่นยนต์และระบบ AI สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำกว่ามนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 60% มองว่าอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต, ลดต้นทุน, และเพิ่มความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงาน
5. วิศวกรซอฟต์แวร์และนักพัฒนา
แม้จะเป็นอาชีพในสายเทคโนโลยี แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจาก AI ในปัจจุบันสามารถช่วยเขียนโค้ด, ตรวจสอบข้อผิดพลาด (Debugging), และพัฒนาซอฟต์แวร์ในส่วนพื้นฐานได้แล้ว สิ่งนี้อาจทำให้ความต้องการวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น (Junior) ลดลง โดยผู้เชี่ยวชาญประมาณ 50% คาดการณ์ว่าอาชีพนี้จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม บทบาทของวิศวกรจะเปลี่ยนไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบที่ซับซ้อน และการทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แทน
| กลุ่มอาชีพ | เหตุผลหลักที่ได้รับผลกระทบ | เทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| แคชเชียร์/บริการหน้าร้าน | งานมีลักษณะซ้ำซากและสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ | ระบบชำระเงินอัตโนมัติ, สังคมไร้เงินสด |
| ผู้ขับขี่/พนักงานขนส่ง | ยานยนต์ไร้คนขับมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น | Autonomous Vehicles, AI-powered Logistics |
| นักข่าว/ผู้สร้างเนื้อหา | AI สามารถรวบรวมข้อมูลและเขียนข่าวพื้นฐานได้ | Generative AI, Natural Language Processing |
| พนักงานโรงงาน | หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติทำงานซ้ำๆ ได้ดีกว่ามนุษย์ | Robotics, AI in Manufacturing |
| วิศวกรซอฟต์แวร์ | AI สามารถช่วยเขียนและตรวจสอบโค้ดเบื้องต้นได้ | AI-assisted Coding, Automated Debugging |
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ: AI คือโอกาสหรือวิกฤต?
เมื่อพูดถึงผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
มุมมองเชิงบวก (Optimistic View): ผู้เชี่ยวชาญประมาณ 56% เชื่อว่าในระยะยาว (20 ปี) AI จะส่งผลดีต่อตลาดแรงงานโดยรวม แนวคิดนี้มองว่า AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “ลด” จำนวนงาน แต่เข้ามาเพื่อ “เปลี่ยน” ลักษณะของงานมากกว่า AI จะรับหน้าที่ในส่วนของงานที่น่าเบื่อ, ซ้ำซาก, และอันตรายไป ทำให้มนุษย์มีเวลาและทรัพยากรไปมุ่งเน้นงานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง เช่น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน, การคิดเชิงวิพากษ์, ความคิดสร้างสรรค์, และการมีปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำได้ไม่ดีนัก
การปรับโครงสร้างงานครั้งใหญ่ (Jobs Chaos): บริษัทวิจัยอย่าง Gartner คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2028-2029 จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Jobs Chaos” หรือความโกลาหลในการจ้างงาน ซึ่ง AI จะสร้างโครงสร้างงานขึ้นมาใหม่ 4 รูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น นักการตลาดสามารถใช้ AI ในการสร้างเนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในเชิงลึกได้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมหนักอาจได้รับผลกระทบจากการลดต้นทุนด้านแรงงาน ซึ่งจะบีบให้แรงงานต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน
มุมมองที่สมจริง: ในทางกลับกัน นักวิชาการจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ให้มุมมองว่าความกังวลเรื่อง AI จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมดนั้นอาจเป็นการมองภาพที่เกินจริงไป จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบัน AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้เพียงประมาณ 5% ของงานทั้งหมดเท่านั้น และในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ยังไม่น่าจะทำให้เกิดการว่างงานทั้งระบบอย่างที่หลายคนกลัว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในระดับตำแหน่งงาน ไม่ใช่การหายไปของทั้งสายอาชีพ
อนาคตของตลาดแรงงาน: อาชีพใหม่ที่เติบโตพร้อม AI
ท่ามกลางความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ การมาถึงของ AI ก็ได้สร้างโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมามากมาย โดยคาดว่าในช่วงปี 2025-2029 อาชีพเหล่านี้จะมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มอาชีพด้านเทคนิค AI โดยตรง
- AI Prompt Engineer (วิศวกรพรอมต์): ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบคำสั่ง (Prompt) เพื่อให้ AI สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- AI/ML Engineer (วิศวกรปัญญาประดิษฐ์/การเรียนรู้ของเครื่อง): นักพัฒนาที่สร้าง, ฝึกฝน, และดูแลโมเดล AI เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจต่างๆ
- AI Trainer (ผู้ฝึกสอน AI): ผู้ที่มีหน้าที่ “สอน” และปรับปรุงข้อมูลให้กับระบบ AI เพื่อให้ AI มีความฉลาดและเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมที่ลึกซึ้ง
กลุ่มอาชีพที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
- Data Analyst/Scientist (นักวิเคราะห์/นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล): อาชีพที่มีความต้องการสูงอยู่แล้ว จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยจะใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อค้นหา Insight ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ
- Cybersecurity Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์): ใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรวดเร็วยิ่งขึ้น
- UX/UI Designer + AI: นักออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้และส่วนต่อประสานผู้ใช้ ที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น
- อาชีพอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เช่น Work from Home Facilitator (ผู้อำนวยความสะดวกการทำงานจากที่บ้าน), Fitness Counselor ดิจิทัล, Smart Home Designer (นักออกแบบบ้านอัจฉริยะ), และ Virtual Influencer Manager (ผู้จัดการอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง)
แนวทางการปรับตัวและพัฒนาทักษะ (Upskill & Reskill)
หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุคที่ AI จะเปลี่ยน 5 อาชีพนี้ในปี 69 รีบปรับตัวก่อนตกงาน! คือการไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง การ Upskill (ต่อยอดทักษะเดิมให้ดีขึ้น) และ Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่ทั้งหมด) เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับแรงงานทุกคน แนวทางในการปรับตัวที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที มีดังนี้
- เรียนรู้ทักษะที่ทำงานร่วมกับ AI: แทนที่จะมอง AI เป็นคู่แข่ง ให้มองเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทักษะอย่างการใช้ Prompt, การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น, และการใช้งานเครื่องมือ AI ต่างๆ จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในหลายสายอาชีพ
- เน้นทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills): AI ยังมีข้อจำกัดในด้านที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในบริบทที่ซับซ้อน ดังนั้น ทักษะเช่น ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), การสื่อสารระหว่างบุคคล, การทำงานเป็นทีม, และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem-Solving) จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น
- พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์: ความสามารถในการคิดนอกกรอบ, สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ, และประเมินข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจาก AI การฝึกฝนทักษะเหล่านี้จะช่วยให้สามารถสร้างคุณค่าที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
- เปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning): เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่เคยใช้ได้ในวันนี้อาจล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ การมีทัศนคติที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ทั้งจากการเข้าคอร์สอบรม, การอ่าน, หรือการลงมือปฏิบัติจริง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในตลาดแรงงานที่ผันผวน
บทสรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของตลาดแรงงาน
การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน การคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายอาชีพภายในปี 2569 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดแรงงานกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ แม้ว่าอาชีพบางกลุ่มที่มีลักษณะงานซ้ำซากจะมีความเสี่ยงสูง แต่ในขณะเดียวกัน AI ก็ได้เปิดประตูสู่โอกาสและอาชีพใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นเช่นกัน
ทางรอดสำหรับแรงงานในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การปรับตัวและเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนในการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) และต่อยอดทักษะเดิม (Upskill) โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล, การวิเคราะห์ข้อมูล, ความคิดสร้างสรรค์, และทักษะด้านสังคม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไม่เพียงแต่จะอยู่รอด แต่ยังสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในภูมิทัศน์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างความมั่นคงทางอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต