Home » เปิดพอร์ตรับปี 2569: 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมี

เปิดพอร์ตรับปี 2569: 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมี

สารบัญ

เมื่อโลกการลงทุนก้าวเข้าสู่ปี 2569 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาด การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนอีกต่อไป บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการ เปิดพอร์ตรับปี 2569: 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมี เพื่อให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์และคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทายและผันผวน.

ประเด็นสำคัญของการลงทุนแห่งอนาคต

เปิดพอร์ตรับปี 2569: 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมี - future-investment-themes-2026

  • การลงทุนเชิงธีม (Thematic Investing) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาว โดยมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก
  • สามธีมการลงทุนที่คาดว่าจะมีความโดดเด่นในปี 2569 และอนาคต ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), พลังงานสะอาด (Clean Energy) และ สังคมผู้สูงวัย (Aging Society)
  • กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของพอร์ตหลักและการสร้างโอกาสเติบโตสูงจากพอร์ตส่วนเสริม เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด
  • การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ตราสารหนี้โลก และ หุ้นปันผล ยังคงมีความสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุน

ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569

การวางกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทของเศรษฐกิจมหภาค สำหรับปี 2569 แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตลาดทุนและการตัดสินใจของนักลงทุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจเป็นไปอย่างช้า ๆ และไม่ทั่วถึง ทำให้การคัดเลือกสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายของตลาดหุ้นไทย

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินมองว่าตลาดหุ้นไทยในปี 2569 อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการเติบโต โดยมีปัจจัยกดดันหลายด้านประกอบกัน:

  • การเติบโตของ GDP และเงินเฟ้อในระดับต่ำ: สภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าส่งผลให้การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) อยู่ในระดับที่จำกัด โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียงประมาณ 4% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
  • ปัจจัยภายในประเทศ: ความเปราะบางของรัฐบาลผสม, การบริโภคภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอ, ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, การแข็งค่าของเงินบาท และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • เป้าหมายดัชนี SET Index: แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเข้ามาช่วยพยุง แต่เป้าหมายดัชนี SET Index ในปี 2569 ถูกประเมินไว้อย่างระมัดระวังที่บริเวณ 1,380 จุด สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่าตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสท่ามกลางความผันผวน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ยังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนที่สามารถปรับตัวและมองการณ์ไกลได้ กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องเปลี่ยนจากการคาดหวังผลตอบแทนสูงในระยะสั้น ไปสู่การสร้างความมั่นคงและรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอ การมองหาหุ้นที่มีมูลค่า (Valuation) ไม่สูงเกินไปและมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า “Dividend Play” จะกลายเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนออกไปยังตลาดโลกเพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโตจากสินทรัพย์และภูมิภาคอื่น ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพของพอร์ตการลงทุน

วางรากฐานพอร์ตให้มั่นคงด้วยกลยุทธ์ Core-Satellite

เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่ผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์แบบ Core-Satellite ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุนเพื่อความมั่นคงและการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

หลักการสำคัญของ Core-Satellite คือการแบ่งพอร์ตการลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ประมาณ 80% เพื่อสร้างเสถียรภาพ และ Satellite Portfolio (พอร์ตเสริม) ประมาณ 20% เพื่อแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

Core Portfolio: แกนหลักเพื่อความยั่งยืน

พอร์ตส่วนนี้เปรียบเสมือนรากฐานของบ้านที่ต้องมีความแข็งแกร่งและมั่นคง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น การจัดพอร์ตหลักจะเน้นการกระจายความเสี่ยงอย่างสูงสุด (Maximum Diversification) ไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก เช่น

  • หุ้นทั่วโลก (Global Equities): ลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
  • ตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment-Grade Bonds): ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างรายได้ประจำและเป็นสินทรัพย์หลบภัยในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
  • สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ: เช่น อสังหาริมทรัพย์, โครงสร้างพื้นฐาน ที่มีแนวโน้มสร้างกระแสเงินสดที่คงที่

จุดเด่นของ Core Portfolio คือความสามารถในการจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside Protection) ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ตลาดเผชิญกับปัจจัยลบที่รุนแรง พอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีอาจปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยรักษามูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว

Satellite Portfolio: ส่วนเสริมสร้างการเติบโต

ในขณะที่พอร์ตหลักเน้นความมั่นคง พอร์ตส่วนเสริมซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% จะถูกจัดสรรเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง แม้จะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นก็ตาม พอร์ตส่วนนี้มีความยืดหยุ่นสูงและมุ่งเน้นการลงทุนในเชิงรุกตามแนวโน้มหรือธีมการลงทุน (Thematic Investing) ที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีเป็นพิเศษในอนาคต

สินทรัพย์ที่มักถูกจัดอยู่ใน Satellite Portfolio ได้แก่:

  • การลงทุนรายประเทศหรือรายภูมิภาค: เช่น ตลาดหุ้นเวียดนาม, จีน ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
  • การลงทุนรายอุตสาหกรรม (Sector Investing): เช่น กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี, กลุ่มการเงิน หรือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
  • การลงทุนตามธีมแห่งอนาคต: ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบทความนี้ เช่น ธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI), พลังงานสะอาด, และสังคมผู้สูงวัย
  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets): เช่น สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากและเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงเท่านั้น

การใช้กลยุทธ์ Core-Satellite ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตที่สมดุล โดยมีรากฐานที่มั่นคงจากพอร์ตหลัก และในขณะเดียวกันก็ไม่พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นจากเทรนด์การเติบโตใหม่ ๆ ผ่านพอร์ตส่วนเสริมนั่นเอง

เจาะลึก 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมีในพอร์ตปี 2569

หลังจากวางรากฐานพอร์ตด้วยกลยุทธ์ Core-Satellite แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคัดเลือกธีมการลงทุนสำหรับพอร์ตส่วนเสริม (Satellite Portfolio) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในระยะยาว สำหรับปี 2569 และต่อไปในทศวรรษหน้า มี 3 เมกะเทรนด์ที่โดดเด่นและกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด เปิดพอร์ตรับปี 2569: 3 ธีมลงทุนแห่งอนาคตที่ต้องมี

ธีมที่ 1: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) – คลื่นลูกใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลง

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีที่กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ, การแพทย์, การเงิน ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ การเติบโตของ Generative AI ได้จุดประกายให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ

  • โอกาสการลงทุน: ครอบคลุมบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ AI, ผู้ผลิตชิปประมวลผลขั้นสูง, ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI, บริษัทที่นำ AI ไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) และระบบอัตโนมัติ (Automation)
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: การเพิ่มขึ้นของข้อมูลมหาศาล, พัฒนาการของพลังการประมวลผล, และความต้องการของภาคธุรกิจในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยง: การประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่มนี้ที่อาจอยู่ในระดับสูง, การแข่งขันที่รุนแรง, ความท้าทายด้านกฎระเบียบและจริยธรรม, รวมถึงความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่อาจทำให้ผู้เล่นบางรายล้าหลังได้

ธีมที่ 2: พลังงานสะอาด (Clean Energy) – เมกะเทรนด์เพื่อความยั่งยืน

ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศทั่วโลก ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหญ่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้อีกต่อไป

  • โอกาสการลงทุน: ประกอบด้วยธุรกิจที่หลากหลายในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม), ผู้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีแบตเตอรี่, ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง, ไปจนถึงบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐทั่วโลก, ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง, และความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (ESG)
  • ความเสี่ยง: การพึ่งพานโยบายและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ, ความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น ลิเธียม, และความท้าทายทางเทคนิคในการสร้างเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

ธีมที่ 3: สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) – โอกาสในธุรกิจสุขภาพและการดูแล

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่สร้างทั้งความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจมหาศาล ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ, การรักษาพยาบาล, และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • โอกาสการลงทุน: อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กลุ่มโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์, บริษัทเวชภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ที่วิจัยและพัฒนายารักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ, ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ (Senior Living), รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และบริการทางการเงินเพื่อการเกษียณ
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป, ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น, และการเพิ่มขึ้นของรายได้และการใส่ใจสุขภาพของคนในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
  • ความเสี่ยง: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสาธารณสุขของภาครัฐ, ความเสี่ยงจากกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ไม่ประสบความสำเร็จ, และการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพที่ค่อนข้างสูง

เปรียบเทียบ 3 ธีมการลงทุนแห่งอนาคต

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญของแต่ละธีมจะช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินและเลือกธีมที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ตารางเปรียบเทียบ 3 ธีมการลงทุนหลักสำหรับปี 2569 ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), พลังงานสะอาด, และสังคมผู้สูงวัย
ปัจจัยเปรียบเทียบ ธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ธีมพลังงานสะอาด ธีมสังคมผู้สูงวัย
ลักษณะการเติบโต เติบโตแบบก้าวกระโดด (Disruptive Growth) เติบโตอย่างมั่นคงตามนโยบาย (Policy-Driven Growth) เติบโตตามโครงสร้างประชากร (Demographic Growth)
ตัวอย่างอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์, เซมิคอนดักเตอร์, คลาวด์คอมพิวติ้ง พลังงานหมุนเวียน, รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ โรงพยาบาล, เวชภัณฑ์, เทคโนโลยีการแพทย์
ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการประมวลผลข้อมูล นโยบายภาครัฐและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก
ความเสี่ยงสำคัญ มูลค่าหุ้นสูง, การแข่งขันรุนแรง, กฎระเบียบ ความไม่แน่นอนของนโยบาย, ราคาวัตถุดิบผันผวน กฎระเบียบด้านสาธารณสุข, ความสำเร็จในการวิจัย
กรอบเวลาการลงทุน ระยะกลางถึงยาว (ขึ้นอยู่กับนวัตกรรม) ระยะยาว (การเปลี่ยนผ่านใช้เวลา) ระยะยาว (แนวโน้มประชากรชัดเจน)

เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตด้วยสินทรัพย์ทางเลือก

นอกเหนือจากการลงทุนในธีมการเติบโตผ่าน Satellite Portfolio แล้ว การเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Core Portfolio หรือพอร์ตโดยรวมด้วยสินทรัพย์ที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างรายได้ประจำก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนสูง

ตราสารหนี้โลก: แหล่งสร้างรายได้ประจำในยุคดอกเบี้ยสูง

หลังจากที่หุ้นหลายกลุ่มได้ปรับตัวขึ้นมามาก การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงของพอร์ต อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ในประเทศไทยอาจให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่ค่อนข้างต่ำ การมองหาโอกาสในตลาดตราสารหนี้โลก (Global Bonds) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกหลายแห่งสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ในระดับสูงกว่า 6% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนจากตราสารหนี้ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในตราสารหนี้โลกไม่เพียงแต่ช่วยสร้างกระแสเงินสดรับที่สม่ำเสมอ แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และสกุลเงิน ลดการพึ่งพาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียว

หุ้นปันผล: กลยุทธ์ Dividend Play สำหรับตลาดหุ้นไทย

สำหรับตลาดหุ้นไทยที่คาดว่าจะเติบโตอย่างจำกัดในปี 2569 กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นหุ้นปันผล หรือ “Dividend Play” จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนอาจไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ได้มากเท่าในอดีต การได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นแหล่งผลตอบแทนที่สำคัญ

หลักการสำคัญในการเลือกหุ้นปันผลคือการมองหาบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีประวัติการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ และมี Valuation ที่ไม่แพงจนเกินไป บริษัทเหล่านี้มักเป็นกิจการที่มีความมั่นคงสูง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนในหุ้นปันผลจึงไม่เพียงแต่สร้างรายได้ประจำ แต่ยังอาจเป็นกลยุทธ์การลงทุนเชิงรับ (Defensive Strategy) ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้อีกด้วย

บทสรุป และแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับปี 2569

การลงทุนในปี 2569 และอนาคตข้างหน้าเรียกร้องให้นักลงทุนต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การยึดติดกับแนวทางการลงทุนแบบเดิมอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้อีกต่อไป การทำความเข้าใจและนำกลยุทธ์การลงทุนเชิงธีมมาปรับใช้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

การจัดพอร์ตโดยใช้หลักการ Core-Satellite เป็นการวางรากฐานที่มั่นคง โดยจัดสรร 80% ของเงินลงทุนในพอร์ตหลักที่เน้นการกระจายความเสี่ยงทั่วโลกเพื่อความยั่งยืน และอีก 20% ในพอร์ตเสริมเพื่อแสวงหาการเติบโตจากเมกะเทรนด์แห่งอนาคต โดยสามธีมหลักที่น่าจับตามอง ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), พลังงานสะอาด, และ สังคมผู้สูงวัย ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในระยะยาว

นอกเหนือจากธีมการเติบโตแล้ว การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตด้วยตราสารหนี้โลกที่มีคุณภาพและหุ้นปันผลที่มีพื้นฐานดี จะช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนโดยรวม การเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนคือการศึกษาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้พร้อมสำหรับทุกโอกาสและความท้าทายที่รออยู่ในปี 2569 และทศวรรษต่อจากนี้