เปิดโผ! กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่รับปี 2569
- ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- ภาพรวมข้อเสนอใหม่: การเปลี่ยนแปลงกองทุนลดหย่อนภาษี
- เจาะลึกกลไกการลดหย่อนแบบใหม่: คำนวณตามฐานรายได้
- ทำความรู้จัก TISA: บัญชีลงทุนในหุ้นไทยเพื่อลดหย่อนภาษี
- ตารางเปรียบเทียบเกณฑ์ลดหย่อนภาษี: เกณฑ์ปัจจุบัน vs. ข้อเสนอใหม่
- สถานะล่าสุดและข้อควรรู้สำหรับนักลงทุน
- สรุปและแนวทางการวางแผนการเงินล่วงหน้า
ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกขณะ การวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้มีรายได้ทุกคน ล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับแนวคิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมีการ เปิดโผ! กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่รับปี 2569 ซึ่งเป็นข้อเสนอจากกระทรวงการคลังที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีของไทยไปอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการออมและการลงทุนในระยะยาวให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกทุกรายละเอียดของข้อเสนอใหม่ เพื่อให้นักลงทุนและผู้เสียภาษีได้เตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจก่อนใคร
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

- การรวมเพดานลดหย่อน: ข้อเสนอใหม่รวบวงเงินลดหย่อนจากการลงทุนทั้งหมดไว้ในเพดานเดียวที่ 800,000 บาทต่อปี ซึ่งครอบคลุมทั้ง RMF, Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA ที่จะเกิดขึ้นใหม่
- ตัวคูณตามฐานรายได้: มีการนำเสนอกลไกการคำนวณสิทธิลดหย่อนที่แตกต่างกันตามระดับรายได้ โดยผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิลดหย่อน 1.3 เท่าของเงินลงทุน ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่านั้นจะได้สิทธิ 0.7 เท่า
- บัญชี TISA เพื่อการลงทุนในหุ้น: เปิดตัวบัญชีการออมเพื่อการลงทุนในประเทศไทย (TISA) เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อหุ้นไทยและนำมาลดหย่อนภาษีได้
- สิทธิประโยชน์ด้านเงินปันผล: ข้อเสนอนี้ยังรวมถึงการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับเงินปันผลหรือดอกเบี้ยในวงเงิน 200,000 บาทแรก
- สถานะของข้อเสนอ: แนวคิดทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ
ภาพรวมข้อเสนอใหม่: การเปลี่ยนแปลงกองทุนลดหย่อนภาษี
แนวคิดการปรับปรุงเกณฑ์ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนสำหรับปีภาษี 2569 ถือเป็นความพยายามในการปฏิรูประบบภาษีให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์นักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมและการลงทุนระยะยาวในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะแยกประเภทและวงเงินลดหย่อนที่ซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน ข้อเสนอใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้างระบบที่เข้าใจง่ายและจูงใจนักลงทุนทุกกลุ่ม
ที่มาและความสำคัญของการปรับโครงสร้าง
การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดทุนไทย รูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิมที่มีการแยกวงเงินสำหรับ RMF, SSF (ซึ่งสิ้นสุดไปแล้ว), Thai ESG และกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ อาจสร้างความสับสนและจำกัดทางเลือกสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม การออกแบบระบบใหม่จึงต้องการลดความซับซ้อนดังกล่าวลง พร้อมกับสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้มีรายได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและกระตุ้นการมีส่วนร่วมจากประชาชนในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นไทยผ่านบัญชี TISA ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสถียรภาพให้กับตลาดทุนในระยะยาว
เพดานลดหย่อนใหม่: รวมทุกการลงทุนในวงเงินเดียว
จุดเด่นที่สุดของข้อเสนอใหม่คือการยุบรวมวงเงินลดหย่อนภาษีจากการลงทุนประเภทต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันภายใต้เพดานสูงสุดที่ 800,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มเพดานจากเดิมที่กลุ่มการออมเพื่อการเกษียณมีเพดานรวมอยู่ที่ 500,000 บาท การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินลงทุนมากขึ้น โดยสามารถเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของตนเองได้หลากหลายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเพดานย่อยของแต่ละประเภทอีกต่อไป
ผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะอยู่ภายใต้เพดาน 800,000 บาทนี้ ได้แก่:
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ
- บัญชีการออมเพื่อการลงทุนในประเทศไทย (TISA) (ผลิตภัณฑ์ใหม่)
เจาะลึกกลไกการลดหย่อนแบบใหม่: คำนวณตามฐานรายได้
อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญในข้อเสนอครั้งนี้ คือการนำ “ตัวคูณ” ตามฐานรายได้มาใช้ในการคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบภาษีของไทย แนวคิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง และกลุ่มผู้มีรายได้สูง เพื่อให้การลดหย่อนภาษีเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมเศรษฐกิจและส่งเสริมความเท่าเทียม
กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผู้เสียภาษีที่มีรายได้เงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,500,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากกลไกใหม่นี้ โดยจะได้รับสิทธิหักลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่า ของจำนวนเงินที่ลงทุนจริง
ตัวอย่างเช่น: หากนักลงทุนในกลุ่มนี้ลงทุนในกองทุน RMF หรือ Thai ESG เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท จะสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 130,000 บาท (100,000 x 1.3) ซึ่งหมายความว่านักลงทุนกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่าจำนวนเงินที่ลงทุนไปจริง เป็นการสร้างแรงจูงใจที่ทรงพลังอย่างยิ่งให้คนกลุ่มนี้ ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หันมาออมและลงทุนเพื่ออนาคตมากขึ้น
กลุ่มผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี
ในทางกลับกัน สำหรับผู้เสียภาษีที่มีรายได้เงินได้พึงประเมินสูงกว่า 1,500,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนในอัตรา 0.7 เท่า ของจำนวนเงินที่ลงทุนจริง
ตัวอย่างเช่น: หากนักลงทุนในกลุ่มนี้ลงทุนเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท จะสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 70,000 บาท (100,000 x 0.7) แม้ว่าตัวคูณจะน้อยกว่า 1 แต่ด้วยฐานภาษีที่สูงกว่า การลดหย่อนภาษีก็ยังคงเป็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เพดานรวมที่ขยายเป็น 800,000 บาท ยังช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้สูงสามารถวางแผนการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้นเช่นกัน กลไกนี้สะท้อนถึงความพยายามในการกระจายประโยชน์ทางภาษีให้มีความสมดุลมากขึ้น
ทำความรู้จัก TISA: บัญชีลงทุนในหุ้นไทยเพื่อลดหย่อนภาษี
ข้อเสนอที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นคือการเปิดตัว “บัญชีการออมเพื่อการลงทุนในประเทศไทย” หรือ TISA (Thailand Investment Savings Account) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติ TISA จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และนำเงินลงทุนดังกล่าวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้โดยตรง
TISA คืออะไรและทำงานอย่างไร?
TISA คือบัญชีลงทุนประเภทพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะ นักลงทุนสามารถเปิดบัญชี TISA กับบริษัทหลักทรัพย์ และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นไทยได้ตามปกติ แต่เงินลงทุนที่ใส่เข้าไปในบัญชีนี้ (ตามจำนวนที่กำหนด) จะสามารถนับรวมเป็นค่าลดหย่อนภาษีภายใต้เพดานรวม 800,000 บาทได้
วัตถุประสงค์หลักของ TISA คือการดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยเข้าสู่ตลาดทุนโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวมที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุน การลงทุนผ่าน TISA ทำให้นักลงทุนมีอิสระในการเลือกหุ้นที่สนใจด้วยตนเอง ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นหากมีการคัดเลือกสินทรัพย์ที่ดี อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นโดยตรงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถยอมรับความผันผวนของตลาดได้
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านเงินปันผลและดอกเบี้ย
นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนแล้ว ข้อเสนอใหม่ยังมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับเงินปันผลจากหุ้น หรือดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ ที่ได้รับจากการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีเหล่านี้ โดยจำกัดวงเงินอยู่ที่ 200,000 บาทแรกต่อปีภาษี
สิทธิประโยชน์นี้จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนสุทธิให้กับนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในหุ้นปันผลสูงหรือตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนระยะยาวเพื่อรับกระแสเงินสดจากเงินปันผลและดอกเบี้ยมากขึ้น
ตารางเปรียบเทียบเกณฑ์ลดหย่อนภาษี: เกณฑ์ปัจจุบัน vs. ข้อเสนอใหม่
เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน (ที่ยังคงใช้สำหรับปีภาษี 2567-2568) กับข้อเสนอใหม่สำหรับปี 2569 ได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | เกณฑ์ปัจจุบัน (ปีภาษี 2567-2568) | ข้อเสนอใหม่ (คาดการณ์สำหรับปีภาษี 2569) |
|---|---|---|
| เพดานลดหย่อนรวม | แยกตามประเภท: – กลุ่มเกษียณ (RMF, PVD, etc.) ไม่เกิน 500,000 บาท – Thai ESG ไม่เกิน 300,000 บาท (แยกต่างหาก) |
รวมทุกประเภทในเพดานเดียว ไม่เกิน 800,000 บาท |
| ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม | RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ, Thai ESG, Thai ESGX (มีเงื่อนไขต่างกัน) | RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ, Thai ESG, และ บัญชี TISA (ซื้อหุ้นไทย) |
| วิธีการคำนวณสิทธิลดหย่อน | ลดหย่อนตามจริง แต่ไม่เกิน 30% ของรายได้ และไม่เกินเพดานของแต่ละประเภท | คำนวณแบบมีตัวคูณตามรายได้: – รายได้ ≤ 1.5 ล้าน: ลดหย่อน 1.3 เท่า – รายได้ > 1.5 ล้าน: ลดหย่อน 0.7 เท่า |
| เงื่อนไขการถือครอง | แตกต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น RMF (ถือถึงอายุ 55 ปี), Thai ESG (5 ปี), Thai ESGX (10 ปี) | ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเงื่อนไขการถือครองของแต่ละผลิตภัณฑ์ภายใต้เกณฑ์ใหม่ |
| สิทธิประโยชน์ด้านเงินปันผล/ดอกเบี้ย | เงินปันผลจากกองทุนรวมเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ยกเว้นบางกรณี) | ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับเงินปันผล/ดอกเบี้ย 200,000 บาทแรก |
สถานะล่าสุดและข้อควรรู้สำหรับนักลงทุน
สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนและผู้เสียภาษีทุกคนต้องตระหนักในเวลานี้คือ ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียง “ข้อเสนอ” ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงการคลังเพื่อเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีผลบังคับใช้จริงในปัจจุบัน
ข้อควรจำ: เกณฑ์การลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2567 และ 2568 ยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม นักลงทุนยังคงสามารถลงทุนใน RMF, Thai ESG และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขปัจจุบันจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ในระหว่างที่รอความชัดเจนจากภาครัฐ นักลงทุนควรดำเนินการดังนี้:
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: คอยอัปเดตข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความคืบหน้าของข้อเสนอนี้ เพื่อให้สามารถปรับแผนการลงทุนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ
- ทบทวนแผนการลงทุนปัจจุบัน: ประเมินพอร์ตการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ ว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่
- วางแผนล่วงหน้า: เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจในหลักการของข้อเสนอใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมหากมีการบังคับใช้จริงในปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์และจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สรุปและแนวทางการวางแผนการเงินล่วงหน้า
การเปิดโผกองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่รับปี 2569 นับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงการวางแผนการเงินของไทย ด้วยแนวคิดที่ทันสมัยและตอบโจทย์นักลงทุนมากขึ้น ทั้งการรวมเพดานลดหย่อนเป็น 800,000 บาท, การใช้ตัวคูณตามฐานรายได้, และการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนหุ้นไทยผ่านบัญชี TISA ล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของทุกคนอย่างแน่นอน
แม้ว่าทุกอย่างจะยังเป็นเพียงข้อเสนอที่รอการอนุมัติ แต่การศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าถือเป็นความได้เปรียบ การทำความเข้าใจในกลไกและเงื่อนไขต่างๆ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์การลงทุนและปรับพอร์ตของตนเองให้สอดรับกับเกณฑ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสมที่สุดเมื่อถึงเวลา การวางแผนการเงินที่ดีคือหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และการเปลี่ยนแปลงทางภาษีในครั้งนี้ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี