Home » เที่ยวไทย Net Zero: 5 ทริปปล่อยคาร์บอนต่ำ รับเทรนด์ 2026

เที่ยวไทย Net Zero: 5 ทริปปล่อยคาร์บอนต่ำ รับเทรนด์ 2026

สารบัญ

กระแสความยั่งยืนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว สำหรับประเทศไทย แนวคิด เที่ยวไทย Net Zero: 5 ทริปปล่อยคาร์บอนต่ำ รับเทรนด์ 2026 จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทิศทางใหม่ที่ตอบสนองต่อนโยบายระดับชาติและความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเดินทางรูปแบบนี้มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้เหลือน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์คืนสู่ชุมชนและธรรมชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความหมายและยั่งยืนอย่างแท้จริง

สรุปประเด็นสำคัญของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

เที่ยวไทย Net Zero: 5 ทริปปล่อยคาร์บอนต่ำ รับเทรนด์ 2026 - net-zero-travel-thailand-2026

  • Net Zero Tourism คือแนวทางการท่องเที่ยวที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ผ่านการลดการใช้พลังงาน การเลือกใช้พลังงานสะอาด และการชดเชยคาร์บอน
  • ประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการ Carbon Neutral Tourism (CNT) อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศสู่จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืนระดับโลก และตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050
  • เทรนด์การท่องเที่ยวโลกปี 2026 ที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ ได้แก่ Coolcation Travel (เที่ยวในที่เย็น), Slow Travel (เที่ยวช้าๆ ในเมืองเล็ก) และ Low-Carbon Luxury (ความหรูหราที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม)
  • มีแพ็กเกจทัวร์ที่ผ่านการรับรองว่าสามารถชดเชยคาร์บอนเครดิตได้สมบูรณ์แล้วกว่า 300 แพ็กเกจทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางได้อย่างสบายใจ
  • การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจ Net Zero Tourism: เทรนด์ใหม่ของการเดินทางที่ใส่ใจโลก

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน แนวคิด “Net Zero Tourism” หรือการท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นคำตอบสำหรับความท้าทายนี้ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความสุขในการเดินทางกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ต่อไปยังคนรุ่นหลัง

นิยามและความสำคัญของการท่องเที่ยวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

การท่องเที่ยวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Tourism – CNT) คือรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวที่คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกกิจกรรมในทริป ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ จากนั้นจึงพยายามลดการปล่อยก๊าซเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ส่วนที่เหลือซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะถูกชดเชยผ่านการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จนทำให้ปริมาณการปล่อยสุทธิเป็น “ศูนย์”

ความสำคัญของแนวทางนี้ไม่ได้อยู่แค่การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคุณภาพสูง เริ่มมองหาประสบการณ์การเดินทางที่สอดคล้องกับค่านิยมด้านความยั่งยืนมากขึ้น การปรับตัวสู่ CNT จึงเป็นการสร้างจุดขายใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ

เป้าหมายระดับชาติ: ประเทศไทยกับการเดินทางสู่ Net Zero ภายในปี 2050

รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และเป้าหมายระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035 (เทียบกับฐานปี 2019) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจึงต้องมีบทบาทสำคัญ

ความร่วมมือระหว่าง 16 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Make Green in Thailand” ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ Carbon Neutral Tourism อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ไม่เพียงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนการชดเชยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำรวจ 5 แนวคิดทริปคาร์บอนต่ำในไทยสำหรับปี 2569

เพื่อตอบรับเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero การเดินทางในประเทศไทยสามารถออกแบบให้ปล่อยคาร์บอนต่ำได้หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยเทรนด์การท่องเที่ยวโลกที่กำลังมาแรงและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศ ต่อไปนี้คือ 5 แนวคิดทริปคาร์บอนต่ำที่น่าสนใจสำหรับเที่ยวไทย 2569

1. ทริป Coolcation: หลบร้อนไปพักใจในพื้นที่สีเขียว

Coolcation Travel คือเทรนด์การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นสบาย เพื่อหลีกหนีจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสอดคล้องกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างยิ่ง เพราะแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา หรืออุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • เดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ: การเดินทางด้วยเท้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมกับซึมซับความงามของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
  • พักแรมในอุทยานแห่งชาติ: เลือกพักในที่พักของอุทยานฯ หรือโฮมสเตย์ชุมชนใกล้เคียง เพื่อลดการเดินทางและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • เยี่ยมชมโครงการหลวง: เรียนรู้วิถีเกษตรกรรมยั่งยืนและอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนบนพื้นที่สูง เช่น กาแฟ ชา และผักผลไม้เมืองหนาว

พื้นที่แนะนำ: จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, เลย หรืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

2. ทริป Slow Travel: ดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่นในเมืองรอง

Slow Travel คือการท่องเที่ยวที่ไม่เร่งรีบ เน้นการใช้เวลาอยู่ในสถานที่แห่งเดียวนานขึ้น เพื่อทำความรู้จักและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และผู้คนในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แนวคิดนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทางที่บ่อยครั้งและระยะทางไกลๆ อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่เมืองรอง ลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • พักในโฮมสเตย์หรือที่พักขนาดเล็ก: สัมผัสวิถีชีวิตจริงและสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของที่พัก
  • เข้าร่วมเวิร์กช็อปงานฝีมือท้องถิ่น: เรียนรู้การทอผ้า ปั้นดินเผา หรือทำอาหารพื้นเมือง เพื่อเข้าใจมรดกทางวัฒนธรรมและสนับสนุนช่างฝีมือในชุมชน
  • ใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือจักรยาน: สำรวจเมืองในมุมมองที่ต่างออกไปและลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

พื้นที่แนะนำ: จังหวัดน่าน, ลำปาง, ตรัง, จันทบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นเมืองรองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

3. ทริป Low-Carbon Luxury: สัมผัสความหรูหราอย่างยั่งยืน

เทรนด์ Low-Carbon Luxury Travel กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนที่ต้องการความสะดวกสบายควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โรงแรมและรีสอร์ทหรูหลายแห่งในไทยได้ปรับตัวโดยนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ การจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการให้บริการที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่น

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คาดหวังให้มีบริการเสริม เช่น Carbon-tracking ซึ่งเป็นระบบติดตามและคำนวณการปล่อยคาร์บอนตลอดทริป เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ชดเชยคาร์บอนได้

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • เลือกพักในรีสอร์ทสีเขียว: มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Hotel, LEED Certificate)
  • รับประทานอาหารแบบ Farm-to-Table: ลิ้มลองเมนูที่รังสรรค์จากวัตถุดิบออร์แกนิกที่ปลูกในฟาร์มของโรงแรมหรือจากเกษตรกรในพื้นที่
  • สปาเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม: ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรท้องถิ่นในการบำบัดร่างกายและจิตใจ

พื้นที่แนะนำ: เกาะสมุย, ภูเก็ต, กระบี่ หรือพื้นที่ที่มีรีสอร์ทเชิงอนุรักษ์ชั้นนำ

4. ทริป Regenerative: การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูชุมชนและธรรมชาติ

Regenerative Travel คือขั้นกว่าของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแค่ “ไม่สร้างผลกระทบ” แต่ต้อง “สร้างผลกระทบเชิงบวก” ทิ้งไว้เบื้องหลัง กล่าวคือนักท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและพัฒนาสภาพแวดล้อมหรือชุมชนที่ไปเยือนให้ดีขึ้นกว่าเดิม การเดินทางลักษณะนี้มอบความรู้สึกอิ่มใจและสร้างความผูกพันกับสถานที่ได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • อาสาสมัครปลูกป่าชายเลน: ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและกำแพงป้องกันการกัดเซาะตามธรรมชาติ
  • ร่วมกิจกรรมฟื้นฟูปะการัง: เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพใต้ท้องทะเล
  • สนับสนุนกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise): เลือกซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจที่นำผลกำไรกลับไปพัฒนาชุมชน

พื้นที่แนะนำ: ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด หรือศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลในจังหวัดต่างๆ

5. ทริปแพ็กเกจ CNT: เลือกเส้นทางที่ชดเชยคาร์บอนแล้ว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกและมั่นใจว่าการเดินทางของตนเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างแท้จริง การเลือกใช้แพ็กเกจทัวร์ที่ได้รับการรับรองภายใต้โครงการ Carbon Neutral Tourism (CNT) คือคำตอบที่ดีที่สุด ปัจจุบัน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้พัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยว CNT กว่า 300 รายการทั่วประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมและเส้นทางที่หลากหลาย

แพ็กเกจเหล่านี้ได้รับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาเป็นอย่างดี และได้ทำการชดเชยคาร์บอนเครดิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ทัวร์เอื้องหลวงของการบินไทย ที่ได้นำเส้นทางบินมาผนวกกับแพ็กเกจ CNT และวางจำหน่ายในระบบแล้ว

เปรียบเทียบแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแต่ละรูปแบบ

แม้ว่าแนวคิดการท่องเที่ยวแต่ละรูปแบบจะมีเป้าหมายร่วมกันในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีจุดเน้นและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกรูปแบบการเดินทางที่ตรงกับความสนใจและค่านิยมของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ 4 แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในประเทศไทย
คุณลักษณะ Coolcation Travel Slow Travel Low-Carbon Luxury Regenerative Travel
เป้าหมายหลัก หลีกหนีความร้อน พักผ่อนในธรรมชาติ ดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สัมผัสประสบการณ์หรูหราที่ยั่งยืน สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ที่ไปเยือน
ประเภทกิจกรรม เดินป่า, ตั้งแคมป์, เที่ยวภูเขา/น้ำตก พักโฮมสเตย์, เรียนรู้งานฝีมือ, เที่ยวชมวิถีชีวิต พักรีสอร์ทสีเขียว, ทานอาหาร Farm-to-Table, สปา ปลูกป่า, ฟื้นฟูปะการัง, อาสาพัฒนาชุมชน
ความเร็วในการเดินทาง ปานกลางถึงช้า ช้ามาก เน้นอยู่กับที่ ยืดหยุ่นตามโปรแกรม ช้า เน้นการมีส่วนร่วม
ผลกระทบ ลดคาร์บอนจากการเลือกจุดหมายปลายทาง ลดคาร์บอนจากการเดินทาง, กระจายรายได้ ลดคาร์บอนผ่านเทคโนโลยีและการจัดการ ลดคาร์บอนและฟื้นฟูระบบนิเวศ/สังคม

นักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นเดินทางแบบ Net Zero ได้อย่างไร?

การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำสามารถเริ่มต้นได้จากตัวนักท่องเที่ยวเอง ผ่านการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติตัวในระหว่างทริป

การวางแผนการเดินทาง

จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือการวางแผนอย่างรอบคอบ พิจารณาเลือกจุดหมายปลายทางที่อยู่ไม่ไกลเพื่อลดการเดินทางทางอากาศซึ่งปล่อยคาร์บอนสูง หากจำเป็นต้องเดินทางไกล ให้เลือกสายการบินที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนหรือมีโครงการชดเชยคาร์บอน นอกจากนี้ การเดินทางเป็นกลุ่มหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัวก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบได้

การเลือกที่พักและกิจกรรม

ปัจจุบันมีที่พักจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวสามารถมองหาสัญลักษณ์หรือใบรับรองต่างๆ เช่น Green Hotel หรือมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในส่วนของกิจกรรม ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่รบกวนระบบนิเวศ เช่น การพายเรือคายัคแทนการใช้เรือยนต์ การเดินชมธรรมชาติแทนการขับรถ ATV และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวโดยชุมชนซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

การบริโภคอย่างรับผิดชอบ

การบริโภคในระหว่างการเดินทางมีผลอย่างมากต่อคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลเพื่อลดการขนส่ง พกขวดน้ำหรือแก้วกาแฟส่วนตัวเพื่อลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และอุดหนุนสินค้าหัตถกรรมจากชาวบ้านแทนของที่ระลึกที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

บทสรุป: อนาคตของการท่องเที่ยวไทยที่ยั่งยืน

เที่ยวไทย Net Zero ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นทิศทางที่จำเป็นสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย การเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ และตอบสนองต่อความคาดหวังของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การผสานแนวคิด Coolcation, Slow Travel, Low-Carbon Luxury และ Regenerative Travel เข้ากับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทย จะช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แปลกใหม่และมีความหมาย

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตัวนักท่องเที่ยวเอง คือกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นจริงได้อย่างแพร่หลาย การเลือกเดินทางอย่างรับผิดชอบในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป