Home » ลงทุนของหรูหลักร้อย! เจาะเทรนด์ Fractional Ownership

ลงทุนของหรูหลักร้อย! เจาะเทรนด์ Fractional Ownership

สารบัญ

ประเด็นสำคัญของการลงทุนแบบ Fractional Ownership

ลงทุนของหรูหลักร้อย! เจาะเทรนด์ Fractional Ownership - fractional-ownership-investment-thailand

  • การเข้าถึงสินทรัพย์มูลค่าสูง: Fractional Ownership หรือ การลงทุนแบบเศษส่วน คือการแบ่งกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ราคาสูงออกเป็นหน่วยย่อยๆ ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์หรู เช่น อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หรือของสะสม ได้ด้วยเงินทุนเริ่มต้นหลักร้อยหรือหลักพันบาท
  • ลดอุปสรรคด้านเงินทุน: รูปแบบการลงทุนนี้ช่วยทลายกำแพงด้านเงินทุนที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการซื้อสินทรัพย์ทั้งชิ้นมาเป็นการร่วมลงทุนกับผู้อื่น ทำให้การเป็นเจ้าของสินทรัพย์หรูไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
  • กระจายความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่อง: นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทด้วยงบประมาณที่จำกัด นอกจากนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชนยังเข้ามาช่วยแปลงกรรมสิทธิ์เป็นโทเคนดิจิทัล ทำให้การซื้อขายเปลี่ยนมือง่ายขึ้นและเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
  • เทรนด์ที่กำลังมาแรงในไทย: ตลาดในประเทศไทยเริ่มตื่นตัวกับ Fractional Ownership โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดเทล ที่นำเสนอผลตอบแทนจากการเช่าและสิทธิ์ในการเข้าพัก ซึ่งดึงดูดนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มองหาทั้งผลตอบแทนและไลฟ์สไตล์

การลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูงอย่างอสังหาริมทรัพย์ริมทะเล นาฬิกาหรู หรือผลงานศิลปะชิ้นเอก อาจเคยเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แค่ในวงของนักลงทุนที่มีเงินทุนมหาศาล แต่ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์การลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Fractional Ownership หรือ “การถือครองกรรมสิทธิ์แบบสัดส่วน” ซึ่งกำลังกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่เปิดประตูให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์หรูได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท

แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ทลายกำแพงทางการเงิน แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่แต่เดิมเข้าถึงได้ยาก บทความนี้จะเจาะลึกถึงแก่นของ Fractional Ownership ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน เทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไปจนถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาปฏิวัติวงการ และข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนแห่งอนาคตนี้

สู่ยุคใหม่ของการลงทุน: เมื่อสินทรัพย์หรูกลายเป็นของทุกคน

การเกิดขึ้นของ Fractional Ownership ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล แนวคิดนี้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มองหาความยืดหยุ่น การเข้าถึงที่ง่าย และโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งจากสินทรัพย์ที่หลากหลายมากกว่าแค่หุ้นหรือกองทุนรวมแบบดั้งเดิม

เหตุผลที่เทรนด์นี้มีความสำคัญและน่าจับตามองในปี 2569 และปีต่อๆ ไป มีหลายประการด้วยกัน ประการแรกคือ การเปิดโอกาสให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมมากขึ้น นักลงทุนรายย่อยไม่จำเป็นต้องมีเงินเก็บหลักล้านเพื่อเป็นเจ้าของคอนโดตากอากาศหรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ประการที่สองคือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับสินทรัพย์ที่โดยปกติแล้วซื้อขายได้ยาก เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือของสะสม ทำให้เจ้าของเดิมสามารถระดมทุนได้รวดเร็วขึ้น และนักลงทุนใหม่ก็สามารถเข้า-ออกจากการลงทุนได้ง่ายกว่าเดิม

กลุ่มบุคคลที่ควรให้ความสนใจกับการลงทุนรูปแบบนี้มีหลากหลาย ตั้งแต่นักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก ไปจนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์ซึ่งต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ยังรวมถึงกลุ่มคนที่ชื่นชอบและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์บางอย่าง เช่น ผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาหรูแต่ไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อทั้งเรือน การลงทุนแบบเศษส่วนจึงเป็นทั้งการลงทุนและยังตอบสนองต่อความต้องการทางไลฟ์สไตล์ไปพร้อมกัน

ทำความเข้าใจ Fractional Ownership: แนวคิดการเป็นเจ้าของร่วม

Fractional Ownership คือรูปแบบการลงทุนที่บุคคลหลายฝ่ายซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกัน สามารถร่วมกันถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์มูลค่าสูงชิ้นเดียวกันได้ โดยสินทรัพย์นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น “ส่วน” หรือ “เศษส่วน” (Fraction) ที่มีมูลค่าเท่าๆ กัน นักลงทุนแต่ละรายสามารถเลือกซื้อจำนวนเศษส่วนได้ตามงบประมาณและความต้องการของตนเอง

หัวใจสำคัญของ Fractional Ownership คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก “การเป็นเจ้าของทั้งหมด” (Sole Ownership) มาสู่ “การเป็นเจ้าของร่วมกัน” (Shared Ownership) ซึ่งทำให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของลดลงอย่างมหาศาล

หลักการพื้นฐานของการถือครองกรรมสิทธิ์แบบสัดส่วน

หลักการทำงานของ Fractional Ownership สามารถอธิบายได้ง่ายๆ ผ่านตัวอย่างสมมติ หากมีคอนโดมิเนียมหรูมูลค่า 10 ล้านบาท แทนที่จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวที่ต้องจ่ายเงินทั้งหมด โครงการอาจแบ่งกรรมสิทธิ์ออกเป็น 100 ส่วน ส่วนละ 100,000 บาท นักลงทุนที่สนใจก็สามารถซื้อกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 ส่วนขึ้นไป

ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์แต่ละรายจะได้รับสิทธิตามสัดส่วนที่ตนเองลงทุน ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วย:

  • กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย: ผู้ลงทุนจะได้รับการยืนยันความเป็นเจ้าของตามสัดส่วน อาจอยู่ในรูปแบบของโฉนดร่วม, หุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อถือครองสินทรัพย์นั้น, หรือในยุคใหม่คือโทเคนดิจิทัลบนระบบบล็อกเชน
  • สิทธิ์ในการใช้ประโยชน์: สำหรับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น บ้านพักตากอากาศหรือเรือยอชต์ เจ้าของร่วมมักจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น ปีละ 2-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการลงทุน
  • ผลตอบแทนจากการลงทุน: หากสินทรัพย์นั้นถูกนำไปสร้างรายได้ เช่น การปล่อยเช่าคอนโดเทล ผลกำไรที่ได้จะถูกแบ่งปันให้กับเจ้าของร่วมทุกคนตามสัดส่วนการถือครอง หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
  • ภาระค่าใช้จ่ายร่วมกัน: ค่าบำรุงรักษา ค่าบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์จะถูกแบ่งเฉลี่ยให้กับเจ้าของทุกคนตามสัดส่วนเช่นกัน ทำให้ภาระของแต่ละคนลดลง

ประเภทสินทรัพย์ที่นิยมในการลงทุนแบบเศษส่วน

ในอดีต Fractional Ownership มักถูกใช้กับสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวหรือเรือยอชต์ แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้ขยายไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดโอกาสการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่:

  1. อสังหาริมทรัพย์: เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเฉพาะบ้านพักตากอากาศ คอนโดเทลหรู หรือวิลล่าในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับทั้งผลตอบแทนจากการเช่าและสิทธิ์ในการเข้าพัก
  2. ของสะสมมูลค่าสูง: สินทรัพย์อย่างรถยนต์คลาสสิก, นาฬิกาหรู, ไวน์หายาก, หรือกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ด ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ก็สามารถนำมาแบ่งกรรมสิทธิ์เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยร่วมลงทุนได้
  3. ผลงานศิลปะ: ภาพวาดหรือประติมากรรมจากศิลปินชื่อดังที่มีมูลค่าหลายล้านบาท สามารถถูกแปลงเป็นหน่วยลงทุนย่อยๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสมและนักลงทุนทั่วไปได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานชิ้นเอก
  4. สินทรัพย์อื่นๆ: แนวคิดนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต

เจาะลึกเทรนด์ Fractional Ownership ในประเทศไทยปี 2569

สำหรับประเทศไทย เทรนด์ Fractional Ownership กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความคุ้นเคยกับการลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว ผู้พัฒนาโครงการหลายรายเริ่มนำโมเดลนี้มาปรับใช้เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นและไม่ต้องการแบกรับภาระหนี้สินก้อนโตจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหลัง

กรณีศึกษา: ตลาดอสังหาริมทรัพย์และคอนโดเทล

คอนโดเทล (Condotel) หรือคอนโดมิเนียมที่บริหารจัดการในรูปแบบโรงแรม คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำ Fractional Ownership มาใช้ในไทย โครงการเหล่านี้มักตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา หรือหัวหิน

รูปแบบการลงทุนมักจะเป็นดังนี้: โครงการคอนโดเทล A มีห้องพักมูลค่า 10 ล้านบาท แทนที่จะขายให้นักลงทุนเพียงรายเดียว โครงการจะแบ่งกรรมสิทธิ์ห้องออกเป็น 10 ส่วน (หรือมากกว่านั้น) ในราคาหน่วยลงทุนละ 1 ล้านบาท นักลงทุนสามารถซื้อ 1 ส่วน หรือมากกว่านั้นก็ได้ โดยโครงการจะนำห้องพักไปบริหารจัดการปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี และนำรายได้มาแบ่งปันให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนทุกคน

จุดเด่นที่ทำให้โมเดลนี้น่าสนใจคือ:

  • ผลตอบแทนที่คาดหวัง: โครงการส่วนใหญ่มักจะการันตีผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield) ในช่วงปีแรกๆ โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 6-7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  • สิทธิ์ในการเข้าพัก: ผู้ลงทุนมักจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าพักฟรีตามจำนวนวันที่กำหนดในแต่ละปี ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ของตนเองได้ด้วย
  • นโยบายการซื้อคืน: บางโครงการมีนโยบายรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเมื่อครบกำหนดสัญญา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้กับนักลงทุน

ข้อได้เปรียบของการลงทุนรูปแบบใหม่

การลงทุนแบบ Fractional Ownership มอบข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบข้อดีของการลงทุนแบบ Fractional Ownership
ข้อดี รายละเอียด
ลดเงินลงทุนเริ่มต้น เปลี่ยนจากการลงทุนหลักหลายล้านบาทเพื่อซื้อสินทรัพย์ทั้งชิ้น เหลือเพียงหลักแสนหรือหลักหมื่นบาทต่อหน่วยลงทุน ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
กระจายความเสี่ยง แทนที่จะนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ชิ้นเดียว นักลงทุนสามารถกระจายเงินไปลงทุนใน Fractional Ownership ของสินทรัพย์หลายประเภทหรือหลายทำเลได้
สิทธิ์การใช้งานและผลตอบแทน ผู้ลงทุนไม่เพียงได้รับผลตอบแทนในรูปแบบตัวเงิน (จากค่าเช่า) แต่ยังได้รับสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย เช่น การเข้าพักในคอนโดตากอากาศ
ลดภาระการบริหารจัดการ โดยส่วนใหญ่จะมีบริษัทมืออาชีพเข้ามาดูแลเรื่องการบำรุงรักษา การปล่อยเช่า และการจัดการต่างๆ ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องเสียเวลาจัดการด้วยตนเอง
สภาพคล่องที่สูงขึ้น การซื้อขายหน่วยลงทุนย่อยๆ ทำได้ง่ายกว่าการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ทั้งชิ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก

นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อน Fractional Ownership

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Fractional Ownership ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่มีเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาดั้งเดิมของการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของ Fintech และ Blockchain ในการแปลงสินทรัพย์

แพลตฟอร์มฟินเทคสมัยใหม่ได้สร้างตลาดกลางดิจิทัลที่ทำให้นักลงทุนและเจ้าของสินทรัพย์สามารถมาพบเจอกันได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แต่สิ่งที่ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริงคือการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการที่เรียกว่า “การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน” (Asset Tokenization)

กระบวนการนี้คือการนำสินทรัพย์ที่จับต้องได้ในโลกจริง เช่น อาคารสำนักงานหรือภาพวาดราคาแพง มาแปลงมูลค่าและกรรมสิทธิ์ให้อยู่ในรูปแบบของ “โทเคนดิจิทัล” บนเครือข่ายบล็อกเชน แต่ละโทเคนจะแสดงถึงสัดส่วนความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นๆ ข้อดีของวิธีนี้คือ:

  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ทุกธุรกรรมการซื้อขายโทเคนจะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนซึ่งไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบประวัติความเป็นเจ้าของได้อย่างโปร่งใส
  • การทำธุรกรรมที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ: การโอนกรรมสิทธิ์ผ่านโทเคนดิจิทัลสามารถทำได้เกือบจะทันทีและมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการทางเอกสารที่ซับซ้อน
  • การแบ่งหน่วยที่เล็กลง: เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นหน่วยย่อยๆ ได้จำนวนมากและมีมูลค่าต่ำมาก เช่น แบ่งคอนโดมูลค่า 10 ล้านบาท ออกเป็น 1 ล้านโทเคน ทำให้สามารถลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 10 บาท

การแก้ปัญหาด้านสภาพคล่องและเงินทุนขั้นต่ำ

ในอดีต ปัญหาใหญ่ของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือของสะสมคือ “สภาพคล่องต่ำ” หมายความว่าการจะเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นกลับเป็นเงินสดนั้นทำได้ยากและใช้เวลานาน แต่ Asset Tokenization เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยตรง

เมื่อกรรมสิทธิ์อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล มันสามารถถูกซื้อขายได้บนตลาดรอง (Secondary Market) ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายกับการซื้อขายหุ้นหรือสกุลเงินดิจิทัล สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหรือขายสัดส่วนความเป็นเจ้าของของตนเองได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพิ่มสภาพคล่องให้กับการลงทุนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากนี้ การที่สามารถแบ่งหน่วยลงทุนได้เล็กมากยังเป็นการทลายกำแพงเรื่องเงินทุนขั้นต่ำได้อย่างสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์พรีเมียมได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Fractional Ownership กลายเป็นเทรนด์การลงทุนที่เข้าถึงได้สำหรับมหาชน (Democratization of Investment)

ข้อควรพิจารณาและความท้าทายของการลงทุน

แม้ว่า Fractional Ownership จะมีข้อดีและโอกาสที่น่าสนใจมากมาย แต่ก็เช่นเดียวกับการลงทุนทุกประเภทที่มีความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาที่นักลงทุนต้องศึกษาทำความเข้าใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

สภาพคล่องและเงื่อนไขการขายต่อ

ถึงแม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่ในทางปฏิบัติ สภาพคล่องของหน่วยลงทุนแบบเศษส่วนยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความน่าสนใจของสินทรัพย์นั้นๆ และการมีอยู่ของตลาดรองที่มีประสิทธิภาพในการซื้อขาย

นักลงทุนควรตรวจสอบเงื่อนไขการขายต่ออย่างละเอียด บางโครงการอาจมีข้อกำหนดพิเศษ เช่น “สิทธิ์ในการปฏิเสธก่อน” (Right of First Refusal) ซึ่งหมายความว่าหากต้องการขายหน่วยลงทุน จะต้องเสนอขายให้กับเจ้าของร่วมคนอื่นๆ ก่อน หรืออาจมีนโยบายการขายคืน (Resale Policy) ที่กำหนดโดยผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม

ค่าใช้จ่ายแฝงและการบริหารจัดการ

การเป็นเจ้าของร่วมหมายถึงการต้องร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นั้นด้วย ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วย:

  • ค่าบริหารจัดการรายปี: เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับบริษัทที่ดูแลสินทรัพย์ ซึ่งครอบคลุมค่าบำรุงรักษา, ค่าประกันภัย, ค่าส่วนกลาง, และค่าดำเนินการอื่นๆ
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: หากลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมหรือค่าบริการรายปี
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหญ่: ในกรณีที่สินทรัพย์ต้องมีการซ่อมแซมหรือปรับปรุงครั้งใหญ่ เจ้าของร่วมทุกคนอาจต้องร่วมกันลงเงินเพิ่มเติม

นักลงทุนจำเป็นต้องนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาคำนวณเพื่อประเมินผลตอบแทนสุทธิที่แท้จริงจากการลงทุน

กรอบการกำกับดูแลและความชัดเจนทางกฎหมาย

เนื่องจาก Fractional Ownership โดยเฉพาะในรูปแบบที่ใช้โทเคนดิจิทัล เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ กรอบการกำกับดูแลและกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโครงสร้างทางกฎหมายของโครงการที่เลือกลงทุน ว่ามีการคุ้มครองสิทธิ์ของนักลงทุนอย่างชัดเจนและรัดกุมเพียงใด

อนาคตของการลงทุนแบบเศษส่วน: มากกว่าแค่อสังหาริมทรัพย์

แม้ว่าปัจจุบันในประเทศไทย เทรนด์ Fractional Ownership จะกระจุกตัวอยู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก แต่ศักยภาพของมันนั้นไปได้ไกลกว่านั้นมาก ในอนาคตอันใกล้ คาดว่าจะได้เห็นการนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์ทางเลือกประเภทอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งจะสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยมีมาก่อน

ลองจินตนาการถึงการเป็นเจ้าของร่วมในทีมกีฬา, สิทธิ์ในผลงานเพลงฮิต, ฟาร์มกังหันลม, หรือแม้กระทั่งป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์ที่สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ทุกสิ่งที่มีมูลค่าและสามารถสร้างกระแสเงินสดหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ล้วนมีศักยภาพที่จะถูกนำมาทำให้เป็น Fractional Ownership ได้ทั้งสิ้น สิ่งนี้จะทำให้นิยามของ “การลงทุน” ขยายขอบเขตกว้างขึ้นอย่างมาก

ใครคือกลุ่มเป้าหมายของการลงทุนประเภทนี้?

กลุ่มเป้าหมายหลักของการลงทุนแบบ Fractional Ownership คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z) ที่เติบโตมากับเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดี คนกลุ่มนี้มักจะมองหาการลงทุนที่ยืดหยุ่น, ใช้เงินเริ่มต้นไม่สูง, และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความสนใจของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนรูปแบบนี้ก็ยังเหมาะกับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่จับต้องได้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้น หรือกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ (Passive Income) โดยไม่ต้องแบกรับภาระการบริหารจัดการด้วยตนเอง

สรุป: Fractional Ownership ทางเลือกใหม่แห่งการลงทุน

Fractional Ownership ไม่ใช่เพียงแค่กระแสการลงทุนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของโลกการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของและการสร้างความมั่งคั่งไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการทลายกำแพงด้านเงินทุนและเพิ่มสภาพคล่องผ่านเทคโนโลยี มันได้เปิดประตูสู่โลกของสินทรัพย์หรูและสินทรัพย์ทางเลือกให้กับคนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จากคอนโดเทลริมหาดในไทยไปจนถึงผลงานศิลปะระดับโลก โอกาสในการเป็นเจ้าของร่วมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยง การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน, การทำความเข้าใจในตัวสินทรัพย์, การประเมินเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่างๆ, และการเลือกแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการลงทุนแห่งอนาคตนี้ สำหรับผู้ที่พร้อมจะเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ Fractional Ownership อาจเป็นกุญแจดอกสำคัญในการปลดล็อกโอกาสและสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาว