Home » AI ลวงลงทุน! จับไต๋ 5 กลลวงใหม่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

AI ลวงลงทุน! จับไต๋ 5 กลลวงใหม่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สารบัญ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอาชญากรรมไซเบอร์อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกลโกงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างน่ากังวล ปัจจุบัน การใช้ AI เพื่อสร้างกลลวงการลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ภาพรวมกลโกง AI ที่ต้องรู้ทัน

AI ลวงลงทุน! จับไต๋ 5 กลลวงใหม่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ - ai-investment-scam-thailand-2026

การทำความเข้าใจกลวิธีหลักที่มิจฉาชีพใช้เป็นปราการด่านแรกในการป้องกันตัว โดยกลลวงที่พบบ่อยในปัจจุบันมีลักษณะสำคัญดังนี้:

  • การปลอมแปลงตัวตน: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake และ Voice Cloning เพื่อปลอมแปลงเสียงและใบหน้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรจากสถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งบุคคลใกล้ชิด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้โอนเงิน
  • การสร้างความสัมพันธ์ผ่านแชตบอต: AI Chatbot ถูกนำมาใช้สวมรอยเป็นที่ปรึกษาการลงทุนหรือเพื่อนรู้ใจ สามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ สร้างความไว้วางใจเป็นระยะเวลานานก่อนจะชักจูงสู่การลงทุนปลอม
  • การสร้างสื่อปลอมสนับสนุน: มิจฉาชีพใช้ AI สร้างเว็บไซต์ข่าวปลอม บทวิเคราะห์การลงทุน หรือวิดีโอสัมภาษณ์ผู้บริหารปลอม เพื่อสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือและสนับสนุนโครงการลงทุนที่ไม่มีอยู่จริง
  • การหลอกลวงข้ามช่องทาง: กลโกงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโทรศัพท์ แต่เป็นการผสานการทำงานหลายช่องทาง (Omnichannel) ตั้งแต่ SMS, LINE, Facebook ไปจนถึงแอปพลิเคชันปลอม ทำให้เหยื่อรู้สึกเหมือนกำลังติดต่อกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบชัดเจน

บทนำ: อาชญากรรมการเงินในยุคปัญญาประดิษฐ์

สถานการณ์ภัยคุกคามทางการเงินในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างกลโกงที่ซับซ้อนและแนบเนียนกว่าเดิม รายงานด้านอาชญากรรมทางการเงินหลายฉบับชี้ตรงกันว่า ในปี 2569 และปีต่อๆ ไป เราจะได้เห็นการใช้ AI เต็มรูปแบบ ตั้งแต่การสร้างบุคลิกปลอม การผลิตสื่อสังเคราะห์ ไปจนถึงการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อหลอกลวงเหยื่ออย่างเป็นระบบ

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยีที่ภาคธุรกิจใช้เพื่อบริการลูกค้า เช่น AI Contact Center หรือ Real-time Personalization มาประยุกต์ใช้ในการหลอกลวง พวกเขาสามารถจำลองประสบการณ์ของที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพหรือเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าได้อย่างสมจริง ทำให้เหยื่อแยกแยะได้ยากขึ้นระหว่างของจริงและของปลอม นอกจากนี้ ยังเกิดโครงสร้างอาชญากรรมในรูปแบบ “Scam-as-a-Service” ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ให้บริการเครื่องมือ สคริปต์ และแพลตฟอร์ม AI สำหรับให้แก๊งต่างๆ เช่าใช้เพื่อก่อเหตุ ซึ่งหมายความว่าอุปสรรคในการสร้างกลโกงที่มีคุณภาพสูงนั้นลดลงอย่างมาก ทำให้ภัยคุกคามนี้สามารถขยายวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

เปิดโปง 5 กลยุทธ์ลวงลงทุนด้วย AI ที่กำลังระบาด

เพื่อให้สามารถป้องกันตนเองและคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจกลวิธีที่มิจฉาชีพยุคใหม่นิยมใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถแบ่งกลลวงหลักที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ 5 รูปแบบดังนี้

1. การปลอมแปลงตัวตนด้วย Deepfake เสียงและวิดีโอ

กลวิธีนี้คือการยกระดับการหลอกลวงแบบดั้งเดิมที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ให้มีความน่าเชื่อถือถึงขีดสุด โดยใช้เทคโนโลยี AI สังเคราะห์เสียง (Voice Cloning) และวิดีโอ (Deepfake) เพื่อสร้างภาพและเสียงของบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ

ลักษณะของกลลวง:

  • การโทรศัพท์ด้วยเสียงปลอม: มิจฉาชีพจะใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), พนักงานธนาคาร, โบรกเกอร์ หรือที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อแจ้งข่าวร้ายหรือเสนอโอกาสพิเศษที่ต้องดำเนินการทันที
  • การประชุมทางวิดีโอปลอม: ในกรณีที่ซับซ้อนขึ้น มิจฉาชีพอาจส่งลิงก์วิดีโอคอลหาเหยื่อ โดยใช้เทคโนโลยี Deepfake สร้างใบหน้าปลอมของบุคคลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถพูดคุยและโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การหลอกลวงดูสมจริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จุดสังเกตสำคัญ: มิจฉาชีพมักจะสร้างสถานการณ์กดดันและเร่งรัดให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เช่น “ต้องโอนเงินภายใน 10 นาที มิฉะนั้นบัญชีจะถูกอายัด” หรือ “โอกาสลงทุนนี้จะปิดรับสมัครแล้ว” นอกจากนี้ พวกเขามักจะปฏิเสธเมื่อเหยื่อขอวางสายเพื่อโทรกลับไปยังเบอร์กลางขององค์กร โดยอ้างว่า “เจ้าหน้าที่คนอื่นไม่ทราบเรื่อง” หรือ “เป็นเคสลับเฉพาะ”

2. แชตบอต AI สวมรอยที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว

เทคโนโลยี Agentic Bots หรือบอตอัจฉริยะที่สามารถสนทนาด้วยภาษาธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความสัมพันธ์และหลอกลวงด้านการลงทุน บอตเหล่านี้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปรับเปลี่ยนบทสนทนาให้เข้ากับเหยื่อแต่ละรายได้อย่างน่าทึ่ง

ลักษณะของกลลวง:

  • การเริ่มต้นบทสนทนา: บอตจะทักเข้ามาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียยอดนิยม เช่น LINE, Facebook Messenger หรือ Telegram โดยใช้โปรไฟล์ปลอมเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ”, “AI Trader Specialist” หรือ “โบรกเกอร์ส่วนตัว”
  • การสร้างความไว้วางใจ: บอตจะพูดคุยกับเหยื่ออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ สามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับหุ้น, สกุลเงินดิจิทัล หรือกองทุนได้อย่างฉะฉาน เนื่องจากเบื้องหลังเชื่อมต่อกับแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่มีคลังข้อมูลมหาศาล
  • การล่อให้ลงทุน: หลังจากสร้างความเชื่อใจได้แล้ว บอตจะชวนให้ทดลองลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก และแสดงผลกำไรปลอมผ่านแดชบอร์ดหรือเว็บไซต์เทรดที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อมั่นและลงทุนด้วยเงินจำนวนมากขึ้น มิจฉาชีพจะปิดระบบและเชิดเงินหนีไปในที่สุด

3. การสร้างระบบนิเวศสื่อปลอมเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ

เพื่อให้การหลอกลวงสมบูรณ์แบบ มิจฉาชีพไม่ได้พึ่งพาแค่การสนทนา แต่ยังใช้ AI สร้าง “หลักฐาน” และ “สื่อสนับสนุน” ปลอมขึ้นมาเป็นระบบนิเวศ เพื่อทำให้เหยื่อมั่นใจว่าโครงการลงทุนนั้นมีอยู่จริงและถูกกฎหมาย

ลักษณะของกลลวง:

  • เว็บไซต์และบทความข่าวปลอม: ใช้ AI เขียนบทความรีวิวหรือข่าวประชาสัมพันธ์ในเชิงบวกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการลงทุนปลอม โดยสร้างเว็บไซต์ข่าวที่เลียนแบบสำนักข่าวชื่อดัง ทำให้ดูน่าเชื่อถือ
  • วิดีโอและรูปภาพสังเคราะห์: สร้างวิดีโอสัมภาษณ์ CEO ปลอม หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่เป็น Deepfake รวมถึงการใช้ AI สร้างภาพถ่ายจากงานสัมมนา, ภาพใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล หรือหนังสือแต่งตั้งปลอมที่ดูสมจริง

จุดสังเกตสำคัญ: ให้ตรวจสอบชื่อโดเมนของเว็บไซต์ข่าวอย่างละเอียด มักจะเป็นโดเมนแปลกๆ หรือมีการสะกดชื่อสำนักข่าวผิดเพี้ยนเล็กน้อย และที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบรายชื่อบริษัทกับหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

4. กลโกงรักออนไลน์ที่ผสานกับการลงทุน (Romance-Investment Scam)

นี่คือหนึ่งในกลโกงที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการโจมตีทั้งทรัพย์สินและสภาพจิตใจของเหยื่อ โดยมิจฉาชีพใช้ AI Chatbot สร้างตัวตนเป็น “เพื่อน” หรือ “คนรัก” ในอุดมคติ เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ก่อนจะหลอกให้ลงทุน

ลักษณะของกลลวง:

  • การสร้างโปรไฟล์ที่น่าดึงดูด: บอตจะใช้โปรไฟล์ปลอมเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติ, ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน หรือบุคคลที่มีหน้าที่การงานดี เพื่อเข้ามาทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์
  • การสนทนาที่รู้ใจ: AI สามารถพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับสำนวนการพูดให้ตรงกับความสนใจและลักษณะนิสัยของเหยื่อ ทำให้เหยื่อรู้สึกผูกพันและไว้วางใจอย่างรวดเร็ว
  • การชักจูงสู่การลงทุน: เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปจนถึงจุดที่เหยื่อเชื่อใจอย่างเต็มที่ “คนรัก AI” จะเริ่มแนะนำให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซี, ฟอเร็กซ์ หรือ DeFi ที่แก๊งมิจฉาชีพเป็นผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลัง โดยอ้างว่าเป็นโอกาสพิเศษสำหรับคนใกล้ชิดเท่านั้น

วงเงินความเสียหายจากกลโกงประเภทนี้มักจะสูงมาก เนื่องจากเหยื่อโอนเงินไปด้วยความเชื่อใจและความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ใช่เพียงเพราะความคาดหวังในผลกำไร

5. การหลอกลวงข้ามแพลตฟอร์มแบบ Omnichannel

เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรการเงินขนาดใหญ่ที่มีความเป็นมืออาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้นำกลยุทธ์การบริการลูกค้าแบบ Omnichannel มาปรับใช้ในการหลอกลวง ทำให้การติดต่อสื่อสารมีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือในทุกช่องทาง

ลักษณะของกลลวง:

  • การเดินทางของเหยื่อ (Victim’s Journey): การหลอกลวงจะเริ่มต้นจากช่องทางหนึ่ง เช่น SMS แนะนำการลงทุน จากนั้นจะย้ายเหยื่อไปสนทนาต่อใน LINE หรือแอปแชตอื่น เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึก ตามด้วยการโทรศัพท์เพื่อยืนยันตัวตนหรือตอบข้อสงสัย และปิดท้ายด้วยการส่งลิงก์เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันปลอมให้ล็อกอินเพื่อลงทุน
  • ระบบหลังบ้านที่เชื่อมโยงกัน: เบื้องหลังการทำงานอาจมี AI Agent ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการสนทนาทั้งหมดจากทุกช่องทาง ทำให้ไม่ว่ามิจฉาชีพคนใดจะรับช่วงต่อ ก็สามารถพูดคุยกับเหยื่อได้อย่างต่อเนื่องและรู้ข้อมูลทั้งหมด ทำให้เหยื่อเข้าใจผิดคิดว่ากำลังติดต่อกับบริษัทที่มีระบบการจัดการข้อมูลลูกค้าที่เป็นมาตรฐานและปลอดภัย

วิธีตรวจสอบและป้องกันตัวเองจาก AI ลวงลงทุน

แม้กลโกงจะซับซ้อนขึ้น แต่หลักการพื้นฐานในการป้องกันตัวเองยังคงใช้ได้ผลดีเสมอ การมีสติและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ต่อไปนี้คือแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อ:

  • ตั้งข้อสงสัยกับการติดต่อที่ไม่คาดคิด: อย่าตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินจากการติดต่อที่เข้ามาหาเราเอง ไม่ว่าจะผ่านทางโทรศัพท์, SMS, แชต หรือโซเชียลมีเดีย
  • ตรวจสอบกับหน่วยงานกำกับดูแลเสมอ: ก่อนลงทุนกับบริษัทหรือโบรกเกอร์ใดๆ ควรนำชื่อไปตรวจสอบในฐานข้อมูลผู้ได้รับอนุญาตของ ก.ล.ต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสมอ
  • ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา: บริษัทหลักทรัพย์หรือแพลตฟอร์มการลงทุนที่ถูกกฎหมาย จะไม่ใช้บัญชีธนาคารในชื่อบุคคลธรรมดาในการรับเงินลงทุนเด็ดขาด
  • อย่าเชื่อเสียงหรือวิดีโอเพียงอย่างเดียว: พึงระลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยี Deepfake สามารถเลียนแบบเสียงและใบหน้าได้อย่างแนบเนียน หากไม่แน่ใจ ให้หาทางพิสูจน์ตัวตนด้วยวิธีอื่น
  • ยืนยันผ่านช่องทางที่เป็นทางการ: หากได้รับการติดต่อที่น่าสงสัย ให้ขอวางสายและติดต่อกลับผ่านช่องทางที่เป็นทางการขององค์กรนั้นๆ ด้วยตนเอง เช่น หมายเลข Call Center ที่อยู่บนเว็บไซต์หลัก หรืออีเมลที่ใช้โดเมนทางการของบริษัท
  • ระวังสัญญาณเตือนภัยสำคัญ: ข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง, การการันตีกำไรแบบไม่มีความเสี่ยง, หรือการเร่งรัดให้โอนเงินภายในเวลาจำกัด ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายของกลโกงการลงทุน

สรุป: การปรับตัวในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ได้มอบเครื่องมือที่ทรงพลังให้กับมิจฉาชีพ ทำให้กลโกงการลงทุนมีความเป็นส่วนตัว น่าเชื่อถือ และขยายวงกว้างได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมา ภัยคุกคามจาก AI ลวงลงทุน! จับไต๋ 5 กลลวงใหม่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนต้องเผชิญในเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะหวาดกลัวเทคโนโลยี การสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังนิสัย “ช้าลง-ตรวจสอบ-ยืนยัน” คือแนวทางการรับมือที่มีประสิทธิภาพที่สุด การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในความรู้เพื่อป้องกันตนเอง การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลโกงออนไลน์อยู่เสมอ และการแบ่งปันข้อมูลเตือนภัยเหล่านี้ให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิด จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดที่ช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงที่นับวันจะยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้น