LTF คัมแบ็ก? ส่องเงื่อนไขใหม่ ลดหย่อนภาษี 2569
- ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้
- ภาพรวมของมาตรการใหม่: ทางเลือกสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF
- เจาะลึกเงื่อนไขการสับเปลี่ยน LTF สู่ Thai ESGX เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี: Thai ESGX, Thai ESG และ RMF
- ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
- อนาคตกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2569 และหลังจากนั้น
- บทสรุปและการวางแผนภาษีสำหรับอนาคต
กระแสข่าวเกี่ยวกับการกลับมาของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนและผู้เสียภาษีเป็นอย่างมาก คำถามที่ว่า LTF คัมแบ็ก? ส่องเงื่อนไขใหม่ ลดหย่อนภาษี 2569 กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม การกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการนำกองทุน LTF รูปแบบเดิมกลับมาใช้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการออกมาตรการพิเศษผ่านกองทุนใหม่ในชื่อ “Thai ESGX” เพื่อรองรับหน่วยลงทุน LTF ที่ครบกำหนดอายุโดยเฉพาะ ซึ่งมาพร้อมกับเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ซับซ้อนและแตกต่างไปจากเดิม การทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการวางแผนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้

- Thai ESGX คือทางเลือกใหม่: รัฐบาลได้อนุมัติกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
- เงื่อนไขที่เข้มงวด: การรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก Thai ESGX มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องสับเปลี่ยน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่, ห้ามขายคืน LTF ก่อนหน้า และต้องทำธุรกรรมภายในช่วงเวลาที่กำหนด (พฤษภาคม – มิถุนายน 2568)
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 500,000 บาท: ผู้ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสูงสุด 500,000 บาท โดยแบ่งการใช้สิทธิตามปีภาษีที่กำหนดไว้
- ระยะเวลาถือครอง 5 ปี: หน่วยลงทุน Thai ESGX ที่ได้จากการสับเปลี่ยนจะต้องถือครองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) จึงจะไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี
- แตกต่างจาก Thai ESG และ RMF: Thai ESGX เป็นมาตรการเฉพาะกิจสำหรับผู้ถือ LTF เดิมเท่านั้น ซึ่งมีเงื่อนไขและวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากจากกองทุน Thai ESG (สำหรับเงินลงทุนใหม่) และ RMF
ภาพรวมของมาตรการใหม่: ทางเลือกสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF
การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ในปี 2562 ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้กับนักลงทุนจำนวนมากที่มีหน่วยลงทุนครบกำหนดถือครอง ว่าจะบริหารจัดการเม็ดเงินลงทุนก้อนนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติอนุมัติมาตรการพิเศษขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ทำความรู้จัก Thai ESGX: กองทุนน้องใหม่เพื่อความยั่งยืน
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ หรือ Thai ESGX (Thailand Extra Sustainability Fund) คือเครื่องมือทางการเงินที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ โดยได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2568 กองทุนนี้มีสถานะเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทใหม่ล่าสุด แต่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีอื่น ๆ อย่างชัดเจน
วัตถุประสงค์หลักของ Thai ESGX ไม่ใช่การระดมทุนจากเงินลงทุนใหม่ของประชาชนทั่วไปในเบื้องต้น แต่เป็นการสร้างกลไกเพื่อรองรับการ “สับเปลี่ยน” (Switching) หน่วยลงทุนจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดถือครองแล้วเท่านั้น โดยมีแรงจูงใจเป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนยังคงสถานะการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทยต่อไป แทนที่จะขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดออกมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดโดยรวม
เป้าหมายหลักของมาตรการ: รองรับเม็ดเงินมหาศาลจาก LTF
ข้อมูลระบุว่ามีเม็ดเงินจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดถือครองและพร้อมจะไถ่ถอนออกจากระบบเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 180,000 ล้านบาท ซึ่งหากเงินจำนวนนี้ไหลออกจากตลาดทุนในระยะเวลาสั้น ๆ อาจสร้างความผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การจัดตั้งกองทุน Thai ESGX จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “อ่างเก็บน้ำ” ทางการเงินแห่งใหม่ เพื่อรองรับเม็ดเงินก้อนนี้
มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักลงทุนที่เคยลงทุนใน LTF เพื่อลดหย่อนภาษีและถือครองจนครบกำหนด 7 ปีปฏิทินแล้ว โดยเปิดโอกาสให้สามารถย้ายเงินลงทุนเดิมไปยัง Thai ESGX เพื่อเริ่มต้นวงจรการลดหย่อนภาษีรอบใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดก้อนใหม่เข้ามาลงทุน ถือเป็นการรักษาฐานนักลงทุนระยะยาวและส่งเสริมการลงทุนที่เน้นความยั่งยืน (ESG – Environmental, Social, and Governance) ตามชื่อของกองทุนไปพร้อมกัน
เจาะลึกเงื่อนไขการสับเปลี่ยน LTF สู่ Thai ESGX เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
การได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจากมาตรการ Thai ESGX ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่มีเงื่อนไขที่ซับซ้อนและข้อกำหนดที่ชัดเจนซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทุกข้อ การผิดพลาดหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งอาจส่งผลให้สูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมดไป
เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
- ต้องสับเปลี่ยน LTF ที่มีอยู่ทั้งหมด: เงื่อนไขข้อนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด นักลงทุนจะต้องทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมด ที่ตนเองถือครองอยู่ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568 ไปยังกองทุน Thai ESGX โดยต้องเป็นการสับเปลี่ยนแบบยกยอดทั้งหมด 100% ไม่สามารถเลือกสับเปลี่ยนเพียงบางส่วนได้ และเงื่อนไขนี้ครอบคลุม LTF ทุกกองทุนและทุกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่นักลงทุนมีอยู่
- ห้ามมีการขายคืนหรือสับเปลี่ยน LTF ก่อนหน้า: เพื่อให้เข้าเกณฑ์ นักลงทุนจะต้องไม่มีประวัติการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ใด ๆ ออกไปเป็นเงินสดหรือไปยังกองทุนอื่น (ที่ไม่ใช่ Thai ESGX) นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ทำธุรกรรมสับเปลี่ยน หากมีการทำธุรกรรมขายคืนแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถือว่าผิดเงื่อนไขทันที
- กรอบระยะเวลาที่จำกัด: การทำธุรกรรมสับเปลี่ยนจาก LTF ไปยัง Thai ESGX จะต้องดำเนินการภายในช่วงเวลาที่กรมสรรพากรกำหนดเท่านั้น คือระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 การทำธุรกรรมนอกเหนือช่วงเวลานี้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการดังกล่าว
- ระยะเวลาการถือครอง Thai ESGX: หลังจากสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมายัง Thai ESGX เรียบร้อยแล้ว นักลงทุนมีภาระผูกพันที่จะต้องถือครองหน่วยลงทุนดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม โดยนับแบบวันชนวันจากวันที่ทำรายการสับเปลี่ยนสำเร็จ เช่น หากสับเปลี่ยนวันที่ 15 มิถุนายน 2568 จะสามารถขายคืนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2573 เป็นต้นไป (ยกเว้นกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต)
การปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นักลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลการถือครอง LTF ของตนเองกับทุก บลจ. ให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วน
กลไกและเพดานการลดหย่อนภาษี
สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน จะได้รับสิทธิในการนำมูลค่าของหน่วยลงทุน LTF ที่สับเปลี่ยนไปยัง Thai ESGX มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมได้สูงสุด 500,000 บาท โดยมีกลไกการแบ่งใช้สิทธิในแต่ละปีภาษีดังนี้:
- ปีภาษี 2568: สามารถนำมูลค่าที่สับเปลี่ยนมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
- ปีภาษี 2569 – 2572: สามารถนำมูลค่าส่วนที่เหลือจากปี 2568 (สูงสุด 200,000 บาท) มาทยอยลดหย่อนภาษีได้อีก 4 ปี โดยแบ่งลดหย่อนได้ปีละไม่เกิน 50,000 บาท
วงเงินลดหย่อนนี้เป็นวงเงินพิเศษที่แยกต่างหากจากวงเงินลดหย่อนของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., และเบี้ยประกันบำนาญ ซึ่งมีเพดานรวมกันอยู่ที่ 500,000 บาท และยังแยกจากวงเงินลดหย่อนของกองทุน Thai ESG (สำหรับเงินลงทุนใหม่) อีกด้วย
ตัวอย่างการคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษี
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาสถานการณ์ตัวอย่างต่อไปนี้:
สถานการณ์ที่ 1: นักลงทุนมี LTF ที่ครบกำหนดถือครองมูลค่ารวม 200,000 บาท และได้ทำการสับเปลี่ยนทั้งหมดไปยัง Thai ESGX ภายในเดือนมิถุนายน 2568 โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ครบถ้วน
- ในปีภาษี 2568: นักลงทุนจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นจำนวน 200,000 บาท (เนื่องจากไม่เกินเพดาน 300,000 บาท)
- ในปีภาษี 2569 – 2572: นักลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจากยอดนี้อีก เนื่องจากใช้สิทธิไปครบตามมูลค่าที่สับเปลี่ยนแล้วในปีแรก
สถานการณ์ที่ 2: นักลงทุนมี LTF ที่ครบกำหนดถือครองมูลค่ารวม 600,000 บาท และได้ทำการสับเปลี่ยนทั้งหมดไปยัง Thai ESGX ภายในเดือนมิถุนายน 2568
- ในปีภาษี 2568: จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดตามเพดานคือ 300,000 บาท
- ในปีภาษี 2569: จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 50,000 บาท
- ในปีภาษี 2570: จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 50,000 บาท
- ในปีภาษี 2571: จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 50,000 บาท
- ในปีภาษี 2572: จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 50,000 บาท
รวมสิทธิลดหย่อนทั้งหมด 5 ปี เท่ากับ 300,000 + 50,000 + 50,000 + 50,000 + 50,000 = 500,000 บาท ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดของมาตรการนี้พอดี ส่วนมูลค่าอีก 100,000 บาทที่สับเปลี่ยนไปจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี: Thai ESGX, Thai ESG และ RMF
เพื่อให้นักลงทุนสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทจึงเป็นเรื่องสำคัญ
| คุณสมบัติ | Thai ESGX (สับเปลี่ยนจาก LTF) | Thai ESG (ลงทุนใหม่) | RMF |
|---|---|---|---|
| แหล่งเงินลงทุน | สับเปลี่ยนจากหน่วยลงทุน LTF เดิมเท่านั้น | เงินลงทุนใหม่ | เงินลงทุนใหม่ |
| วงเงินลดหย่อน | สูงสุด 500,000 บาท (ตามมูลค่าที่สับเปลี่ยน) | 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลง) | 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น) |
| ระยะเวลาถือครอง | 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) | 8 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) | ถือครองอย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ |
| กลุ่มเป้าหมาย | ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF ที่ครบกำหนด | ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีและสนใจการลงทุนแบบยั่งยืน | ผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุ |
| ปีที่ใช้สิทธิ | ปี 2568 – 2572 (ตามเงื่อนไข) | ใช้สิทธิได้ในปีที่ลงทุน | ใช้สิทธิได้ในปีที่ลงทุน (ต้องลงทุนต่อเนื่อง) |
ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
แม้ว่ามาตรการ Thai ESGX จะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ แต่ก็มีรายละเอียดและข้อควรระวังที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเข้าร่วม
การตรวจสอบยอด LTF คงเหลือ
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบยอดหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่ตนเองถือครองอยู่ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568 นักลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันของ บลจ. ที่ใช้บริการ, รายงานสรุปพอร์ตการลงทุน (Consolidated Statement) จากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับ บลจ. การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินว่าจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไข “สับเปลี่ยนทั้งหมด” ได้หรือไม่
ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์
สำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ (เช่น เคยขาย LTF บางส่วนออกไปหลังวันที่ 12 มีนาคม 2568) หรือเลือกที่จะไม่เข้าร่วมมาตรการนี้ ยังมีทางเลือกในการบริหารจัดการหน่วยลงทุน LTF ดังนี้:
- ถือครอง LTF ต่อไป: หากยังพอใจกับนโยบายการลงทุนและผลการดำเนินงานของกองทุน LTF เดิม ก็สามารถถือครองหน่วยลงทุนต่อไปได้โดยไม่มีข้อบังคับให้ต้องขายคืน
- ขายคืนและนำเงินไปลงทุนต่อ: สามารถขายคืนหน่วยลงทุน LTF ที่ครบกำหนดแล้ว และนำเงินที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ตามเป้าหมายทางการเงินของตนเอง เช่น ลงทุนเพิ่มในกองทุน SSF/RMF เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษีในวงเงินปกติ หรือลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่น ๆ
- ลงทุนใหม่ใน Thai ESG: หากสนใจการลงทุนเพื่อความยั่งยืน สามารถใช้เงินก้อนใหม่ลงทุนในกองทุน Thai ESG เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขของกองทุนประเภทดังกล่าวได้
ความเสี่ยงด้านนโยบายการลงทุน
การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ไปยัง Thai ESGX เป็นการเปลี่ยนนโยบายการลงทุนโดยปริยาย นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาหนังสือชี้ชวนของกองทุน Thai ESGX ปลายทางอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจว่าเงินลงทุนจะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างไร มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด และมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด ตัวอย่างเช่น บางกองทุน Thai ESGX อาจเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างจากกองทุน LTF เดิมที่เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก นอกจากนี้ นักลงทุนควรติดตามประกาศจาก บลจ. ต่าง ๆ เพราะบางแห่งอาจมีการปิดรับการสับเปลี่ยนชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนได้
อนาคตกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2569 และหลังจากนั้น
สำหรับคำถามที่ว่า LTF คัมแบ็ก? ส่องเงื่อนไขใหม่ ลดหย่อนภาษี 2569 นั้น คำตอบที่ชัดเจนคือ “ไม่ใช่การกลับมาของ LTF รูปแบบเดิม” แต่เป็นมาตรการเฉพาะกิจผ่าน Thai ESGX ที่มีกรอบเวลาจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าต่างของการสับเปลี่ยน LTF จะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 2568
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า กองทุน Thai ESGX อาจมีการเปิดรับเงินลงทุนอีกครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจเป็นการเปิดรับเงินลงทุนใหม่ ไม่ใช่การสับเปลี่ยนจาก LTF แล้ว แต่เงื่อนไขการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับปี 2569 และปีต่อ ๆ ไปนั้น ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรอีกครั้ง
ดังนั้น สำหรับการวางแผนภาษีในปี 2569 นักลงทุนยังคงต้องพึ่งพากองทุนลดหย่อนภาษีหลักที่มีอยู่ เช่น RMF และ Thai ESG เป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการติดตามข่าวสารและความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขของ Thai ESGX สำหรับเงินลงทุนใหม่ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
บทสรุปและการวางแผนภาษีสำหรับอนาคต
การเกิดขึ้นของกองทุน Thai ESGX ถือเป็นข่าวดีและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เดิมที่ต้องการต่อยอดสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ซับซ้อนและกรอบเวลาที่จำกัด การตัดสินใจจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในรายละเอียดอย่างถ่องแท้
นักลงทุนควรเริ่มต้นด้วยการสำรวจพอร์ตการลงทุน LTF ของตนเองทั้งหมด ประเมินความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไข และศึกษานโยบายของกองทุน Thai ESGX ปลายทางอย่างละเอียด การปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินและสถานะทางภาษีของแต่ละบุคคลได้ดีที่สุด เพราะการวางแผนที่ดีในวันนี้ คือรากฐานของความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า