Home » ภาษีคาร์บอน 2569: กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม?

ภาษีคาร์บอน 2569: กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม?

สารบัญ

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีคาร์บอน 2569

ภาษีคาร์บอน 2569: กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม? - carbon-tax-2026-thailand-impact

  • กำหนดการบังคับใช้: ประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อย่างเป็นทางการในปี 2569 โดยมีอัตราเริ่มต้นที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • กลุ่มเป้าหมาย: ภาษีจะถูกจัดเก็บจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและผู้ผลิตสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก เช่น กลุ่มเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ใช่การจัดเก็บจากประชาชนโดยตรง
  • ผลกระทบต่อค่าครองชีพ: แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบทางอ้อมผ่านการผลักภาระต้นทุนของผู้ประกอบการมายังราคาสินค้าและบริการ
  • แรงผลักดันจากสากล: การออกมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อรับมือกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย
  • เป้าหมายระยะยาว: ภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2608 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ

ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ นั่นคือการเริ่มบังคับใช้มาตรการ ภาษีคาร์บอน 2569: กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม? คำถามนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาษีประเภทใหม่นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องมาถึงราคาสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในท้ายที่สุด การทำความเข้าใจในหลักการ เหตุผล และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในการเตรียมตัวและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ทำความเข้าใจ ภาษีคาร์บอน 2569: กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม?

การประกาศใช้ภาษีคาร์บอนเป็นก้าวสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมของไทย ที่มุ่งตอบสนองต่อวิกฤตภาวะโลกร้อนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายใหม่มาปรับใช้ย่อมสร้างคำถามและความกังวล โดยเฉพาะในมิติของผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

ภาษีคาร์บอนคืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญ?

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คือภาษีที่จัดเก็บตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น การผลิตไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง และกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม หลักการพื้นฐานของภาษีนี้คือ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งเป็นการสร้างต้นทุนให้กับการปล่อยมลพิษ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหันไปลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดมากขึ้น

ความสำคัญของภาษีคาร์บอนในบริบทของประเทศไทยมีหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการคลังในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่แนวทางที่ยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับกฎระเบียบทางการค้าของโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสถานะของไทยในอาเซียน

รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในช่วงปี 2564-2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 111 ล้านตัน และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2608 การบังคับใช้ภาษีคาร์บอนจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่จำเป็นเพื่อผลักดันให้เป้าหมายเหล่านี้สำเร็จได้จริง

การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 2 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ที่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบของไทยในเวทีโลกต่อปัญหาภาวะโลกร้อน และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังภาคอุตสาหกรรมว่า การดำเนินธุรกิจในอนาคตจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

รายละเอียดและกลไกการทำงานของภาษีคาร์บอนไทย

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของอัตราภาษี วิธีการคำนวณ และกรอบกฎหมายที่จะใช้ในการบังคับใช้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและผลกระทบของนโยบายนี้

อัตราภาษีและวิธีการคำนวณเบื้องต้น

สำหรับอัตราภาษีคาร์บอนในระยะเริ่มต้น รัฐบาลได้กำหนดไว้ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การคำนวณภาษีจะอิงตามสูตรพื้นฐานคือ:

ภาษีที่ต้องชำระ = ราคาคาร์บอน (บาท/ตัน) x ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสินค้า (ตัน)

ในทางปฏิบัติ ภาษีนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซินที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน (ประมาณ 6.44 บาท/ลิตร สำหรับดีเซล และ 6.50 บาท/ลิตร สำหรับเบนซิน) จะถูกปรับโครงสร้างให้เป็นภาษีคาร์บอนภายในปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้พร้อมสำหรับการบังคับใช้จริงในปี 2569

กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลไกภาษีคาร์บอนจะถูกบรรจุอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายแม่บทที่จะวางกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว โดยครอบคลุมมาตรการสำคัญหลายอย่าง ได้แก่:

  • ภาษีคาร์บอน: กำหนดให้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างต้นทุนให้กับการปล่อยมลพิษ
  • ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS): สร้างตลาดเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อขายโควตาการปล่อยคาร์บอนได้
  • มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM): เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับมาตรการทางการค้าของต่างประเทศ

หน่วยงานที่จะรับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีคาร์บอนคือ กรมสรรพสามิต และ กรมศุลกากร ซึ่งจะทำงานร่วมกันเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

วิเคราะห์ผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

ประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจมากที่สุดคือ ภาษีใหม่นี้จะซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้วหรือไม่ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้เป็น 2 มิติ คือ ผลกระทบโดยตรงและผลกระทบทางอ้อม

ผลกระทบโดยตรง: มุมมองจากภาครัฐ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันนโยบายนี้ ยืนยันว่าการออกแบบกฎหมายได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากเป้าหมายของการจัดเก็บภาษีคือผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป

ตัวอย่างที่ใกล้เคียงในปัจจุบันคือโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ที่มีการจัดเก็บตามอัตราการปล่อย CO2 เช่น รถยนต์ที่ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะเสียภาษีในอัตรา 35% หรือรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 3,000 ซีซี จะเสียภาษี 40% ซึ่งเป็นการจัดเก็บจากผู้ผลิตและผู้นำเข้า ไม่ได้เก็บจากผู้บริโภค ณ จุดขายโดยตรง แม้ว่าต้นทุนดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ในราคารถยนต์แล้วก็ตาม

ผลกระทบทางอ้อม: ต้นทุนที่อาจแฝงมากับสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการเก็บภาษีจากประชาชนโดยตรง แต่ผลกระทบทางอ้อมยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเสียภาษีคาร์บอน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ต้นทุนส่วนเพิ่มนี้จะถูกส่งผ่าน (Pass-through) ไปยังราคาสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทาน

ปัจจุบันประชาชนไทยแบกรับภาระต้นทุนด้านพลังงานสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 14.8% ของ GDP ของประเทศ โดยแบ่งเป็นค่าน้ำมัน 1.5 ล้านล้านบาท ค่าไฟฟ้า 998,000 ล้านบาท และค่าก๊าซอีก 117,000 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นของภาษีคาร์บอนจึงอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะบังคับใช้ในปี 2569 จะกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 6.5 ล้านล้านบาท ต้องจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน (Supplier) ต้องปรับตัว ซึ่งกระบวนการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนที่อาจสะท้อนมายังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด

แรงกดดันจากต่างประเทศ: มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ไทยต้องมีภาษีคาร์บอน คือแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญ

CBAM คืออะไร และส่งผลต่อผู้ส่งออกไทยอย่างไร?

CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เป็นนโยบายของ EU ที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนกับสินค้านำเข้าบางประเภท เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศที่ไม่มีกฎหมายควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ไทยจะเริ่มใช้ภาษีคาร์บอน

ผลกระทบโดยตรงคือ ผู้ส่งออกสินค้าไปยัง EU ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” ตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในกระบวนการผลิต หากผู้ส่งออกไทยไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ลดลงอย่างมาก ดังนั้น การมีระบบภาษีคาร์บอนภายในประเทศที่ได้มาตรฐาน จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยรับมือกับมาตรการนี้ได้ดีขึ้น

ตารางสรุป 6 กลุ่มอุตสาหกรรมของไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
กลุ่มอุตสาหกรรม ตัวอย่างสินค้า ประเด็นที่ต้องปรับตัว
เหล็กและเหล็กกล้า เหล็กแผ่น, เหล็กเส้น ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในเตาหลอม
อะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต
ซีเมนต์ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ พัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
ปุ๋ย ปุ๋ยแอมโมเนีย, ปุ๋ยไนเตรต ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์
ไฟฟ้า (เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าที่ใช้ไฟฟ้าในการผลิต) เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิต
ไฮโดรเจน (เป็นอุตสาหกรรมอนาคต) ผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen) จากพลังงานหมุนเวียน

โอกาสและแนวทางการปรับตัวสำหรับประเทศไทย

แม้ว่าภาษีคาร์บอนจะสร้างความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาและปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

คาร์บอนเครดิต: เครื่องมือลดภาระและสร้างรายได้

หนึ่งในกลไกที่จะเข้ามาช่วยลดภาระภาษีของผู้ประกอบการคือ คาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดจากการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผู้ประกอบการสามารถนำคาร์บอนเครดิตมาหักลบกับปริมาณการปล่อยก๊าซของตนเองเพื่อลดภาระภาษีได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังตั้งเป้าหมายที่จะขายคาร์บอนเครดิตจำนวน 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าไปยังตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ

มาตรการบรรเทาผลกระทบและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน ภาครัฐและพรรคการเมืองต่างๆ ได้เริ่มเสนอนโยบายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว เช่น:

  • การควบคุมราคาค่าไฟฟ้า: ข้อเสนอให้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ที่ประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย
  • ส่งเสริมพลังงานสะอาด: นโยบายโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตและขายไฟฟ้าได้
  • สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า: โครงการส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยมีข้อเสนอผ่อนชำระในอัตราต่ำ เช่น 300 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 60 งวด

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนในระยะยาว ซึ่งเป็นการช่วยลดผลกระทบทางอ้อมจากภาษีคาร์บอนได้อีกทางหนึ่ง

บทสรุป: การเตรียมความพร้อมรับมือภาษีคาร์บอน

การบังคับใช้ ภาษีคาร์บอนในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจและสังคมไทย เป็นมาตรการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบริบทโลกที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและแรงกดดันจากกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศอย่าง CBAM

สำหรับคำถามที่ว่า “กระทบค่าครองชีพคนไทยจริงไหม?” คำตอบที่ชัดเจนคือ “มีโอกาสกระทบในทางอ้อม” แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีการจัดเก็บโดยตรงจากประชาชน แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะถูกส่งผ่านมายังราคาสินค้าและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ระดับของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกฎหมายลำดับรองที่จะออกมา รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภาครัฐ และความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ

สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเตรียมความพร้อม ทั้งในส่วนของภาครัฐที่ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ภาคธุรกิจที่ต้องเร่งลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และภาคประชาชนที่ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง โดยรายละเอียดและผลกระทบที่แท้จริงจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังปี 2568 เมื่อกฎหมายลำดับรองต่างๆ ได้รับการจัดทำแล้วเสร็จ