Home » AI Influencer ครองเมือง? ธุรกิจต้องปรับงบการตลาดอย่างไร

AI Influencer ครองเมือง? ธุรกิจต้องปรับงบการตลาดอย่างไร

สารบัญ

กระแสของอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Influencer กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การตลาดดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่แบรนด์และนักการตลาดต้องเผชิญและปรับตัว การทำความเข้าใจถึงศักยภาพ ข้อจำกัด และแนวทางการปรับงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

AI Influencer ครองเมือง? ธุรกิจต้องปรับงบการตลาดอย่างไร - ai-influencer-marketing-budget

  • AI Influencer เติบโตอย่างรวดเร็ว: อินฟลูเอนเซอร์เสมือนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาดไทย โดยมีข้อดีด้านการควบคุมภาพลักษณ์ได้สมบูรณ์ ลดต้นทุน และสามารถทำงานได้ตลอดเวลา
  • ความน่าเชื่อถือเป็นโจทย์ใหญ่: แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังคงไม่ไว้วางใจแบรนด์ที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนเพียงอย่างเดียว ทำให้ความโปร่งใสและความจริงใจเป็นปัจจัยสำคัญ
  • อนาคตคือโมเดลแบบผสมผสาน: กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการผสมผสานระหว่าง AI Influencer เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์และความน่าเชื่อถือ
  • ต้องเปลี่ยนวิธีวัดผล: ธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการวัดผลด้วยจำนวนผู้ติดตามหรือยอดการมองเห็น ไปสู่การวิเคราะห์คุณภาพการมีส่วนร่วมและความสอดคล้องระหว่างกลุ่มเป้าหมายของอินฟลูเอนเซอร์กับแบรนด์
  • ปรับกลยุทธ์สู่ Video-First และ Conversational Commerce: เทรนด์การตลาดมุ่งเน้นไปที่วิดีโอสั้นและการค้าผ่านการสนทนา ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาช่องทางเหล่านี้

การมาถึงของยุคอินฟลูเอนเซอร์เสมือน

คำถามที่ว่า AI Influencer ครองเมือง? ธุรกิจต้องปรับงบการตลาดอย่างไร กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญในแวดวงการตลาดดิจิทัลปี 2026 อินฟลูเอนเซอร์เสมือน (Virtual Human) คือบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกและปัญญาประดิษฐ์ให้มีตัวตน บุคลิก และเรื่องราวบนโลกโซเชียลมีเดีย พวกเขาไม่ใช่แค่ตัวละครแปลกใหม่ แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างการมีส่วนร่วมและทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้ไม่ต่างจากมนุษย์ การเพิ่มขึ้นของการกล่าวถึงอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้กว่า 50% ในช่วงต้นปี 2025 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าธุรกิจในประเทศไทยไม่สามารถมองข้ามเทรนด์นี้ได้อีกต่อไป

AI Influencer คืออะไร?

AI Influencer คือตัวตนดิจิทัลที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย พวกเขามีรูปลักษณ์ บุคลิก และไลฟ์สไตล์ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างที่โดดเด่นระดับโลก ได้แก่ Lil Miquela ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคนและได้ร่วมงานกับแบรนด์หรูอย่าง Prada, Imma อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจากญี่ปุ่นที่เคยร่วมแคมเปญกับ Samsung หรือ Shudu นางแบบดิจิทัลคนแรกของโลกที่ได้ร่วมงานกับ BMW การเกิดขึ้นของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผสมผสานเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ทรงพลัง

ทำไมแบรนด์ถึงหันมาสนใจ AI Influencer?

ความน่าดึงดูดของอินฟลูเอนเซอร์เสมือนสำหรับแบรนด์นั้นมีหลายมิติ ข้อมูลระบุว่า 63% ของนักการตลาดมืออาชีพวางแผนที่จะใช้ AI และ Machine Learning ในการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ AI Influencer ได้รับความสนใจมีดังนี้:

  • การควบคุมได้ 100%: แบรนด์สามารถควบคุมภาพลักษณ์ ข้อความ และการกระทำของอินฟลูเอนเซอร์เสมือนได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมส่วนตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากในอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นมนุษย์
  • ความสามารถในการขยายผล (Scalability): AI Influencer สามารถปรากฏตัวในหลายแคมเปญ หลายสถานที่ และหลายภาษาพร้อมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาหรือการเดินทาง
  • ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ในระยะยาว การลงทุนสร้างและพัฒนา AI Influencer อาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับแนวหน้าที่มีค่าตัวสูงอย่างต่อเนื่อง
  • การทำงานตลอด 24 ชั่วโมง: อินฟลูเอนเซอร์เสมือนไม่มีวันเหนื่อย สามารถสร้างคอนเทนต์และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้ตลอดเวลา ทำให้แบรนด์สามารถ “Always-on” ได้อย่างแท้จริง

ความท้าทายและข้อกังวลด้านความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมกับความท้าทายที่สำคัญ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า 37% ของผู้บริโภคจะไม่ไว้วางใจแบรนด์ที่พึ่งพา AI Influencer เพียงอย่างเดียว ประเด็นนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความจริงใจและความน่าเชื่อถือ ผู้บริโภคอาจรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับอินฟลูเอนเซอร์เสมือนนั้นขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นอื่นๆ เช่น การสร้างมาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง การเกิดอคติ (Bias) ที่อาจแฝงอยู่ในการออกแบบ AI และความจำเป็นในการเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าตัวตนนั้นไม่ใช่บุคคลจริง เพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภค

ภูมิทัศน์การตลาดไทยที่กำลังเปลี่ยนไปในปี 2026

ในปี 2026 ตลาดผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน โดยที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอประโยชน์ใช้สอยที่เป็นรูปธรรมและข้อมูลเชิงวัตถุวิสัย ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์มนุษย์จะยังคงเป็นผู้สร้างการตอบสนองทางอารมณ์และความภักดีต่อแบรนด์ การแข่งขันของแบรนด์ไทยไม่ได้วัดกันที่ว่าใครทำโฆษณาได้ดีกว่าอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันว่าใครมีชุดเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่แข็งแกร่งกว่าในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Search, Social, Paid Media และ Influencer Marketing

วิวัฒนาการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์เอง ที่กำลังเปลี่ยนจากผู้มีอิทธิพลแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น Key Opinion Customers (KOCs) หรือ “ลูกค้าตัวจริงที่เป็นผู้นำทางความคิด” ซึ่งเน้นการรีวิวและแนะนำผลิตภัณฑ์จากประสบการณ์ใช้งานจริงมากกว่าการรับรองสินค้าแบบผิวเผิน แม้ว่า AI จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อินฟลูเอนเซอร์มนุษย์ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่งในตลาดไทย เนื่องจากลักษณะเฉพาะทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตาม

กลยุทธ์การปรับงบประมาณการตลาดเพื่อรับมือ AI Influencer

เมื่อภูมิทัศน์การตลาดเปลี่ยนแปลงไป การจัดสรรงบประมาณแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างสรรค์คอนเทนต์ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว

แนวทางแบบผสมผสาน: อนาคตของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์

อนาคตของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง AI กับมนุษย์ แต่เป็นการผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “โมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model)” ในโมเดลนี้ AI จะทำหน้าที่สนับสนุนการเล่าเรื่องในวงกว้าง (Scale) สร้างการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว และจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ในขณะที่ผู้สร้างสรรค์ที่เป็นมนุษย์จะส่งมอบสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ นั่นคือความรู้สึกร่วมทางอารมณ์ ความน่าเชื่อถือทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย แคมเปญของแบรนด์อย่าง Coach และ Samsung ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนและมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวโดยไม่ทำลายความไว้วางใจของผู้บริโภค

การเปรียบเทียบระหว่าง AI Influencer และอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ การเปรียบเทียบคุณสมบัติในมิติต่างๆ ระหว่าง AI Influencer และอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะระหว่าง AI Influencer และอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์
คุณลักษณะ AI Influencer (อินฟลูเอนเซอร์เสมือน) Human Influencer (อินฟลูเอนเซอร์มนุษย์)
ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า เนื่องจากขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง สูงกว่า สามารถสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจได้ดีกว่า
การควบคุม ควบคุมได้ 100% ทั้งภาพลักษณ์และข้อความ ลดความเสี่ยง ควบคุมได้จำกัด มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมส่วนตัว
ต้นทุน ต้นทุนเริ่มต้นสูงในการพัฒนา แต่ต่ำในระยะยาว ผันแปรตามความนิยม อาจมีค่าใช้จ่ายสูงและต่อเนื่อง
ความยืดหยุ่น สูงมาก สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และปรากฏตัวได้ทุกที่ทุกเวลา ต่ำกว่า มีข้อจำกัดด้านเวลา การเดินทาง และร่างกาย
การมีส่วนร่วม อาจสร้างความแปลกใหม่ได้ในช่วงแรก แต่ยากที่จะสร้างการมีส่วนร่วมเชิงลึก สร้างการมีส่วนร่วมเชิงลึกและบทสนทนาที่จริงใจได้ดีกว่า

5 การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดที่จำเป็นในยุค AI

เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดในหลายมิติ ดังนี้:

1. สร้างคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือผ่านผู้สร้างสรรค์ตัวจริง (Creator-led Authentic Content)

แทนที่จะพึ่งพาการจ้างอินฟลูเอนเซอร์แบบครั้งคราว (One-off Endorsements) ธุรกิจควรหันมาสร้างความร่วมมือระยะยาวกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ผู้ที่เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ไปจนถึงนักรีวิวอาหาร การร่วมมือกับคนกลุ่มนี้จะช่วยสร้างคอนเทนต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า

2. การประเมิน AI Influencer อย่างมีประสิทธิภาพ (AI Influencer Evaluation)

การประเมินประสิทธิภาพต้องมองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลข การใช้เครื่องมือ AI Influencer Radar เพื่อประเมินในหลายมิติเป็นสิ่งจำเป็น โดยเน้นการวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างกลุ่มเป้าหมายของอินฟลูเอนเซอร์กับแบรนด์ (Audience-Brand Fit) ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลชีวประวัติ (Bio) และความสนใจของผู้ติดตาม เทียบกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ รวมถึงการประเมินคุณภาพของการมีส่วนร่วม (Engagement Quality) โดยการอ่านและวิเคราะห์เนื้อหาของความคิดเห็นเพื่อดูว่าเป็นการสนทนาที่มีสาระหรือไม่ แทนที่จะนับเพียงปฏิกิริยาอิโมจิ

3. การใช้ข้อมูล First-Party และการเติบโตที่เคารพความเป็นส่วนตัว (First-Party Data & Privacy-First Growth)

ธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการเติบโตที่นำโดยสื่อ (Media-led) ไปสู่การเติบโตที่นำโดยความสัมพันธ์ (Relationship-led) โดยใช้ข้อมูลที่ลูกค้าให้ความยินยอมโดยตรง (Consent-based First-party Data) ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น LINE Official Accounts, โปรแกรมสะสมคะแนน (Loyalty Programs) และแอปพลิเคชันของแบรนด์เอง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

4. กลยุทธ์วิดีโอเป็นอันดับแรก (Video-First Strategy)

ต้องยอมรับว่าวิดีโอสั้นได้กลายเป็นหน้าร้านดิจิทัลที่ซึ่งความบันเทิง การโต้ตอบ และการซื้อขายมาบรรจบกัน แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts คือช่องทางหลักในการค้นพบสินค้าและบริการใหม่ๆ ผ่านประสบการณ์ที่สมจริง เช่น การไลฟ์ขายของ (Live Shopping) และเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) การจัดสรรงบประมาณเพื่อผลิตคอนเทนต์วิดีโอคุณภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

5. การค้าผ่านการสนทนา (Conversational Commerce)

การนำระบบการค้าที่เน้นการสนทนาแบบเรียลไทม์มาใช้บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ LINE จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยผสมผสานการสนทนา ความบันเทิง และการชำระเงินที่ง่ายดายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันทีในขณะที่กำลังมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์

ข้อควรพิจารณาสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ

แบรนด์ไทยต้องก้าวข้ามการวัดผลแบบเดิมๆ ที่เน้นเพียงแค่จำนวนการมองเห็น (Impressions) การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทยมักประสบปัญหาตัวเลขที่ดูน่าประทับใจ แต่กลับไม่สามารถสร้างยอดขายหรือมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (LTV) ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องผู้ติดตามปลอมและการมีส่วนร่วมจากบอท (Bot Engagement) ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณอย่างชาญฉลาดในยุคนี้จึงต้องคำนึงถึงหลักการต่อไปนี้:

  • ประเมินความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายจริง: ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องระหว่างผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์ มากกว่าแค่จำนวนผู้ติดตาม
  • วิเคราะห์คุณภาพของการมีส่วนร่วม: ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อทำความเข้าใจบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริง แทนที่จะนับแค่ยอดไลก์หรือคอมเมนต์
  • ลงทุนในความสัมพันธ์ระยะยาว: สร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ แทนที่จะทำข้อตกลงแบบครั้งคราว
  • สร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความจริงใจ: ใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของ AI ควบคู่ไปกับการรักษาความน่าเชื่อถือและความจริงใจที่ได้จากมนุษย์

หลักการที่สำคัญที่สุดคือ: ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การตลาดได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าการผลิต ดังนั้น การปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณเชิงกลยุทธ์ไปสู่การผสมผสานระหว่าง AI และอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์ จะเป็นตัวกำหนดความได้เปรียบในการแข่งขันในปี 2026

บทสรุป: การปรับตัวคือกุญแจสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน

การมาถึงของ AI Influencer ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของอินฟลูเอนเซอร์มนุษย์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ต้องทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุด พวกเขาต้องมองว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทดแทน แต่เป็นเครื่องมือที่จะมาเสริมศักยภาพการทำงานของมนุษย์ การจัดสรรงบประมาณการตลาดจึงต้องเปลี่ยนจากการมองแบบแยกส่วนไปสู่การบูรณาการ โดยลงทุนทั้งในเทคโนโลยี AI เพื่อการขยายผลและวิเคราะห์ข้อมูล และในขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นมนุษย์ เพื่อสร้างความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้นำในภูมิทัศน์การตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้