Home » จิตรกรมีหนาว! AI ‘วิจิตร’ โชว์เดี่ยว ขายภาพล้าน

จิตรกรมีหนาว! AI ‘วิจิตร’ โชว์เดี่ยว ขายภาพล้าน

สารบัญ

ปรากฏการณ์ จิตรกรมีหนาว! AI ‘วิจิตร’ โชว์เดี่ยว ขายภาพล้าน ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่สำคัญในวงการศิลปะร่วมสมัย การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและจำหน่ายได้ในราคาสูง กำลังสร้างความท้าทายต่อบทบาทดั้งเดิมและอนาคตของศิลปินที่เป็นมนุษย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีความสวยงามวิจิตรและมีเอกลักษณ์เทียบเท่าผลงานของมนุษย์
  • การจำหน่ายผลงานศิลปะที่สร้างโดย AI ในราคาสูงถึงหลักล้านบาท ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อกลไกตลาดศิลปะและตั้งคำถามถึงการประเมินคุณค่าของงานศิลป์
  • ศิลปินมนุษย์จำนวนมากแสดงความกังวลต่อการเข้ามาของ จิตรกร AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาชีพและความเป็นธรรมในการแข่งขัน
  • แพลตฟอร์มศิลปะออนไลน์กำลังเผชิญกับการปรับตัวเพื่อรองรับผลงานจาก AI ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงและประท้วงในชุมชนศิลปิน
  • ประเด็นด้านจริยธรรมและลิขสิทธิ์ของผลงานที่สร้างจาก AI ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาที่ต้องการการพิจารณาและวางกรอบที่ชัดเจนในอนาคต

การมาถึงของศิลปินปัญญาประดิษฐ์

ปรากฏการณ์ที่ จิตรกรมีหนาว! AI ‘วิจิตร’ โชว์เดี่ยว ขายภาพล้าน ไม่ใช่เพียงหัวข้อข่าวที่ดึงดูดความสนใจ แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาปฏิวัติโลกแห่งศิลปะอย่างลึกซึ้ง การเกิดขึ้นของศิลปินปัญญาประดิษฐ์ (AI Artist) ที่สามารถผลิตผลงานศิลปะดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูง กำลังท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ คุณค่าของผลงาน และบทบาทของศิลปินในสังคม เหตุการณ์นี้บังคับให้ทั้งศิลปิน นักสะสม และผู้คนในวงการต้องหันมาทบทวนว่าอะไรคือแก่นแท้ของศิลปะ และเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในโลกที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์โดยเฉพาะได้อย่างไร

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี Generative AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ภาพ จากเดิมที่ AI ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน กลายมาเป็นผู้สร้างสรรค์หลักที่สามารถตีความแนวคิดและสร้างผลงานที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศิลปินมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านความเร็วในการผลิตและต้นทุนที่ต่ำกว่า การจัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวและการประมูลผลงาน AI ในราคาหลักล้านจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า AI ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดศิลปะอย่างเต็มตัวแล้ว

กำเนิด ‘วิจิตร AI’: นิยามใหม่ของศิลปิน

กำเนิด 'วิจิตร AI': นิยามใหม่ของศิลปิน

คำว่า ‘วิจิตร AI’ ไม่ได้หมายถึงชื่อของศิลปินคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีความสวยงาม ประณีต และซับซ้อน มันคือตัวแทนของเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไปสู่การเป็น “ผู้สร้าง” ที่มีสไตล์และแนวทางเป็นของตัวเอง

AI ศิลปินคืออะไร

AI ศิลปิน หรือ จิตรกร AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกฝึกฝน (Train) ด้วยชุดข้อมูลขนาดมหาศาล ซึ่งประกอบด้วยภาพวาด ภาพถ่าย และผลงานศิลปะแขนงต่างๆ นับล้านชิ้นจากทั่วโลกและตลอดประวัติศาสตร์ศิลป์ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยเฉพาะแบบจำลองที่เรียกว่า Generative Adversarial Networks (GANs) หรือ Diffusion Models ทำให้ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบ องค์ประกอบ สีสัน และสไตล์ของศิลปินต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อผู้ใช้ป้อนคำสั่ง (Prompt) ซึ่งอาจเป็นข้อความบรรยายภาพที่ต้องการ AI จะทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้เรียนรู้มาเพื่อสร้างภาพใหม่ขึ้นมาตามคำสั่งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่การคัดลอกหรือตัดแปะจากภาพที่มีอยู่ แต่เป็นการสร้างสรรค์ภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยอิงจาก “ความเข้าใจ” ในรูปแบบศิลปะที่มันได้เรียนรู้มา สิ่งนี้ทำให้ผลงานจาก AI มีความหลากหลายและสามารถสร้างสรรค์สไตล์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ เช่น การผสมผสานลายไทยโบราณเข้ากับสุนทรียศาสตร์แบบโลกอนาคตไซเบอร์พังก์

เบื้องหลังกระบวนการสร้างสรรค์อันซับซ้อน

กระบวนการสร้างสรรค์ของ AI ศิลปินเริ่มต้นจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ระบบจะทำการแยกแยะองค์ประกอบต่างๆ ในภาพ เช่น วัตถุ แสงเงา พื้นผิว และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เมื่อได้รับคำสั่ง AI จะเริ่มสร้างภาพจากจุดรบกวน (Noise) แบบสุ่ม แล้วค่อยๆ ปรับแก้ให้ภาพนั้นสอดคล้องกับคำสั่งที่ได้รับมากที่สุดในแต่ละขั้นตอน กระบวนการนี้คล้ายกับการที่ศิลปินมนุษย์ร่างภาพคร่าวๆ แล้วค่อยๆ ลงรายละเอียดจนสมบูรณ์ แต่ AI สามารถทำกระบวนการทั้งหมดนี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที

ความสามารถในการผลิตผลงานได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายในปริมาณมหาศาล คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับศิลปินมนุษย์ในเวลาเดียวกัน

ความ ‘วิจิตร’ ของผลงานไม่ได้มาจากความสามารถในการวาดภาพที่เหมือนจริงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการตีความแนวคิดนามธรรม การผสมผสานสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างลงตัว และการสร้างสรรค์ภาพที่มีองค์ประกอบทางศิลปะที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลศิลปะจำนวนมหาศาลที่มนุษย์คนหนึ่งไม่อาจศึกษาได้ทั้งหมดในช่วงชีวิต

แรงสั่นสะเทือนในตลาดศิลปะ

การที่ผลงาน ศิลปะดิจิทัล ซึ่งสร้างโดย AI สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงเทียบเท่าผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดศิลปะอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้ท้าทายระบบการประเมินคุณค่าแบบดั้งเดิมที่มักอิงกับชื่อเสียงของศิลปิน ประวัติการทำงาน และความเป็นของแท้ที่มีเพียงชิ้นเดียว

เมื่อผลงาน AI มีมูลค่าหลักล้าน

การประมูลผลงานศิลปะ AI ในราคาหลักล้านได้สร้างบรรทัดฐานใหม่และกระตุ้นให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “คุณค่า” ของศิลปะ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นหนึ่งมีราคาสูง? หากไม่ใช่เรื่องของฝีมือที่เกิดจากการฝึกฝนมานานหลายปี หรือเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของศิลปิน แล้วคุณค่าของงานศิลปะ AI มาจากอะไร

คำตอบอาจอยู่ที่หลายปัจจัยประกอบกัน ส่วนหนึ่งคือความแปลกใหม่และความน่าสนใจของเทคโนโลยีเอง นักสะสมบางกลุ่มมองว่าการได้ครอบครองผลงานศิลปะ AI ยุคแรกๆ เปรียบเสมือนการลงทุนในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการศิลปะ นอกจากนี้ ความซับซ้อนทางเทคนิค ความสวยงามของผลงาน และแนวคิดเบื้องหลังคำสั่งที่ใช้สร้างภาพ ก็เป็นองค์ประกอบที่นักสะสมนำมาพิจารณาเช่นกัน การเข้ามาของเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFT (Non-Fungible Token) ยังช่วยสร้างความเป็นของแท้และสิทธิ์ในการครอบครองให้กับผลงานศิลปะดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำได้ยากในอดีต และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้ราคาผลงานสูงขึ้น

ความท้าทายของจิตรกรมนุษย์ในยุคดิจิทัล

สำหรับจิตรกรและศิลปินมนุษย์ การมาถึงของ AI ศิลปินเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการแข่งขันด้านความเร็วและปริมาณ AI สามารถสร้างผลงานได้หลายร้อยชิ้นในเวลาที่ศิลปินมนุษย์อาจจะยังร่างภาพไม่เสร็จด้วยซ้ำ สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่องานเชิงพาณิชย์ เช่น งานวาดภาพประกอบ งานออกแบบคอนเซ็ปต์อาร์ต ที่ลูกค้าต้องการความรวดเร็วและตัวเลือกที่หลากหลายในงบประมาณที่จำกัด

นอกจากนี้ยังเกิดการกดดันด้านราคา เมื่อผลงานคุณภาพสูงสามารถผลิตได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น คุณค่าของ “ฝีมือ” และ “เวลา” ที่ศิลปินทุ่มเทไปอาจถูกลดทอนลงในสายตาของผู้ว่าจ้างบางกลุ่ม ทำให้ศิลปินต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและอาจต้องลดราคาเพื่อความอยู่รอด นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “จิตรกรมีหนาว” ที่ศิลปินจำนวนมากกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะระหว่างจิตรกรมนุษย์และจิตรกร AI
คุณลักษณะ จิตรกรมนุษย์ จิตรกร AI
ความเร็วในการสร้างผลงาน ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายเดือนต่อชิ้น ใช้เวลาไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีต่อชิ้น
ปริมาณการผลิต จำกัดตามเวลาและพลังงานของบุคคล สามารถสร้างผลงานได้ไม่จำกัดและต่อเนื่อง
ต้นทุนการสร้าง สูง (ค่าวัสดุ, ค่าแรง, เวลา) ต่ำ (ค่าพลังงาน, ค่าสมัครสมาชิกแพลตฟอร์ม)
ความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ มาจากประสบการณ์ชีวิต อารมณ์ และเจตจำนงส่วนตัว มาจากการสังเคราะห์ข้อมูลตามรูปแบบที่เรียนรู้ ไม่มีความรู้สึกหรือเจตจำนงแท้จริง
ความสม่ำเสมอของสไตล์ อาจมีความคลาดเคลื่อน แต่มีพัฒนาการตามเวลา มีความสม่ำเสมอสูง สามารถสร้างผลงานในสไตล์เดิมซ้ำๆ ได้อย่างแม่นยำ
การปรับแก้ ใช้เวลาและอาจมีข้อจำกัดทางกายภาพ สามารถปรับแก้และสร้างเวอร์ชันใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

เสียงสะท้อนจากชุมชนศิลปิน: ระหว่างการยอมรับและการต่อต้าน

การเข้ามาของ ศิลปิน AI ได้แบ่งชุมชนศิลปินออกเป็นหลายกลุ่ม ความคิดเห็นมีตั้งแต่การต่อต้านอย่างรุนแรง ไปจนถึงการเปิดรับและนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การถกเถียงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความกังวลที่หลากหลาย

กรณีศึกษา Artstation และการประท้วงบนโลกออนไลน์

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนความขัดแย้งนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือการประท้วงบนแพลตฟอร์ม Artstation ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่สำหรับศิลปินดิจิทัลและมืออาชีพในวงการเกมและภาพยนตร์ หลังจากที่แพลตฟอร์มเริ่มมีผลงานที่สร้างจาก AI ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก ศิลปินหลายคนรู้สึกว่าผลงานเหล่านี้กำลัง “ขโมย” พื้นที่และโอกาสของพวกเขา

จุดที่สร้างความไม่พอใจมากที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า AI เหล่านี้ถูกฝึกฝนมาจากผลงานของศิลปินมนุษย์ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศิลปินจึงรู้สึกว่าสไตล์และลายเส้นที่พวกเขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพัฒนาขึ้นมา ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างคู่แข่งให้กับตัวเองอย่างไม่เป็นธรรม การประท้วงเกิดขึ้นในรูปแบบของการที่ศิลปินพร้อมใจกันโพสต์ภาพที่มีข้อความ “No to AI Generated Images” เพื่อแสดงจุดยืนและเรียกร้องให้แพลตฟอร์มมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการกับผลงาน AI เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวลึกระหว่างชุมชนศิลปินและผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI

ประเด็นด้านจริยธรรมและคำถามเรื่องลิขสิทธิ์

ความขัดแย้งนี้นำไปสู่คำถามเชิงจริยธรรมและกฎหมายที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานที่สร้างโดย AI? ระหว่างผู้สร้าง AI, ผู้ใช้งานที่ป้อนคำสั่ง, หรือตัว AI เอง? การนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึกฝน AI ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่? และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานจาก AI ไม่ได้ลอกเลียนแบบผลงานของศิลปินคนใดคนหนึ่งมาโดยตรง

ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมายในหลายประเทศ และเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย การขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนทำให้เกิดความไม่แน่นอนและยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับศิลปินที่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเอาเปรียบจากเทคโนโลยีที่ก้าวไปเร็วกว่ากฎระเบียบ

อนาคตของศิลปะ: การแข่งขันหรือการร่วมมือ?

ท่ามกลางความกังวลและความท้าทาย ยังมีมุมมองที่ว่า AI อาจไม่ใช่จุดจบของศิลปินมนุษย์ แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการสร้างสรรค์ คำถามสำคัญคือ อนาคตศิลปะ จะเป็นไปในทิศทางของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ หรือการร่วมมือเพื่อเปิดพรมแดนใหม่ๆ

AI ในฐานะเครื่องมือใหม่แห่งการสร้างสรรค์

ศิลปินบางกลุ่มเริ่มมองว่า AI เป็นเสมือนผู้ช่วยหรือเครื่องมือชิ้นใหม่ที่ทรงพลัง เปรียบได้กับการเกิดขึ้นของกล้องถ่ายรูปในอดีต ซึ่งเคยถูกมองว่าจะมาแทนที่จิตรกรวาดภาพเหมือน แต่ท้ายที่สุดก็ได้กลายเป็นศิลปะแขนงใหม่และเป็นเครื่องมือให้ศิลปินได้สำรวจมุมมองใหม่ๆ ในทำนองเดียวกัน AI สามารถช่วยศิลปินในการระดมสมอง สร้างต้นแบบแนวคิดได้อย่างรวดเร็ว หรือสร้างองค์ประกอบบางส่วนของภาพที่ซับซ้อน เพื่อให้ศิลปินสามารถทุ่มเทเวลาและสมาธิไปกับการสร้างสรรค์ในส่วนที่ต้องใช้มุมมองและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้มากขึ้น

การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Human-AI Collaboration) อาจเป็นแนวทางที่น่าสนใจที่สุด โดยศิลปินทำหน้าที่เป็นผู้กำกับความคิดสร้างสรรค์ (Creative Director) ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการขยายขอบเขตจินตนาการของตนเอง สร้างสรรค์ผลงานที่ในอดีตอาจไม่สามารถทำได้ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและทักษะ

การปรับตัวของศิลปินเพื่อความอยู่รอด

ในโลกที่ AI สามารถสร้างภาพที่สวยงามได้อย่างง่ายดาย สิ่งที่จะทำให้ผลงานของศิลปินมนุษย์ยังคงมีคุณค่าและโดดเด่น คือสิ่งที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ นั่นคือ “ความเป็นมนุษย์” ซึ่งรวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน, ประสบการณ์ชีวิต, อารมณ์ความรู้สึก, เจตจำนงในการสื่อสาร และกระบวนการสร้างสรรค์ทางกายภาพ เช่น รอยฝีแปรงบนผืนผ้าใบ หรือความไม่สมบูรณ์แบบที่มีเสน่ห์

ศิลปินอาจต้องหันมาเน้นทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) การสร้างแนวคิด (Conceptualization) และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม การสร้างแบรนด์บุคคลและการเชื่อมโยงกับชุมชนจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสร้างคุณค่าให้กับผลงาน นอกเหนือไปจากความสวยงามทางสายตาเพียงอย่างเดียว ทักษะการใช้ AI เป็นเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ (Prompt Engineering) ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญสำหรับศิลปินในยุคดิจิทัล

บทสรุป: ทิศทางของวงการศิลปะในยุคปัญญาประดิษฐ์

ปรากฏการณ์ จิตรกรมีหนาว! AI ‘วิจิตร’ โชว์เดี่ยว ขายภาพล้าน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าวงการศิลปะได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ปัญญาประดิษฐ์ได้พิสูจน์แล้วว่ามีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายขีดจำกัดทางเทคโนโลยีและสุนทรียศาสตร์ การเข้ามาของ AI ได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายมากมาย มันเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของศิลปินมนุษย์

อนาคตของศิลปะคงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างมนุษย์หรือเครื่องจักร แต่อยู่ที่การหาจุดสมดุลและการกำหนดนิยามใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ การถกเถียงเรื่องจริยธรรม ลิขสิทธิ์ และคุณค่าของศิลปะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบการอยู่ร่วมกันระหว่างศิลปินมนุษย์และ ศิลปิน AI ในระยะยาว ท้ายที่สุดแล้ว วงการศิลปะอาจไม่ได้ถูกทำลายโดยเทคโนโลยี แต่จะถูกวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้เสพงานศิลป์จะต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปพร้อมกัน