AI จัดผังเมืองกรุงเทพฯ 2030 คนกรุงจะได้อะไร?
- ภาพรวมอนาคตกรุงเทพฯ 2030
- วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030: เมื่อปัญญาประดิษฐ์ร่วมออกแบบอนาคตเมือง
- AI พลิกโฉมการวางผังเมืองกรุงเทพฯ อย่างไร?
- 5 ประโยชน์สำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้รับจากผังเมืองใหม่
- กรุงเทพฯ วันนี้ สู่ กรุงเทพฯ 2030 ด้วย AI
- ความท้าทายและก้าวต่อไปของกรุงเทพฯ สู่การเป็นศูนย์กลาง AI
- บทสรุป: อนาคตที่น่าอยู่รอคนกรุงเทพฯ
โครงการนำร่องในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อจัดทำผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ภายในปี 2030 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมมหานครแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน ทั้งการจราจรติดขัด ปัญหาน้ำท่วม และมลภาวะ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ภาพรวมอนาคตกรุงเทพฯ 2030
- เพิ่มพื้นที่สีเขียว: โครงการ Green Bangkok 2030 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 10 ตารางเมตรต่อคน เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ ลดปัญหาเกาะความร้อน และสร้างพื้นที่สันทนาการ
- พัฒนาระบบขนส่งมวลชน: ขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน
- ใช้ AI บริหารจัดการเมือง: นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์ข้อมูลเมืองแบบเรียลไทม์ เพื่อการวางแผนที่ดิน การจัดการจราจร และการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
- กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สาธารณะจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และส่งเสริมธุรกิจรายย่อยในพื้นที่
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วม: เปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทในการออกแบบและดูแลพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง และคำถามสำคัญคือ AI จัดผังเมืองกรุงเทพฯ 2030 คนกรุงจะได้อะไร? บทความนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของโครงการ วิเคราะห์ถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง และฉายภาพอนาคตของกรุงเทพมหานครที่กำลังจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับทุกคน การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการวางผังเมือง ถือเป็นแนวทางใหม่ที่อาศัยข้อมูลมหาศาล (Big Data) เพื่อสร้างแบบจำลองและคาดการณ์ผลกระทบได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความท้าทายของเมืองใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ได้ดียิ่งขึ้น
วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030: เมื่อปัญญาประดิษฐ์ร่วมออกแบบอนาคตเมือง
กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรที่ติดขัดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การขาดแคลนพื้นที่สีเขียวสาธารณะ และมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากการวางผังเมืองในอดีตที่อาจไม่สอดคล้องกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โครงการ “กรุงเทพฯ 2030” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปกระบวนการวางผังเมืองใหม่ทั้งหมด วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้มองแค่การสร้างตึกหรือถนนเพิ่ม แต่เป็นการออกแบบระบบนิเวศของเมืองที่เกื้อหนุนให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกมิติ
ทำไมต้องใช้ AI ในการวางผังเมือง?
การวางผังเมืองแบบดั้งเดิมมักอาศัยข้อมูลสถิติในอดีตและการสำรวจที่ใช้เวลานาน ทำให้การตัดสินใจอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ AI สามารถเข้ามาปฏิวัติกระบวนการนี้ได้โดยสิ้นเชิง ด้วยความสามารถในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลากหลายแหล่งที่มา เช่น ข้อมูลการเดินทางจาก GPS ข้อมูลคุณภาพอากาศจากเซ็นเซอร์ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่สะท้อนความต้องการของประชาชน
AI จะช่วยสร้างแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ที่ซับซ้อน เพื่อคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองในรูปแบบต่างๆ เช่น หากมีการสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ AI จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการจราจรในบริเวณโดยรอบจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มูลค่าที่ดินจะเพิ่มขึ้นเท่าใด และควรมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หรือที่อยู่อาศัยในบริเวณใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ความสามารถนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการวางแผนที่ผิดพลาดและทำให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุด
ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงและสำคัญที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “ประชาชน” ที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครทุกคน ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศที่ต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนวันละหลายชั่วโมง นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทำกิจกรรม ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ภาคธุรกิจและนักลงทุนก็จะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ การพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ยังช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
AI พลิกโฉมการวางผังเมืองกรุงเทพฯ อย่างไร?
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือทรงพลังที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของกรุงเทพฯ การประยุกต์ใช้ AI ในการจัดทำผังเมืองใหม่จะเกิดขึ้นในหลายมิติสำคัญ ซึ่งจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเมืองที่ชาญฉลาดและตอบสนองต่อความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
หัวใจของการวางผังเมืองด้วย AI คือการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ (Data-Driven Decision Making) AI สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่ซับซ้อนซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น ตัวอย่างเช่น:
- ข้อมูลการใช้ที่ดิน: AI จะวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียมเพื่อจำแนกประเภทการใช้ที่ดินในปัจจุบัน ระบุพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- ข้อมูลประชากร: วิเคราะห์การกระจุกตัวของประชากรในแต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อวางแผนการจัดสรรสาธารณูปโภค เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และสวนสาธารณะ ให้เพียงพอและเข้าถึงได้ง่าย
- ข้อมูลเศรษฐกิจ: ติดตามการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละย่าน เพื่อกำหนดโซนพื้นที่พาณิชยกรรมที่เหมาะสมและส่งเสริมธุรกิจในท้องถิ่น
การใช้ AI ทำให้การวางผังเมืองไม่ใช่การ “คาดเดา” จากประสบการณ์อีกต่อไป แต่เป็นการ “คำนวณ” จากข้อมูลจริง ซึ่งนำไปสู่การวางแผนที่แม่นยำและตรงจุด
การวางแผนระบบขนส่งอัจฉริยะ
ปัญหารถติดถือเป็นวาระแห่งชาติของคนกรุงเทพฯ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบโครงข่ายคมนาคมแห่งอนาคต โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์เพื่อหาจุดคอขวดและเสนอแนวทางการแก้ไข เช่น การปรับสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ การออกแบบเส้นทางรถโดยสารประจำทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญคือการวางแผนขยายเส้นทางรถไฟฟ้า เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีเทา ให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ (Feeder System) ทั้งรถโดยสาร เรือ และระบบขนส่งสาธารณะรอง เพื่อสร้างโครงข่ายการเดินทางที่ไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity) และจูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
การจัดการสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน
โครงการ Green Bangkok 2030 เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังเมืองใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม AI จะถูกนำมาใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความหนาแน่นของประชากร การเข้าถึง และผลกระทบต่อการลดอุณหภูมิในพื้นที่ (Urban Heat Island Effect) นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยบริหารจัดการระบบระบายน้ำ โดยวิเคราะห์ข้อมูลภูมิประเทศและปริมาณน้ำฝน เพื่อออกแบบทางระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง) ที่สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5 ประโยชน์สำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้รับจากผังเมืองใหม่
การพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายด้าน ซึ่งสามารถสรุปเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้ 5 ประการดังนี้
คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น
เป้าหมายหลักของโครงการ Green Bangkok 2030 คือการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรให้ถึง 10 ตารางเมตรต่อคน จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 7 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก การเพิ่มขึ้นของสวนสาธารณะ สวนหย่อม และพื้นที่สีเขียวริมทาง จะไม่เพียงแต่ทำให้เมืองดูร่มรื่นสวยงามขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนเมืองโดยตรง พื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกรองฝุ่นละอองในอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิของเมือง และเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว
การเดินทางสะดวกและรวดเร็วด้วยโครงข่ายขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม
อนาคตของการเดินทางในกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้า MRT และโมโนเรลสายต่างๆ จะทำให้การเดินทางข้ามเขตต่างๆ ของเมืองเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและคาดการณ์เวลาได้ ผู้คนจะสามารถเดินทางจากชานเมืองเข้ามาทำงานในใจกลางเมืองได้โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหารถติด ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งจะส่งผลให้มลพิษทางอากาศลดลงและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในระยะยาว ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกันอย่างดีจะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่ “เดินได้” (Walkable City) มากขึ้นในหลายพื้นที่
เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในการบริหารจัดการเมืองจะทำให้การบริการภาครัฐมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณขยะเพื่อวางแผนการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ การใช้ระบบติดตามคุณภาพน้ำในคูคลองแบบเรียลไทม์ หรือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วมหรือฝุ่น PM2.5 ที่แม่นยำและรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น Smart City จะทำให้เมืองสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีและแก้ไขปัญหาได้ที่ต้นเหตุ
เศรษฐกิจชุมชนแข็งแกร่งและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
ผังเมืองที่ดีไม่ได้ส่งผลดีแค่ด้านกายภาพ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอีกด้วย การสร้างสวนสาธารณะหรือพื้นที่กิจกรรมสาธารณะจะทำให้เกิดธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร และบริการต่างๆ รอบพื้นที่นั้นๆ การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เข้าถึงง่ายจะช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณใกล้เคียง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในย่านที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระจายรายได้และสร้างงานให้กับคนในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมือง
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือการสร้างกระบวนการวางแผนที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเจ้าของพื้นที่ เทคโนโลยีสามารถเข้ามาเป็นเครื่องมือในการรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความต้องการของคนในชุมชนได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อแบบร่างผังเมือง หรือการเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบและดูแลสวนสาธารณะในละแวกบ้านของตนเอง เพื่อให้การพัฒนาที่เกิดขึ้นตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
กรุงเทพฯ วันนี้ สู่ กรุงเทพฯ 2030 ด้วย AI
เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบระหว่างสภาพการณ์ในปัจจุบันกับเป้าหมายที่วาดไว้ในปี 2030 จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาเมือง
| ลักษณะ | สภาพปัจจุบัน | เป้าหมายปี 2030 ด้วย AI |
|---|---|---|
| พื้นที่สีเขียวต่อคน | น้อยกว่า 7 ตารางเมตร | เป้าหมาย 10 ตารางเมตร และกระจายตัวอย่างทั่วถึง |
| ระบบขนส่งมวลชน | โครงข่ายยังไม่ครอบคลุม การเชื่อมต่อจำกัด | โครงข่ายรถไฟฟ้าครอบคลุมทั่วถึง เชื่อมต่อไร้รอยต่อ |
| การจัดการเมือง | อาศัยข้อมูลสถิติและการสำรวจเป็นหลัก การตอบสนองล่าช้า | ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์ บริหารจัดการเชิงรุกและแม่นยำ |
| การแก้ปัญหาน้ำท่วม/จราจร | เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ | วางแผนป้องกันอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองสถานการณ์จาก AI |
| การมีส่วนร่วมของประชาชน | มีช่องทางจำกัดและเป็นทางการ | เปิดกว้างผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ประชาชนร่วมออกแบบเมือง |
ความท้าทายและก้าวต่อไปของกรุงเทพฯ สู่การเป็นศูนย์กลาง AI
แม้ว่าวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 จะเต็มไปด้วยโอกาส แต่การเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นย่อมมีความท้าทายเช่นกัน ความท้าทายสำคัญคือการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI และวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้เพียงพอต่อความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคภายในปี 2030 โดยมีการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาทักษะด้านนี้อย่างจริงจัง ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อความสำเร็จของโครงการจัดทำผังเมืองกรุงเทพฯ ด้วย AI การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง
บทสรุป: อนาคตที่น่าอยู่รอคนกรุงเทพฯ
การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการจัดผังเมืองกรุงเทพฯ 2030 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในระยะยาว คนกรุงเทพฯ จะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในทุกมิติ ตั้งแต่การมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การเดินทางที่สะดวกสบายและประหยัดเวลาด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองของตนเอง
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการวางแผนที่มองการณ์ไกล อนาคตของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อคนกรุงเทพฯ รุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆ ไปอย่างแน่นอน