ฝันดีสั่งได้! ที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝัน
- ภาพรวมของเทคโนโลยีควบคุมความฝัน
- สู่มิติใหม่แห่งการนอนหลับ: เทคโนโลยีควบคุมฝันคืออะไร
- แก่นแท้ของการควบคุมฝัน: Lucid Dream
- ศาสตร์และศิลป์แห่งการฝึกฝน: เทคนิคสู่ Lucid Dream
- เทคโนโลยีล้ำสมัย: ที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝันทำงานอย่างไร
- การเปรียบเทียบวิธีการเข้าสู่ Lucid Dream
- ศักยภาพและข้อควรพิจารณา
- บทสรุป และอนาคตของการแฮกความฝัน
แนวคิดเรื่อง ฝันดีสั่งได้! ที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝัน กำลังเปลี่ยนจากจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้มากขึ้น เทคโนโลยีนี้อาศัยหลักการทางประสาทวิทยาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรู้ตัวขณะฝัน และควบคุมเรื่องราวในความฝันของตนเองได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Lucid Dream” อุปกรณ์เหล่านี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือใหม่ที่น่าจับตามองในแวดวงเทคโนโลยีการนอนและสุขภาพจิต
ภาพรวมของเทคโนโลยีควบคุมความฝัน
- Lucid Dream หรือการฝันรู้ตัว เป็นภาวะที่ผู้ฝันตระหนักว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝัน ทำให้สามารถมีอิทธิพลหรือควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
- การฝึกฝนเพื่อเข้าสู่สภาวะ Lucid Dream สามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านเทคนิคต่างๆ เช่น การจดบันทึกความฝัน การตรวจสอบความเป็นจริง และการตั้งจิตอธิษฐานก่อนนอน
- เทคโนโลยี AI ช่วยนอนในรูปแบบที่คาดศีรษะ ทำงานโดยการตรวจจับช่วงการหลับฝัน (REM Sleep) และส่งสัญญาณกระตุ้นเบาๆ เพื่อเตือนให้ผู้ใช้รู้ตัวในความฝัน
- ประโยชน์หลักของการควบคุมฝันคือการช่วยลดฝันร้าย จัดการกับความวิตกกังวล พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และเผชิญหน้ากับความกลัวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
- แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ยังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนา โดยมีข้อถกเถียงในวงการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพการนอนหลับ
สู่มิติใหม่แห่งการนอนหลับ: เทคโนโลยีควบคุมฝันคืออะไร
ในอดีต การควบคุมความฝันเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นความสามารถพิเศษหรือเป็นเพียงแนวคิดนามธรรม แต่ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การ “แฮกความฝัน” กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้น เทคโนโลยีการนอนที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับในภาพรวม แต่เจาะลึกลงไปถึงการปรับเปลี่ยนประสบการณ์ภายในความฝันโดยตรง
ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ขยายวงกว้างออกไปหลายด้าน สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายซ้ำๆ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะป่วยทางจิตใจหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) การควบคุมฝันอาจเป็นเครื่องมือบำบัดที่ทรงพลัง ช่วยให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้าและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของฝันร้ายให้เป็นกลางหรือเป็นบวกได้ นอกจากนี้ ศิลปิน นักเขียน หรือนักสร้างสรรค์ในสาขาต่างๆ อาจใช้สภาวะนี้เป็นสนามเด็กเล่นแห่งจินตนาการ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ทางกายภาพของโลกแห่งความจริง กลุ่มผู้สนใจเทคโนโลยีและผู้ที่ต้องการสำรวจศักยภาพของจิตใต้สำนึกก็เป็นอีกกลุ่มที่ให้ความสนใจกับอุปกรณ์เหล่านี้อย่างมาก การเกิดขึ้นของอุปกรณ์อย่างที่คาดศีรษะอัจฉริยะ เช่น แนวคิดของ ‘DreamWeaver’ จึงเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างความต้องการของผู้คนกับความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี
แก่นแท้ของการควบคุมฝัน: Lucid Dream
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝัน คือความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Lucid Dream หรือการฝันรู้ตัว การทำความเข้าใจพื้นฐานของสภาวะนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะเห็นภาพว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทได้อย่างไร
คำจำกัดความและกลไกการทำงาน
Lucid Dream คือสภาวะพิเศษของจิตสำนึกที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ ซึ่งผู้ฝันมีความตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่า “นี่คือความฝัน” การตระหนักรู้นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แยก Lucid Dream ออกจากความฝันทั่วไป เมื่อรู้ตัวแล้ว ผู้ฝันจะได้รับความสามารถในการควบคุมองค์ประกอบต่างๆ ในฝัน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงฉากทัศน์ การเสกวัตถุ ไปจนถึงการตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการ เช่น การบิน การเดินทางไปยังสถานที่ในจินตนาการ หรือการฝึกฝนทักษะบางอย่าง
กลไกทางสมองที่เกี่ยวข้องกับ Lucid Dream นั้นมีความซับซ้อน จากการศึกษาด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) พบว่า ในขณะที่เกิด Lucid Dream สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดเชิงบริหาร การตัดสินใจ และการตระหนักรู้ในตนเอง จะมีการทำงานที่สูงขึ้นกว่าในความฝันปกติ คล้ายกับขณะที่ตื่นอยู่ ในขณะที่สมองส่วนอื่นๆ ยังคงอยู่ในสภาวะหลับลึกในช่วง REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นช่วงที่คนเราฝันเป็นส่วนใหญ่
ประวัติศาสตร์และมุมมองทางวิทยาศาสตร์
แนวคิดเรื่องการฝันรู้ตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการบันทึกถึงประสบการณ์ลักษณะนี้ในวัฒนธรรมต่างๆ มานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่ปรัชญาในศาสนาพุทธนิกายทิเบตที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” ไปจนถึงงานเขียนของอริสโตเติล อย่างไรก็ตาม การศึกษาอย่างเป็นระบบในทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 20
ในปี 1970 นักประสาทวิทยา สตีเฟน ลาเบิร์จ (Stephen LaBerge) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์การมีอยู่จริงของ Lucid Dream อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ผู้ทดลองที่ฝึกฝนการฝันรู้ตัวส่งสัญญาณจากในความฝันออกมาสู่โลกภายนอกผ่านการกรอกลูกตาตามรูปแบบที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งการเคลื่อนไหวของลูกตานี้สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ การทดลองนี้ได้ยืนยันว่า Lucid Dream เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถศึกษาได้ ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างและเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในเวลาต่อมา
ศาสตร์และศิลป์แห่งการฝึกฝน: เทคนิคสู่ Lucid Dream
ก่อนที่เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาท การเข้าถึง Lucid Dream อาศัยการฝึกฝนจิตใจและสร้างวินัยอย่างสม่ำเสมอ เทคนิคเหล่านี้ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญและสามารถปฏิบัติควบคู่ไปกับการใช้อุปกรณ์เสริมได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการควบคุมความฝัน
การจดบันทึกความฝัน: กุญแจดอกแรกสู่การตระหนักรู้
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการจดบันทึกความฝันทันทีที่ตื่นนอน การทำเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่า “ความฝันเป็นสิ่งสำคัญ” ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำรายละเอียดของความฝันได้ดีขึ้น เมื่อจดบันทึกอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกจะเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบ สัญลักษณ์ หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในฝันของตนเอง (Dream Signs) การจดจำสิ่งเหล่านี้ได้คือเบาะแสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ในครั้งต่อไปที่ประสบพบเจอในความฝัน
การตรวจสอบความเป็นจริง (Reality Checks)
เทคนิคนี้คือการสร้างนิสัยในการตั้งคำถามกับความเป็นจริงรอบตัวในระหว่างวัน เช่น “ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า?” พร้อมกับการกระทำเพื่อตรวจสอบ เช่น
- การมองนาฬิกา: ในความฝัน ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิทัลมักจะเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างผิดปกติเมื่อมองซ้ำ
- การอ่านข้อความ: ตัวอักษรในฝันมักจะไม่คงที่หรือเปลี่ยนไปเมื่อละสายตาแล้วกลับมาอ่านใหม่
- การพยายามดันนิ้วทะลุฝ่ามือ: ในโลกความจริง นิ้วจะไม่สามารถทะลุฝ่ามือได้ แต่ในฝันมักจะทำได้
- การมองมือของตัวเอง: ในฝัน จำนวนนิ้วหรือรูปร่างของมืออาจดูผิดเพี้ยนไป
เป้าหมายคือการทำให้การตรวจสอบนี้กลายเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ เมื่อทำบ่อยครั้งในชีวิตจริง พฤติกรรมนี้จะติดเข้าไปในความฝัน และเมื่อทำการตรวจสอบในฝันแล้วพบความผิดปกติ ก็จะนำไปสู่การรู้ตัวได้
พลังแห่งการตั้งมั่น (Lucid Affirmations)
เทคนิคนี้อาศัยพลังของการตั้งใจ เป็นการบอกกับตัวเองซ้ำๆ ก่อนนอนด้วยความเชื่อมั่น เช่น “คืนนี้ฉันจะรู้ตัวว่ากำลังฝัน” หรือ “เมื่อฉันฝัน ฉันจะจำได้ว่าต้องตรวจสอบความเป็นจริง” วิธีการนี้คล้ายกับการโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้จดจำเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเกิด Lucid Dream ได้อย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในเทคนิคที่รู้จักกันดีคือ Mnemonic Induction of Lucid Dreams (MILD) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตื่นขึ้นมากลางดึกหลังนอนไปแล้ว 4-6 ชั่วโมง จากนั้นตั้งใจจดจำความฝันที่เพิ่งเกิดขึ้น และตั้งมั่นว่าจะกลับเข้าไปในฝันนั้นอีกครั้งพร้อมกับการรู้ตัว
การสร้างภาพความฝัน (Visualize Your Dream)
ก่อนที่จะหลับ ให้ใช้เวลาจินตนาการถึงฉากหรือเรื่องราวที่ต้องการจะฝันถึงอย่างละเอียด สร้างภาพให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งภาพ เสียง สัมผัส และความรู้สึก การทำเช่นนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับจิตใจ และเมื่อเข้าสู่ความฝันจริงๆ สมองอาจดึงเอาภาพที่จินตนาการไว้นั้นมาสร้างเป็นฉากในฝัน ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการจดจำและตระหนักรู้ว่านี่คือสิ่งที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
เทคโนโลยีล้ำสมัย: ที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝันทำงานอย่างไร
แม้ว่าการฝึกฝนด้วยตนเองจะเป็นวิธีดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องอาศัยความอดทนและวินัยสูง ที่คาดหัว AI ช่วยคุมฝัน จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางลัดหรือเครื่องมือช่วยที่ทำให้กระบวนการนี้ง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างเซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นสมองและปัญญาประดิษฐ์
หลักการทำงานเบื้องหลังอุปกรณ์อัจฉริยะ
อุปกรณ์ประเภทนี้โดยทั่วไปจะถูกออกแบบมาให้สวมใส่บนศีรษะขณะนอนหลับ ภายในประกอบด้วยเซ็นเซอร์ Electroencephalography (EEG) ขนาดเล็กที่สามารถตรวจจับและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองได้แบบเรียลไทม์ เป้าหมายหลักของเซ็นเซอร์คือการระบุให้ได้ว่าผู้ใช้กำลังเข้าสู่ช่วงการนอนหลับที่เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) Sleep ซึ่งเป็นช่วงที่คนเราฝันเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุด
เมื่ออุปกรณ์ตรวจพบว่าผู้ใช้เข้าสู่ช่วง REM Sleep แล้ว มันจะเริ่มกระบวนการส่งสัญญาณกระตุ้น สัญญาณเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความเบาบางพอที่จะไม่ปลุกผู้ใช้ให้ตื่น แต่แรงพอที่จะแทรกซึมเข้าไปในความฝันและทำหน้าที่เป็น “ตัวเตือน” ให้ผู้ฝันเกิดความสงสัยและตระหนักรู้ สัญญาณกระตุ้นอาจมาในหลายรูปแบบ เช่น:
- สัญญาณแสง: การกะพริบของไฟ LED เบาๆ ผ่านเปลือกตา
- สัญญาณเสียง: การเล่นเสียงหรือคำพูดที่ตั้งไว้ล่วงหน้าด้วยระดับความดังที่เหมาะสม
- สัญญาณสั่น: การสั่นสะเทือนเบาๆ ที่หน้าผาก
เมื่อผู้ฝันรับรู้สัญญาณเหล่านี้ (เช่น เห็นแสงกะพริบในฝัน) มันจะทำหน้าที่คล้ายกับการทำ Reality Check โดยอัตโนมัติ กระตุ้นให้เกิดคำถามว่า “แสงนี้มาจากไหน?” และนำไปสู่ข้อสรุปว่า “อ๋อ นี่คือสัญญาณจากที่คาดหัว แสดงว่าฉันกำลังฝันอยู่”
บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในเทคโนโลยีการนอน
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning คือหัวใจที่ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีความ “อัจฉริยะ” มากกว่าแค่เครื่องจับเวลาส่งสัญญาณธรรมดา บทบาทของ AI มีความสำคัญในหลายมิติ:
AI ทำหน้าที่วิเคราะห์รูปแบบคลื่นสมองที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการส่งสัญญาณกระตุ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสสำเร็จและลดการรบกวนการนอน
นอกจากนี้ AI ยังสามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระตุ้นได้เอง เช่น หากผู้ใช้ไม่ตอบสนองต่อสัญญาณแสง ระบบอาจลองเปลี่ยนไปใช้สัญญาณเสียง หรือปรับความถี่และความแรงของสัญญาณให้เหมาะสมกับผู้ใช้คนนั้นๆ มากขึ้นในคืนถัดไป ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับผู้ใช้แต่ละราย (Personalization) นี้เองที่ทำให้เทคโนโลยี AI มีความโดดเด่นและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าวิธีการกระตุ้นแบบตายตัว
สถานะปัจจุบันของเทคโนโลยีในตลาด
ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่คาดหัวเพื่อช่วยในการควบคุมฝันยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังพัฒนา มีผลิตภัณฑ์จากสตาร์ทอัพบางรายเปิดตัวสู่ตลาดแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปแบบของการระดมทุน (Crowdfunding) หรือเป็นอุปกรณ์สำหรับนักวิจัยและผู้ที่สนใจในวงแคบๆ อุปกรณ์เหล่านี้มักมีความแตกต่างกันในด้านความซับซ้อนของเซ็นเซอร์ อัลกอริทึมของ AI และรูปแบบของสัญญาณกระตุ้น
แม้ว่าแนวคิดของสตาร์ทอัพไทยอย่าง ‘DreamWeaver’ จะยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามความคืบหน้า แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มทั่วโลกที่ให้ความสนใจกับการผสมผสานระหว่างประสาทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภค วงการแพทย์ยังคงมีการถกเถียงและศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาวของการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อโครงสร้างการนอนหลับและสุขภาพจิตโดยรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคควรพิจารณาและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจใช้งาน
การเปรียบเทียบวิธีการเข้าสู่ Lucid Dream
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบระหว่างวิธีการฝึกฝนด้วยตนเองแบบดั้งเดิมกับการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีช่วยได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | การฝึกฝนด้วยตนเอง (Traditional Methods) | การใช้อุปกรณ์ AI ช่วย (AI-Assisted Devices) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | อาศัยการฝึกจิตสำนึก, สร้างวินัย, และการตั้งใจ เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง | ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับสภาวะการนอนและส่งสัญญาณกระตุ้นภายนอกเพื่อเตือนผู้ฝัน |
| ข้อดี | ไม่มีค่าใช้จ่าย, พัฒนาทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Mindfulness) ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้, ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ | อาจเห็นผลเร็วกว่า, ไม่ต้องอาศัยวินัยในการฝึกฝนที่เข้มงวด, มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลการนอนหลับส่วนบุคคล |
| ข้อควรพิจารณา | ใช้เวลานานในการฝึกฝน, ต้องการความสม่ำเสมอและอดทนสูง, อัตราความสำเร็จอาจไม่แน่นอนและแตกต่างกันในแต่ละบุคคล | มีค่าใช้จ่ายสูง, อาจรบกวนรูปแบบการนอนตามธรรมชาติ, ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องการการวิจัยผลกระทบระยะยาวเพิ่มเติม |
ศักยภาพและข้อควรพิจารณา
การควบคุมความฝันไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ล้วนเปิดประตูสู่ศักยภาพอันน่าทึ่งของจิตใจมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตและความคิดสร้างสรรค์
ประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดคือการนำไปใช้ในเชิงบำบัดทางจิตใจ
- การรับมือกับฝันร้ายและ PTSD: ใน Lucid Dream ผู้ฝันสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวในฝันได้อย่างปลอดภัย เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรทำอันตรายตนเองได้ พวกเขาสามารถเปลี่ยนเรื่องราว, ต่อสู้, หรือแม้กระทั่งพูดคุยกับสิ่งที่คุกคามในฝัน เพื่อลดความกลัวและความวิตกกังวลที่ส่งผลมาถึงชีวิตจริง
- ลดความวิตกกังวลทั่วไป: ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลสามารถใช้ความฝันเป็น “สนามซ้อม” ในการเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคมหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นความกังวลในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้
- เพิ่มความคิดสร้างสรรค์: ความฝันเป็นโลกที่ปราศจากกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และตรรกะ ศิลปิน, นักดนตรี, และนักเขียนสามารถสำรวจแนวคิดใหม่ๆ, แก้ปัญหาที่ซับซ้อน, หรือค้นหาแรงบันดาลใจที่ไร้ขีดจำกัด
- การพัฒนาทักษะ: มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการฝึกฝนทักษะบางอย่างใน Lucid Dream (Motor Skills) อาจช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อของระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับการฝึกฝนในจินตนาการ (Visualization)
ประเด็นที่ต้องพิจารณาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความฝันด้วยเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญตามมา
- การรบกวนคุณภาพการนอน: การส่งสัญญาณกระตุ้นสมอง แม้จะเบาบางเพียงใด ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะรบกวนวงจรการนอนหลับตามธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพักผ่อนของร่างกายในระยะยาวหากใช้อย่างไม่เหมาะสม
- การแยกแยะระหว่างความจริงและความฝัน: สำหรับบางบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มของภาวะทางจิตเวชบางอย่าง การฝึกฝน Lucid Dream อย่างหนักหน่วงอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกความจริงและโลกความฝันพร่าเลือนลงได้
- การเสพติดประสบการณ์ในฝัน: โลกในฝันที่สามารถควบคุมได้ทุกอย่างอาจน่าดึงดูดใจกว่าโลกความจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่การหลีกหนีความเป็นจริง (Escapism)
- ประเด็นทางจริยธรรม: ในอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การสร้างโฆษณาในความฝัน หรือการแทรกแซงจิตใต้สำนึกของผู้อื่น