Home » ประกันยุคใหม่: AI คำนวณเบี้ยรายวันจากไลฟ์สไตล์คุณ

ประกันยุคใหม่: AI คำนวณเบี้ยรายวันจากไลฟ์สไตล์คุณ

สารบัญ

วงการประกันภัยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการกำหนดเบี้ยประกันที่สะท้อนพฤติกรรมและความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้เอาประกันแต่ละราย โมเดลนี้กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเบี้ยรายปีแบบเดิม ไปสู่การคำนวณที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น

ประเด็นสำคัญของการประกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

  • การประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล: AI วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมที่หลากหลายเพื่อสร้างโปรไฟล์ความเสี่ยงของผู้เอาประกันแต่ละราย ทำให้เบี้ยประกันสะท้อนความเสี่ยงจริงได้แม่นยำกว่าเดิม
  • เบี้ยประกันแบบไดนามิก: อัตราเบี้ยประกันสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่ำจ่ายน้อยลง สร้างความเป็นธรรมและแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น: เทคโนโลยี AI ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การเสนอราคาไปจนถึงการเคลมสินไหมทดแทน มีความรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใสมากขึ้น ลดขั้นตอนและป้องกันการฉ้อโกง
  • การปฏิวัติของ InsurTech: แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ InsurTech ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) และอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
  • อนาคตของตลาดประกันในไทย: การนำ AI มาใช้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่บริษัทประกันต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

แนวคิดเรื่อง ประกันยุคใหม่: AI คำนวณเบี้ยรายวันจากไลฟ์สไตล์คุณ คือการปฏิวัติรูปแบบการประกันภัยโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลพฤติกรรม (Behavioral Data) มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเบี้ยประกันที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามการใช้ชีวิตจริง โมเดลนี้จะเข้ามาแทนที่การคำนวณเบี้ยประกันแบบดั้งเดิมที่อิงจากข้อมูลสถิติในภาพกว้าง เช่น อายุ เพศ หรือประวัติในอดีต ไปสู่การประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ที่เฉพาะเจาะจงกับบุคคลมากขึ้น ความเกี่ยวข้องของเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เพราะมันเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบและดูแลตนเองดี สามารถจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้บริษัทประกันสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเงิน หรือที่เรียกว่า InsurTech ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้วงการประกันภัยต้องปรับตัว ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีความคาดหวังต่อบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และปรับให้เข้ากับความต้องการส่วนบุคคลได้ การประกันภัยที่ใช้ AI จึงตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันและต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเองอย่างแท้จริง แนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ให้กับผู้เอาประกันและบริษัทประกันเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม ผ่านการสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใส่ใจพฤติกรรมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากขึ้น

ทำความเข้าใจประกันยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การประกันภัยรูปแบบใหม่นี้อาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมและความเสี่ยงของผู้เอาประกันได้อย่างลึกซึ้ง หลักการสำคัญคือการเปลี่ยนจากการประเมินความเสี่ยงแบบคงที่ (Static Risk) ไปสู่การประเมินความเสี่ยงแบบพลวัต (Dynamic Risk) ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและการกระทำของผู้เอาประกัน

นิยามและหลักการทำงาน

ประกัน AI หรือ ประกันดิจิทัล ที่ใช้การคำนวณเบี้ยตามการใช้งาน (Usage-Based Insurance) มีหัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลจากหลากหลายแหล่งมาประมวลผลด้วยอัลกอริทึมของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างแบบจำลองความเสี่ยง (Risk Model) ที่มีความแม่นยำสูง หลักการทำงานเริ่มต้นจากการที่ผู้เอาประกันยินยอมให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมบางประเภท จากนั้นระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในแต่ละวันหรือแต่ละช่วงเวลา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือประกันภัยรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเทเลมาติกส์ (Telematics) โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์หรือใช้แอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลการขับขี่ เช่น ความเร็วในการขับขี่, ลักษณะการเบรก, การเข้าโค้ง, ระยะทาง และช่วงเวลาที่ใช้รถ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปยังระบบ AI เพื่อวิเคราะห์และคำนวณเป็น “คะแนนพฤติกรรมการขับขี่” ซึ่งคะแนนนี้จะถูกนำไปใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันที่ปรับเปลี่ยนได้ หรือที่เรียกว่า Dynamic Pricing ผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัยจะมีคะแนนสูงและจ่ายเบี้ยประกันถูกลง ในทางกลับกัน ผู้ที่ขับขี่ด้วยความเสี่ยงสูงจะจ่ายเบี้ยแพงขึ้นตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลประเภทใดที่ AI นำมาใช้

ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ทำให้สามารถนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาใช้สร้างโปรไฟล์ความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุม ข้อมูลที่นำมาใช้สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้:

  • ข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจจับ (Sensor Data): เป็นข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเฉพาะในประกันภัยรถยนต์ ซึ่งมาจากอุปกรณ์เทเลมาติกส์ หรือเซ็นเซอร์ในสมาร์ทโฟน (เช่น GPS, Accelerometer) เพื่อวัดพฤติกรรมการขับขี่
  • ข้อมูลด้านสุขภาพ (Health Data): ในประกันสุขภาพ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) เช่น สมาร์ทวอทช์ ที่สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ, จำนวนก้าวเดิน, คุณภาพการนอนหลับ หรือข้อมูลการออกกำลังกายจากแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ
  • ข้อมูลไลฟ์สไตล์และกิจกรรมออนไลน์ (Lifestyle and Online Activities): แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว แต่ในอนาคต AI อาจสามารถนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย หรือกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียที่ได้รับความยินยอม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความเสี่ยงได้เช่นกัน

หัวใจสำคัญของประกันยุคใหม่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการประเมินความเสี่ยงของ ‘กลุ่มคน’ ไปสู่การประเมินความเสี่ยงของ ‘บุคคล’ อย่างแท้จริง ทำให้เบี้ยประกันไม่ได้ถูกกำหนดจากค่าเฉลี่ยของคนอื่น แต่มาจากพฤติกรรมของตัวผู้เอาประกันเอง

ข้อดีของการใช้ AI ในการคำนวณเบี้ยประกัน

การนำ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมประกันภัยไม่เพียงแต่เป็นการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริโภคไปจนถึงบริษัทประกันเอง

การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำและเป็นส่วนตัว

ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดคือความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยง ในระบบเดิม การคำนวณเบี้ยประกันอาศัยข้อมูลเชิงสถิติที่ค่อนข้างกว้าง เช่น การใช้รุ่นรถยนต์เป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ซึ่งอาจไม่สะท้อนพฤติกรรมการขับขี่ของเจ้าของรถแต่ละคน แต่ด้วย AI บริษัทประกันสามารถแยกแยะระหว่างผู้ขับขี่ที่ปลอดภัยกับผู้ขับขี่ที่เสี่ยงสูง แม้จะใช้รถรุ่นเดียวกันและมีอายุเท่ากันก็ตาม ทำให้การกำหนดเบี้ยประกันมีความเฉพาะเจาะจงและตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ลดปัญหาการที่ผู้มีความเสี่ยงต่ำต้องจ่ายเบี้ยประกันเพื่อชดเชยความเสี่ยงของผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในกลุ่มเดียวกัน

เบี้ยประกันที่ยุติธรรมและปรับเปลี่ยนได้

โมเดล Dynamic Pricing สร้างระบบที่ยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะมันให้ผลตอบแทนแก่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ดี ผู้เอาประกันสามารถควบคุมเบี้ยประกันของตนเองได้โดยตรงผ่านการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น หากเดือนไหนขับรถน้อยลงหรือขับขี่อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เบี้ยประกันในเดือนถัดไปก็อาจลดลงได้ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้ผู้คนหันมาใส่ใจความปลอดภัยบนท้องถนนหรือดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีในระยะยาวต่อสังคมโดยรวม

บริการที่รวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการคำนวณเบี้ยประกันแล้ว เทคโนโลยี AI in finance ยังถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการอื่นๆ ในธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการเรียกร้องสินไหมทดแทน (Claims Processing) AI สามารถทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์เพื่อประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นได้ทันที หรือสแกนเอกสารทางการแพทย์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประมวลผลการเคลมได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการอัตโนมัตินี้ช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการรออนุมัติ และยังช่วยป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทั้งกระบวนการมีความโปร่งใสและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยแนะนำแผนประกันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบระหว่างประกันภัยแบบดั้งเดิมและประกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
คุณสมบัติ ประกันภัยแบบดั้งเดิม ประกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
การประเมินความเสี่ยง อิงตามข้อมูลสถิติกลุ่ม (อายุ, เพศ, รุ่นรถ) อิงตามข้อมูลพฤติกรรมรายบุคคลแบบเรียลไทม์
การคำนวณเบี้ยประกัน คงที่เป็นรายปี (Static Pricing) ปรับเปลี่ยนได้ตามพฤติกรรม (Dynamic Pricing)
ความเป็นธรรม ผู้มีความเสี่ยงต่ำอาจต้องจ่ายเบี้ยสูงกว่าที่ควร เบี้ยประกันสะท้อนความเสี่ยงจริงของแต่ละบุคคล
กระบวนการเคลม ใช้เวลานานและอาศัยการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ รวดเร็วขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ของ AI
การมีส่วนร่วมของลูกค้า น้อย, มีปฏิสัมพันธ์เมื่อต้องจ่ายเบี้ยหรือเคลม สูง, ลูกค้าสามารถควบคุมเบี้ยประกันผ่านพฤติกรรม

การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมประกันภัย

แนวคิดการใช้ AI คำนวณเบี้ยประกันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในทางทฤษฎี แต่ได้เริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้จริงแล้วในผลิตภัณฑ์ประกันภัยหลายประเภท และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคต

ประกันภัยรถยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า

นี่คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เห็นการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้อย่างชัดเจนที่สุด บริษัทประกันกลุ่ม InsurTech หลายแห่งได้พัฒนาโมเดลการคิดราคาที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับตลาดประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีลักษณะการใช้งานและค่าบำรุงรักษาที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปแบบเดิม การใช้ข้อมูลเทเลมาติกส์ช่วยให้บริษัทสามารถเสนอเบี้ยประกันที่จูงใจสำหรับผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัย และยังสามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์เพื่อพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่หรือแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินได้อีกด้วย

ประกันสุขภาพและประกันทั่วไป

ในส่วนของประกันสุขภาพ การใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่เพื่อมอบส่วนลดเบี้ยประกันสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โมเดลนี้ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้เอาประกันเองและช่วยลดภาระค่าสินไหมของบริษัทประกันในระยะยาว นอกจากนี้ ในกลุ่มประกันทั่วไป เช่น ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย AI อาจถูกนำมาใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home เพื่อตรวจจับความเสี่ยงต่างๆ เช่น ควันไฟหรือน้ำรั่ว และมอบส่วนลดให้กับบ้านที่มีการติดตั้งระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

แนวโน้มและอนาคตของประกัน AI ในประเทศไทย

ตลาดประกันภัยในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้บริษัทประกันต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้

InsurTech: เทรนด์สำคัญแห่งปี 2025

การใช้ AI และเทคโนโลยี InsurTech ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นเทรนด์หลักที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมประกันภัยในปี 2025 และปีต่อๆ ไป บริษัทประกันภัยไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายย่อย ต่างก็ให้ความสนใจในการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการทำงานหลัก 3 ส่วน คือ การพิจารณารับประกัน (Underwriting), การกำหนดราคา (Pricing) และการจัดการสินไหม (Claims) การลงทุนใน เทคโนโลยีการเงิน เหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตัวแทนประกัน

สำหรับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งข้อดีหลายประการ ทั้งในด้านราคาที่ยุติธรรมขึ้นและบริการที่สะดวกสบายรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) จะกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้บริโภคจะต้องมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใสและปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน บทบาทของตัวแทนประกันก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นการขายผลิตภัณฑ์เป็นหลัก อาจต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษา” ที่ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตัวแทนจะต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและสามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว

บทสรุป: การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตของการประกันภัย

โดยสรุปแล้ว ประกันยุคใหม่ที่ใช้ AI คำนวณเบี้ยรายวันจากไลฟ์สไตล์ผู้เอาประกัน ถือเป็นก้าวสำคัญของวิวัฒนาการในอุตสาหกรรมประกันภัย เทคโนโลยีนี้ช่วยทลายข้อจำกัดของการประเมินความเสี่ยงแบบเดิมๆ และนำไปสู่รูปแบบการประกันที่ยืดหยุ่น ยุติธรรม และเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง การใช้ AI ช่วยให้การคิดเบี้ยประกันสะท้อนพฤติกรรมและระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับชีวิตจริงของตนในราคาที่สมเหตุสมผล พร้อมทั้งได้รับบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านนี้อาจมีความท้าทายในเรื่องการปรับตัวขององค์กรและประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล แต่ประโยชน์ที่ได้รับในด้านประสิทธิภาพและความเป็นธรรมนั้นมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับเทรนด์ InsurTech และ ประกัน AI จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกฝ่าย เพื่อก้าวเข้าสู่อนาคตของวงการประกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ