Home » AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ?






AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ?


AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ?

สารบัญ

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สั่นสะเทือนวงการสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ และอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ล่าสุด กระแสการใช้ AI สร้างสรรค์ผลงานได้ก้าวไปอีกขั้น สู่การออกแบบเสื้อผ้าที่มีความซับซ้อนทางแนวคิดและสุนทรียศาสตร์จนไม่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตจริง ปรากฏการณ์นี้จุดประกายคำถามสำคัญที่ท้าทายแก่นแท้ของวงการแฟชั่นว่า ผลงานจาก AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ?

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างสรรค์เสื้อผ้าในสองมิติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง: มิติหนึ่งคือ “Wearable Art” หรือแฟชั่นเสมือนจริงที่เน้นการแสดงออกทางศิลปะ และอีกมิติคือเสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart Wearables) ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยสูงสุด
  • การเกิดขึ้นของคอลเลกชันเสื้อผ้าโฮโลแกรมที่มนุษย์ใส่ไม่ได้จริง เช่น ที่เกิดจากความร่วมมือกับ ‘SilkSynth AI’ ได้ท้าทายคำจำกัดความดั้งเดิมของ “เสื้อผ้า” และกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงถึงอนาคตแฟชั่น
  • นอกเหนือจากการออกแบบเชิงศิลปะ AI ยังถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานของเสื้อผ้าในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การปรับตัวตามสภาพร่างกายไปจนถึงการเป็นผู้ช่วยแนะนำสไตล์ส่วนตัว
  • วงการแฟชั่นทั่วโลกกำลังปรับตัว โดยมองว่า AI เป็น “พาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์” ที่ช่วยขยายขอบเขตจินตนาการของดีไซเนอร์ มากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งที่เข้ามาแทนที่งานฝีมือมนุษย์
  • คำถามที่ว่าผลงาน AI เป็นแฟชั่นหรือศิลปะ อาจไม่ใช่คำถามที่ต้องเลือกคำตอบเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนว่าเทคโนโลยีกำลังหลอมรวมสองโลกนี้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

เมื่อเร็วๆ นี้ วงการแฟชั่นไทยและระดับนานาชาติเกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ จากการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษในงาน Bangkok Fashion Week ที่ดีไซเนอร์ไทยได้ร่วมมือกับ ‘SilkSynth AI’ สร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ไม่สามารถสวมใส่ได้โดยมนุษย์ ผลงานเหล่านี้ปรากฏในรูปแบบโฮโลแกรมและดิจิทัลอาร์ตที่มีโครงสร้างและวัสดุเหนือจินตนาการ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เมื่อ AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ? ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงรากฐานของสิ่งที่เรียกว่า “แฟชั่น” ว่าจำเป็นต้องยึดโยงกับการสวมใส่ทางกายภาพเสมอไปหรือไม่ หรือกำลังจะก้าวไปสู่พรมแดนใหม่ที่เป็นศิลปะดิจิทัลเต็มรูปแบบ ความเกี่ยวข้องของประเด็นนี้จึงขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าแค่ในกลุ่มดีไซเนอร์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค นักการตลาด และทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมแฟชั่น

บทความนี้จะสำรวจปรากฏการณ์ดังกล่าวในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้จึงมีความสำคัญในยุคดิจิทัล ใครคือผู้ที่ขับเคลื่อนและได้รับผลกระทบจากเทรนด์นี้ และเมื่อไหร่ที่เส้นแบ่งระหว่างแฟชั่น ศิลปะ และเทคโนโลยีเริ่มเลือนรางลง ผ่านการวิเคราะห์สองมิติหลักของ AI ในวงการแฟชั่น ทั้งในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงแนวคิด และในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบนวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นภาพรวมของ อนาคตแฟชั่น ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากอัลกอริทึมและจินตนาการของมนุษย์

พรมแดนใหม่ของแฟชั่น: AI ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์

ในขณะที่ AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในอีกมิติหนึ่ง มันได้กลายเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการแฟชั่นอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ทางกายภาพ วัสดุ หรือแม้แต่แรงโน้มถ่วง แนวทางนี้ได้เปิดประตูสู่ดินแดนที่แฟชั่นและศิลปะมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์

นิยามของ “Wearable Art” และ “Virtual Couture”

คำว่า “Wearable Art” หรือศิลปะสวมใส่ได้นั้นมีมานานแล้ว แต่ AI ได้ตีความแนวคิดนี้ใหม่ในบริบทดิจิทัล ผลงานที่ AI สร้างขึ้นมักถูกเรียกว่า “Virtual Couture” หรือแฟชั่นชั้นสูงเสมือนจริง ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อตัวตนดิจิทัล (Avatar) ในโลกเมตาเวิร์ส วิดีโอเกม หรือเพื่อการแสดงผลงานศิลปะดิจิทัลโดยเฉพาะ เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการผลิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า หรือความสบายในการสวมใส่

เป้าหมายหลักของ Virtual Couture คือการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์อย่างสุดขั้ว AI สามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะและแฟชั่นทั้งหมด แล้วนำมาผสมผสานเพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เช่น ชุดที่ทำจากแสงบริสุทธิ์, เดรสที่เปลี่ยนรูปร่างตามอารมณ์ของผู้สวมใส่ในโลกเสมือน, หรือเครื่องแต่งกายที่มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะสร้างได้จริง สิ่งเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นศิลปะเชิงแนวคิด (Conceptual Art) ที่ใช้ “เสื้อผ้า” เป็นสื่อกลางในการแสดงออก มากกว่าที่จะเป็นเครื่องนุ่งห่มตามความหมายดั้งเดิม

AI กำลังทลายกำแพงระหว่างแฟชั่นและศิลปะ โดยเปลี่ยนเสื้อผ้าจากวัตถุเพื่อการใช้งาน ให้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัดในโลกดิจิทัล

ปรากฏการณ์ SilkSynth AI บนรันเวย์ Bangkok Fashion Week

การร่วมมือระหว่างดีไซเนอร์ไทยและ SilkSynth AI ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเทรนด์นี้ คอลเลกชันที่จัดแสดงในงาน Bangkok Fashion Week ไม่ได้มีนางแบบเดินบนรันเวย์พร้อมเสื้อผ้าที่จับต้องได้ แต่เป็นการฉายภาพโฮโลแกรมของชุดที่ AI ออกแบบขึ้น ซึ่งมีความพลิ้วไหวและรายละเอียดของวัสดุที่เหนือจริง ผู้ชมได้เห็นเสื้อผ้าที่ดูเหมือนทอจากใยแมงมุมเรืองแสง หรือชุดที่ประกอบขึ้นจากผลึกคริสตัลที่ลอยและหมุนรอบตัวนางแบบเสมือน

ปรากฏการณ์นี้สร้างความฮือฮาและจุดประเด็นถกเถียงในวงกว้าง ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือการแสดงออกทางศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นทิศทางของ อนาคตแฟชั่น ที่จะเชื่อมโยงกับโลกเสมือนมากขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามถึงคุณค่าของมันในฐานะ “แฟชั่น” หากไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการสวมใส่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ แฟชั่น AI ในรูปแบบนี้ได้สร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ เช่น การเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (NFTs), การสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่น่าจดจำ และการเป็นเครื่องมือสำรวจแนวคิดการออกแบบใหม่ๆ ให้กับเหล่า ดีไซเนอร์ไทย และทั่วโลก โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิตจริง

อีกฟากฝั่งของนวัตกรรม: AI เพื่อแฟชั่นที่ใช้งานได้จริง

อีกฟากฝั่งของนวัตกรรม: AI เพื่อแฟชั่นที่ใช้งานได้จริง

ในขณะที่ด้านหนึ่ง AI กำลังโบยบินไปในโลกแห่งศิลปะ อีกด้านหนึ่งมันกลับทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้เสื้อผ้าในชีวิตจริงของเราดีขึ้น ฉลาดขึ้น และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้มากขึ้น มิตินี้ของ AI ในวงการแฟชั่นมุ่งเน้นไปที่การใช้งาน (Functionality) และการแก้ปัญหา (Problem-solving) เพื่อยกระดับประสบการณ์การสวมใส่เสื้อผ้าในทุกๆ วัน

Smart Wearables: เมื่อเสื้อผ้าฉลาดกว่าที่เคย

AI มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ หรือ Smart Wearables ซึ่งเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่นอกเหนือไปจากการปกปิดร่างกายหรือความสวยงาม AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า เพื่อออกแบบเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ได้แก่:

  • เสื้อผ้าที่ปรับตัวตามอุณหภูมิ: AI สามารถออกแบบเส้นใยอัจฉริยะที่สามารถขยายหรือหดตัวได้ตามอุณหภูมิร่างกายและสภาพแวดล้อม ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายในที่ร้อน และอบอุ่นในที่หนาว โดยไม่ต้องเปลี่ยนชุด
  • ชุดกีฬาที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหว: AI ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวในชุดออกกำลังกาย เพื่อให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการวางท่าทางที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกซ้อม
  • เสื้อผ้าเพื่อสุขภาพ: มีการพัฒนาเสื้อผ้าที่สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ หรือแม้กระทั่งระดับความเครียด โดย AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ

ในมิตินี้ แฟชั่น AI ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามที่จับต้องไม่ได้ แต่คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้และมีประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

ผู้ช่วยสไตลิสต์ส่วนตัว: AI ที่เข้าใจสไตล์ของคุณ

นอกจากการออกแบบเสื้อผ้าแล้ว AI ยังเข้ามามีบทบาทในการช่วยผู้บริโภคแต่งตัวและค้นหาสไตล์ที่เหมาะสมกับตนเองอีกด้วย ตัวอย่างที่โดดเด่นคือระบบ Fashion++ ที่พัฒนาโดย Facebook AI ซึ่งไม่ได้ออกแบบเสื้อผ้าใหม่ทั้งชุด แต่ทำหน้าที่เป็นสไตลิสต์ดิจิทัลที่ให้คำแนะนำในการปรับปรุงการแต่งกายที่มีอยู่ให้ดูดีขึ้น

หลักการทำงานของมันคือ AI จะวิเคราะห์ภาพถ่ายการแต่งกายของผู้ใช้ แล้วเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลสไตล์แฟชั่นจำนวนมหาศาล จากนั้นจะให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรม เช่น “ลองพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย” “เปลี่ยนไปใส่รองเท้าสีนี้จะเข้ากันกว่า” หรือ “การเพิ่มเข็มขัดเส้นนี้จะทำให้ชุดดูมีมิติมากขึ้น” แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่า AI สามารถทำให้แฟชั่นเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนตัวมากขึ้นสำหรับทุกคน โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้ด้านแฟชั่นที่ซับซ้อน

มุมมองจากอุตสาหกรรม: การยอมรับ ความท้าทาย และทิศทางในอนาคต

การเข้ามาของ AI ทำให้เกิดทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในอุตสาหกรรมแฟชั่น แบรนด์และดีไซเนอร์ทั่วโลกกำลังพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

กรณีศึกษา: การผสาน AI เข้ากับวงการแฟชั่นญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แบรนด์ต่างๆ ในญี่ปุ่นไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือออกแบบเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้เพื่อสร้างกระแส แต่ยังผนวกรวมเข้ากับกระบวนการทำงานในทุกมิติ:

  • การออกแบบลายผ้า: AI ถูกใช้ในการวิเคราะห์เทรนด์สีและลวดลายจากโซเชียลมีเดียและรันเวย์ทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์ลายผ้าใหม่ๆ ที่คาดว่าจะได้รับความนิยม
  • นางแบบเสมือนจริง (Virtual Influencers): มีการสร้างนางแบบที่สร้างโดย AI ขึ้นมาเพื่อเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและข้อจำกัดในการถ่ายทำ
  • ประสบการณ์ลูกค้า: เทคโนโลยีโฮโลแกรมและ AR (Augmented Reality) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถูกนำมาใช้ในร้านค้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถลองเสื้อผ้าได้โดยไม่ต้องสวมใส่จริง ช่วยเพิ่มความสะดวกและสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่

มุมมองของวงการแฟชั่นญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่า AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็น “พาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์” (Co-creator) ที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยให้ดีไซเนอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ทดลองไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ข้อถกเถียงเชิงจริยธรรม: ลิขสิทธิ์และคุณค่าของงานฝีมือ

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ก็มาพร้อมกับคำถามเชิงจริยธรรมที่สำคัญ ประเด็นเรื่อง “ลิขสิทธิ์” กลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ซับซ้อน: หาก AI ออกแบบเสื้อผ้าขึ้นมาชุดหนึ่ง ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง? ระหว่างโปรแกรมเมอร์ผู้สร้าง AI, ดีไซเนอร์ผู้ป้อนคำสั่ง, หรือตัว AI เอง? ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนมารองรับประเด็นนี้ ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้กับแบรนด์และนักออกแบบ

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ “คุณค่าของงานฝีมือมนุษย์” (Human Craftsmanship) ลดน้อยลงหรือไม่ ทักษะการตัดเย็บที่สืบทอดกันมานาน, ความเข้าใจในสรีระและวัสดุอย่างลึกซึ้งของช่างฝีมือ อาจถูกมองข้ามไปหากกระบวนการออกแบบและผลิตถูกทำให้เป็นอัตโนมัติทั้งหมด การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับการรักษาจิตวิญญาณของงานฝีมือจึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมแฟชั่นในทศวรรษนี้

ตารางเปรียบเทียบ: มิติของแฟชั่น AI (ศิลปะ vs. การใช้งาน)

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและบทบาทที่หลากหลายของ AI ในวงการแฟชั่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปเปรียบเทียบระหว่างการใช้ AI ในเชิงศิลปะและการใช้ AI เพื่อประโยชน์ใช้สอยได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางนี้สรุปและเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นระหว่างสองแนวทางหลัก คือ การสร้างสรรค์ผลงานเชิงศิลปะ (Wearable Art) และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง (Functional Wear)
มิติการเปรียบเทียบ แฟชั่น AI เชิงศิลปะ (Wearable Art) แฟชั่น AI เชิงฟังก์ชัน (Functional Wear)
เป้าหมายหลัก การแสดงออกทางแนวคิด สุนทรียศาสตร์ และการสำรวจจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด การแก้ปัญหาในชีวิตจริง เพิ่มความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้งาน
รูปแบบผลงาน เสื้อผ้าเสมือนจริง (Virtual Couture), แฟชั่นดิจิทัล, ผลงานโฮโลแกรม, สินทรัพย์ NFT เสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart Wearables), เนื้อผ้าที่ปรับตัวได้, อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน
กลุ่มเป้าหมาย นักสะสมศิลปะดิจิทัล, ผู้ใช้งานในโลกเมตาเวิร์ส, แบรนด์ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ล้ำสมัย ผู้บริโภคทั่วไป, นักกีฬา, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการเสื้อผ้าที่มีฟังก์ชันพิเศษ
คุณค่าที่สร้าง คุณค่าทางศิลปะ, ประสบการณ์ทางอารมณ์, การสร้างกระแสและการตลาด, นวัตกรรมเชิงแนวคิด คุณค่าทางการใช้งาน, การยกระดับคุณภาพชีวิต, การให้ข้อมูลสุขภาพ, ความปลอดภัย
ตัวอย่างเทคโนโลยี Generative Adversarial Networks (GANs) สำหรับสร้างภาพ, 3D Modeling, Holographic Projection Internet of Things (IoT), เซ็นเซอร์ชีวภาพ, Machine Learning สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลร่างกาย

บทสรุป: AI คือเครื่องมือขยายขอบเขตจินตนาการ ไม่ใข่ผู้แทนที่

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ว่า AI ออกแบบเสื้อผ้าใส่ไม่ได้! แฟชั่นหรือแค่ศิลปะ? อาจไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบเพียงหนึ่งเดียว ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้กำลังเดินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่กำลังขยายขอบเขตของ “แฟชั่น” ให้กว้างขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา มันได้สร้างแขนงใหม่ที่เรียกว่า “ศิลปะแฟชั่นดิจิทัล” ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็กำลังปฏิวัติเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ในชีวิตประจำวันให้มีประโยชน์และชาญฉลาดขึ้น

อนาคตของแฟชั่นจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างมนุษย์กับ AI หรือระหว่างศิลปะกับการใช้งาน แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในมือของดีไซเนอร์ ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากข้อจำกัดทางกายภาพและเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในขณะที่จิตวิญญาณ ความเข้าใจในมนุษย์ และทักษะฝีมือของดีไซเนอร์จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แฟชั่นมีความหมายและเชื่อมโยงกับผู้คนได้ต่อไป การถือกำเนิดของเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้จึงไม่ใช่จุดจบของแฟชั่นที่เราเคยรู้จัก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นและไร้ขีดจำกัดยิ่งกว่าเดิม