Home » กันก่อนท่วม! AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอย

กันก่อนท่วม! AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอย

สารบัญ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร การพัฒนาระบบ กันก่อนท่วม! AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอย ถือเป็นก้าวสำคัญที่นำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์สถานการณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำในระดับพื้นที่ย่อย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ระบบ AI สามารถคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าด้วยความแม่นยำสูงถึง 85% โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น ปริมาณน้ำฝน สภาพภูมิประเทศ และระดับน้ำแบบเรียลไทม์
  • ลดระยะเวลาการแจ้งเตือนจากเดิม 1-2 ชั่วโมง เหลือเพียง 30-45 นาที ทำให้ประชาชนและหน่วยงานมีเวลาเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้มากขึ้น
  • การแจ้งเตือนมีความละเอียดสูง สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงได้ถึงระดับซอยย่อย ช่วยให้การอพยพ การป้องกันทรัพย์สิน และการวางแผนระบายน้ำเป็นไปอย่างตรงจุด
  • ระบบสามารถส่งการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps และ Google Search ไปยังผู้ใช้งานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง
  • เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประชาชน แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสำหรับหน่วยงานบริหารจัดการน้ำท่วม เพื่อการวางแผนรับมือเชิงรุก

ความสำคัญของระบบเตือนภัยน้ำท่วมในยุคดิจิทัล

ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ความรุนแรงและความถี่ของฝนตกหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบระบายน้ำแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมจึงกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยง

ในอดีต การแจ้งเตือนมักเป็นการประกาศในวงกว้างและอาจล่าช้า ทำให้ประชาชนไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัว อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การพยากรณ์และการแจ้งเตือนภัยมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระบบเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะที่ใช้ AI จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “รับมือ” เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไปสู่การ “ป้องกัน” และ “เตรียมความพร้อม” ล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอยคืออะไร

ระบบ AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอย คือระบบที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เพื่อสร้างแบบจำลองการคาดการณ์น้ำท่วมที่มีความละเอียดสูง สามารถระบุพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบได้ถึงระดับถนนหรือซอยย่อย ระบบนี้ไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลปริมาณน้ำฝน แต่ยังบูรณาการปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีผลต่อการเกิดน้ำท่วมขัง ทำให้การคาดการณ์มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่เมืองที่มีความซับซ้อน

เป้าหมายหลักของระบบนี้คือการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัยในเขตเมือง

หลักการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ในการพยากรณ์น้ำท่วม

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือความสามารถของ AI ในการเรียนรู้และค้นหารูปแบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนจากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งมนุษย์อาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้ทันท่วงที โดยกระบวนการทำงานเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่งที่มา ได้แก่:

  • ข้อมูลพยากรณ์อากาศ: การคาดการณ์ปริมาณฝน ความเข้ม และระยะเวลาที่ฝนจะตกในแต่ละพื้นที่
  • ภาพถ่ายดาวเทียม: ใช้ในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน เมฆฝน และการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ
  • แผนที่ภูมิประเทศ (Topography): ข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการไหลของน้ำ
  • ข้อมูลระดับน้ำ: ระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง และท่อระบายน้ำ ที่วัดจากเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์
  • ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน: ตำแหน่งและประสิทธิภาพของท่อระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ

จากนั้น AI จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ผ่านอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สามารถคาดการณ์ได้ว่า หากมีฝนตกลงมาในปริมาณที่กำหนด จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังที่บริเวณใดบ้าง สูงเท่าไหร่ และจะเริ่มท่วมเมื่อใด โมเดลนี้จะถูกปรับปรุงให้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา

องค์ประกอบหลักของระบบป้องกันน้ำท่วมอัจฉริยะ

โดยทั่วไป ระบบ AI ที่ใช้ในการจัดการน้ำท่วมสามารถแบ่งออกเป็น 3 โมดูลหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

  1. โมดูลวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพอากาศ (Weather Analysis and Forecasting Module): ส่วนนี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนแบบเรียลไทม์จากเรดาร์ตรวจอากาศ สถานีวัดน้ำฝน และแบบจำลองการพยากรณ์อากาศ เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของฝนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
  2. โมดูลจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Flood Simulation Module): เป็นส่วนที่นำข้อมูลจากการคาดการณ์ปริมาณฝน มาคำนวณร่วมกับข้อมูลเชิงกายภาพของพื้นที่ เช่น แผนที่ภูมิประเทศ ระบบท่อระบายน้ำ และระดับน้ำในปัจจุบัน เพื่อจำลองการไหลและการกระจายตัวของมวลน้ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนที่คาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมที่ระบุระดับความลึกและขอบเขตของน้ำท่วมอย่างละเอียด
  3. โมดูลสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Module): โมดูลสุดท้ายทำหน้าที่ประเมินผลกระทบจากแบบจำลอง และเสนอแนวทางการจัดการที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ปฏิบัติงาน เช่น ควรเปิดใช้งานเครื่องสูบน้ำที่จุดใดบ้าง ควรปิดเส้นทางจราจรเส้นไหน หรือควรแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์และศักยภาพของระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมด้วย AI

ประโยชน์และศักยภาพของระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมด้วย AI

การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบเตือนภัยน้ำท่วม ก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับนโยบายและการบริหารจัดการของภาครัฐ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ

สำหรับหน่วยงานภาครัฐและการบริหารจัดการ

สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบบ AI ถือเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การวางแผนเชิงรุก: แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาน้ำท่วมก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข หน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อวางแผนระบายน้ำล่วงหน้าได้ เช่น การพร่องน้ำในคลองเพื่อรอรับน้ำฝน หรือการเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปยังจุดเสี่ยง
  • การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: ข้อมูลระดับซอยช่วยให้สามารถจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ เช่น กระสอบทราย รถยกสูง หรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที ลดการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์
  • การสร้างแผนที่น้ำท่วมแบบไดนามิก: ระบบสามารถสร้างแผนที่คาดการณ์น้ำท่วมที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์จริง ช่วยให้เห็นภาพรวมของปัญหาและสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ
  • เพิ่มความรวดเร็วในการช่วยเหลือ: หลังเกิดเหตุการณ์ ข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างละเอียดจะช่วยให้หน่วยกู้ภัยและการช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนและการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคล

ในมุมของประชาชนทั่วไป การได้รับข้อมูลแจ้งเตือนที่แม่นยำและรวดเร็วคือกุญแจสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ประโยชน์โดยตรงที่ประชาชนจะได้รับคือ:

  • การได้รับแจ้งเตือนล่วงหน้า: การแจ้งเตือนก่อนน้ำจะมาถึง 30-45 นาที หรือมากกว่านั้น เป็นเวลาที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมตัว เช่น การเคลื่อนย้ายรถยนต์ไปไว้ในที่สูง การยกของขึ้นที่สูง และการเตรียมเสบียงที่จำเป็น
  • การวางแผนการเดินทาง: ผู้คนสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางที่คาดว่าจะถูกน้ำท่วมได้ ทำให้ลดปัญหาการจราจรติดขัดและป้องกันความเสียหายต่อยานพาหนะ
  • การตัดสินใจอพยพ: ในกรณีที่คาดการณ์ว่าน้ำท่วมจะรุนแรง การแจ้งเตือนล่วงหน้าช่วยให้ครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย สามารถตัดสินใจอพยพไปยังที่ปลอดภัยได้ทันเวลา
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ช่วยลดความสับสนและความตื่นตระหนกที่เกิดจากข่าวลือ ทำให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีสติ

ความแม่นยำและประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของระบบป้องกันน้ำท่วมอัจฉริยะคือประสิทธิภาพที่วัดผลได้จริง จากข้อมูลการทดสอบและใช้งานจริงในหลายพื้นที่ พบว่าระบบ AI สามารถคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมล่วงหน้าด้วยความแม่นยำสูงถึง 85% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์แบบดั้งเดิมที่อาศัยการประเมินจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก

นอกจากความแม่นยำแล้ว “ความเร็ว” ยังเป็นอีกปัจจัยที่ชี้วัดประสิทธิภาพของระบบได้อย่างชัดเจน ระบบ AI สามารถลดระยะเวลาเฉลี่ยในการแจ้งเตือนภัยจากเดิมที่อาจใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงหลังจากฝนตกหนัก เหลือเพียง 30-45 นาทีเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาที่ลดลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะหมายถึงเวลาที่เพิ่มขึ้นสำหรับทุกคนในการเตรียมพร้อมรับมือ

ช่องทางการแจ้งเตือนสู่ประชาชน

เพื่อให้ข้อมูลการแจ้งเตือนเข้าถึงประชาชนในวงกว้างและรวดเร็วที่สุด ระบบได้ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผู้คนใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยช่องทางการแจ้งเตือนหลัก ๆ ได้แก่:

  • แอปพลิเคชัน Google Search และ Google Maps: ผู้ใช้งานที่เปิดบริการระบุตำแหน่ง (Location Services) บนสมาร์ทโฟนและอยู่ในพื้นที่เสี่ยง จะได้รับการแจ้งเตือน (Push Notification) โดยตรงบนหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งระบุพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วม
  • ระบบแจ้งเตือน SOS บนมือถือ: ในกรณีที่สถานการณ์มีความรุนแรง อาจมีการใช้ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงนั้น ๆ
  • แอปพลิเคชันเตือนภัยของหน่วยงาน: การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันเฉพาะทางของ กทม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว

การแจ้งเตือนจะถูกส่งแบบเจาะจงพื้นที่ (Geotargeting) หมายความว่าเฉพาะผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้รับการแจ้งเตือน เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความสับสนหรือความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ

เปรียบเทียบระบบเตือนภัยน้ำท่วมแบบดั้งเดิมกับระบบ AI

ตารางนี้แสดงการเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างระบบการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมแบบดั้งเดิมและระบบที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในมิติต่างๆ
คุณสมบัติ ระบบเตือนภัยแบบดั้งเดิม ระบบป้องกันน้ำท่วมอัจฉริยะ (AI)
ความแม่นยำในการคาดการณ์ ขึ้นอยู่กับการประเมินของเจ้าหน้าที่และข้อมูลปริมาณฝนเป็นหลัก ความแม่นยำไม่สูงมากนัก สูงถึง 85% จากการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายมิติ เช่น ภูมิประเทศ ระดับน้ำ และสภาพอากาศ
ความรวดเร็วในการแจ้งเตือน ค่อนข้างช้า โดยทั่วไปประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังฝนตกหนัก รวดเร็วมาก ลดเหลือเพียง 30-45 นาที ช่วยให้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
ความละเอียดของพื้นที่ แจ้งเตือนในภาพรวมระดับเขตหรือถนนสายหลัก มีความละเอียดสูงมาก สามารถแจ้งเตือนได้ถึงระดับซอยย่อย
แหล่งข้อมูลที่ใช้ จำกัดอยู่แค่ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในคลองสายหลักเป็นส่วนใหญ่ ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากหลายแหล่ง เช่น ดาวเทียม เรดาร์ เซ็นเซอร์ และแผนที่ภูมิประเทศ
การสนับสนุนการตัดสินใจ อาศัยประสบการณ์และการตัดสินใจของบุคลากรเป็นหลัก มีโมดูลสนับสนุนการตัดสินใจ เสนอแนวทางจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ
ช่องทางการสื่อสาร ผ่านสื่อกระแสหลัก เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือประกาศเสียงตามสาย แจ้งเตือนโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบเจาะจงพื้นที่

ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่าระบบ AI แจ้งเตือนน้ำท่วมจะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาใช้งานจริงยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณาและพัฒนาต่อไป เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่

ประเด็นด้านความครอบคลุมของข้อมูลและพื้นที่จุดบอด

ความแม่นยำของ AI ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ความท้าทายที่สำคัญคือการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำและปริมาณฝนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในซอยย่อยหรือชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในโครงข่ายการตรวจวัดหลัก หากข้อมูลจากบางพื้นที่ขาดหายไป อาจทำให้เกิด “พื้นที่จุดบอด” (Blind Spots) ที่แบบจำลองไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เช่น การติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT (Internet of Things) เพิ่มเติม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การพัฒนาโมเดลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สภาพแวดล้อมของเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การก่อสร้างอาคารใหม่ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือการปรับปรุงระบบท่อระบายน้ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อรูปแบบการไหลของน้ำ ดังนั้น โมเดล AI จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและเรียนรู้จากข้อมูลใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ (Continuous Learning) เพื่อให้การคาดการณ์ยังคงมีความแม่นยำสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป การบำรุงรักษาและพัฒนาระบบจึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

สรุป: อนาคตของการรับมือน้ำท่วมในเมืองใหญ่

ระบบ กันก่อนท่วม! AI แจ้งเตือนน้ำท่วมรายซอย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในเขตเมือง ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ เทคโนโลยีนี้ได้ยกระดับการจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมจากการตั้งรับไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงรุก ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการสร้างเมืองที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การแจ้งเตือนที่ละเอียดถึงระดับซอย การลดระยะเวลาในการแจ้งเตือน และการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ล้วนเป็นประโยชน์ที่สำคัญซึ่งช่วยลดผลกระทบและความเสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะยังมีความท้าทายด้านความครอบคลุมของข้อมูล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือทิศทางและอนาคตของการบริหารจัดการน้ำท่วมในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร การติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการแจ้งเตือนของทางการจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคนในการเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที