Home » ฮือฮา! คนกรุงหนุน ‘ผู้ว่าฯ AI’ ลงเลือกตั้ง

ฮือฮา! คนกรุงหนุน ‘ผู้ว่าฯ AI’ ลงเลือกตั้ง

สารบัญ

แนวคิดเรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ในบทบาทผู้นำทางการเมืองได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้างทั่วโลก และล่าสุดกระแสนี้ได้มาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของสังคมต่อการบริหารเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา

  • แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ว่าฯ AI’ ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันยังคงเป็นเพียงการสนทนาในเชิงทฤษฎีและยังไม่มีการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ แต่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  • บทบาทของเทคโนโลยี AI ในการเมืองไทยขณะนี้มุ่งเน้นไปที่การเป็นเครื่องมือสนับสนุน เช่น การตรวจสอบข่าวปลอม การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อความโปร่งใส และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
  • ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ในระดับชาติอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังไม่ได้พิจารณาถึงบทบาทของ AI ในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง
  • การนำ AI มาใช้ในตำแหน่งผู้นำระดับสูงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งในมิติทางจริยธรรม ความรับผิดชอบทางกฎหมาย อคติในข้อมูล และการยอมรับจากสาธารณชน
  • อนาคตของการปกครองเมืองอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างมนุษย์หรือ AI แต่อยู่ที่การผสานความสามารถของทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ที่สังคมให้ความสนใจกับแนวคิด ฮือฮา! คนกรุงหนุน ‘ผู้ว่าฯ AI’ ลงเลือกตั้ง ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้ปัญญาประดิษฐ์ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นรูปธรรม แต่กระแสดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการวิเคราะห์ถึงอนาคตของการบริหารเมืองในยุคดิจิทัล แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา แต่เป็นภาพสะท้อนของความปรารถนาในสังคมที่ต้องการเห็นการบริหารงานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน การตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นกลาง และประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของเมืองใหญ่ แนวคิดนี้จึงเป็นตัวจุดประกายให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนถึงคุณสมบัติของผู้นำที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และสำรวจศักยภาพของเทคโนโลยีในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ถอดรหัสแนวคิด ‘ผู้ว่าฯ AI’: ภาพสะท้อนสู่การเมืองแห่งอนาคต

การพูดถึง ‘ผู้ว่าฯ AI’ ไม่ใช่เพียงจินตนาการที่ไกลตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อการเมืองยุคใหม่ แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักวิชาการ ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการเมือง ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ? เพราะมันสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายต่อการเมืองแบบดั้งเดิมที่อาจมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน การตัดสินใจที่ล่าช้า และการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด การนำเสนอทางเลือกอย่าง AI จึงเปรียบเสมือนการตั้งคำถามต่อระบบที่เป็นอยู่ว่า “เราสามารถทำได้ดีกว่านี้หรือไม่?” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพได้

บริบทของการสนทนานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไทยเปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น และตระหนักถึงศักยภาพของ AI ในภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การแพทย์ หรือการเงิน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คำถามจะถูกส่งต่อไปยังภาคการเมืองและการปกครอง แม้จะยังไม่มีกลุ่มการเมืองใดประกาศนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์และเวทีเสวนาต่างๆ ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมและกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเกี่ยวกับอนาคตของกรุงเทพมหานครและบทบาทของ AI ในการเมืองไทย

เจาะลึกแนวคิดเบื้องหลังผู้ว่าการปัญญาประดิษฐ์

เจาะลึกแนวคิดเบื้องหลังผู้ว่าการปัญญาประดิษฐ์

เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จำเป็นต้องแยกแยะระหว่างแนวคิดในทางทฤษฎีกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเหตุใด ‘ผู้ว่าฯ AI’ จึงกลายเป็นคำที่น่าค้นหาและเป็นที่ถกเถียง

‘ผู้ว่าฯ AI’ คืออะไร?

ในทางทฤษฎี ‘ผู้ว่าฯ AI’ หมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเมือง โดยระบบจะทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Big Data) จากทุกมิติของเมืองแบบเรียลไทม์ เช่น ข้อมูลการจราจร, คุณภาพอากาศ, ระบบสาธารณสุข, การใช้งบประมาณ, ข้อร้องเรียนของประชาชน และข้อมูลอาชญากรรม จากนั้น AI จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อจัดสรรทรัพยากรและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างประสิทธิภาพสูงสุด ปราศจากอคติส่วนตัว และการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง

เหตุใดแนวคิดนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม

ความน่าสนใจของแนวคิดนี้มาจากคุณสมบัติในอุดมคติหลายประการที่เชื่อว่า AI สามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์:

  • การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven Decisions): ทุกการตัดสินใจจะอ้างอิงจากข้อมูลและแบบจำลองทางสถิติที่แม่นยำ ลดการใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือการคาดเดา
  • ความโปร่งใสและขจัดการคอร์รัปชัน (Transparency and Anti-Corruption): ตามทฤษฎีแล้ว AI ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สามารถรับสินบน และทุกกระบวนการตัดสินใจสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ประสิทธิภาพการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง (24/7 Efficiency): AI สามารถทำงานและประมวลผลข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความเหนื่อยล้า ทำให้การตอบสนองต่อปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  • การวางแผนระยะยาว (Long-Term Planning): AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและสร้างแบบจำลองสถานการณ์ในอนาคตเพื่อวางแผนนโยบายระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยวาระทางการเมืองหรือแรงกดดันจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สถานะปัจจุบัน: จากแนวคิดสู่ความเป็นจริงในกรุงเทพฯ

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลหรือการยืนยันว่ามีกลุ่มการเมืองหรือองค์กรใดเสนอชื่อ ‘ผู้ว่าฯ AI’ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ กระแสที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการอภิปรายในเชิงแนวคิดและเป็น “บทสนทนาแห่งอนาคต” มากกว่าที่จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือชี้ให้เห็นว่า ความสนใจเรื่อง AI ในบริบทการเมืองไทยมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีมาเป็น เครื่องมือสนับสนุน การทำงานของผู้บริหารที่เป็นมนุษย์มากกว่าที่จะนำมาแทนที่โดยตรง

บทบาทของ AI ในการเมืองไทย: เครื่องมือขับเคลื่อน ไม่ใช่ผู้ปกครอง

ในขณะที่แนวคิดเรื่องผู้นำ AI ยังเป็นเรื่องของอนาคต ประเทศไทยได้เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมืองและการบริหารราชการในมิติต่างๆ แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาที่เน้นการใช้งานจริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส

ปัจจุบัน การนำ AI มาใช้ในภาคการเมืองและภาครัฐของไทย เน้นบทบาทการเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น

AI กับการเลือกตั้ง: สู่มาตรฐานความโปร่งใส

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนคือการนำ AI มาใช้ในช่วงการเลือกตั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความยุติธรรมของกระบวนการประชาธิปไตย มีการพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยตรวจสอบและคัดกรอง “ข่าวปลอม” หรือข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่มักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในช่วงหาเสียง การทำงานของ AI ในลักษณะนี้ช่วยลดผลกระทบของข้อมูลเท็จที่อาจมีต่อการตัดสินใจของประชาชน และส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น

การประยุกต์ใช้ AI ในหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

หลายหน่วยงานในประเทศไทยได้นำร่องการใช้ AI เพื่อปรับปรุงการบริการและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย ได้นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อพัฒนาบริการให้ตรงตามความต้องการมากขึ้น รวมถึงการนำมาใช้ในระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการภายในองค์กร การประยุกต์ใช้ในลักษณะนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า AI สามารถสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง และเป็นรากฐานสำคัญในการขยายผลไปสู่การบริหารจัดการในระดับที่ใหญ่ขึ้น เช่น การบริหารเมือง

ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ และทิศทางของประเทศไทย

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา AI เป็นอย่างมาก โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมีทิศทาง นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรอัจฉริยะ การแพทย์ทางไกล หรือการพัฒนาสื่อการสอนสำหรับครู นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบและสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้าง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทิศทางเหล่านี้ชี้ชัดว่ารัฐบาลมอง AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่ทรงพลัง ไม่ใช่ “ผู้ปกครอง” ที่จะมาแทนที่มนุษย์

ความท้าทายและข้อพิจารณาทางจริยธรรมของ ‘ผู้ว่าฯ AI’

แม้แนวคิด ‘ผู้ว่าฯ AI’ จะดูมีอนาคตที่สดใสในเชิงประสิทธิภาพ แต่ก็มาพร้อมกับคำถามและความท้าทายเชิงลึกที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงได้ การเปลี่ยนผ่านจากผู้นำมนุษย์สู่ผู้นำ AI ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา กฎหมาย และโครงสร้างทางสังคมอย่างลึกซึ้ง

ปัญหาความรับผิดชอบ: ใครคือผู้รับผิดเมื่อ AI ตัดสินใจผิดพลาด?

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด หากนโยบายที่ตัดสินใจโดย AI ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เช่น การอนุมัติโครงการก่อสร้างที่ผิดพลาดจนเกิดอุบัติเหตุ หรือการจัดสรรงบประมาณที่ล้มเหลวจนสร้างวิกฤตเศรษฐกิจ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? จะเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้สร้าง AI, หน่วยงานรัฐที่นำระบบมาใช้, หรือจะไม่มีใครรับผิดชอบเลย? การขาดกลไกความรับผิดชอบที่ชัดเจนเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดในการมอบอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับระบบอัตโนมัติ

อคติที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล: ความเสี่ยงของการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม

AI เรียนรู้และตัดสินใจจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไป หากข้อมูลในอดีตเต็มไปด้วยอคติทางสังคม (Social Bias) เช่น การลงทุนที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ หรือการให้บริการที่ไม่ทั่วถึงต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม AI ก็อาจจะเรียนรู้และทำซ้ำอคตินั้นต่อไป หรืออาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ แทนที่จะสร้างความเท่าเทียม AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้นโดยไม่เจตนา

ช่องว่างทางอารมณ์: การขาดความเห็นอกเห็นใจและคุณค่าความเป็นมนุษย์

การบริหารเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขและประสิทธิภาพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับมิติทางอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ และการทำความเข้าใจในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผู้นำจำเป็นต้องสามารถรับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชน เข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม และตัดสินใจโดยคำนึงถึงศีลธรรมและจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ซึ่งทำงานด้วยตรรกะและอัลกอริทึมยังไม่สามารถทำได้ การตัดสินใจที่ปราศจากความเข้าอกเข้าใจอาจนำไปสู่นโยบายที่ “ถูกต้อง” ในทางข้อมูล แต่ “โหดร้าย” ในทางปฏิบัติ

ความไว้วางใจของสาธารณชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์

ประชาชนจะสามารถให้ความไว้วางใจกับ “กล่องดำ” (Black Box) ที่ทำการตัดสินใจชะตาชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร? การสร้างความโปร่งใสในกระบวนการคิดของ AI เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ระบบ ‘ผู้ว่าฯ AI’ ที่มีอำนาจควบคุมทั้งเมืองจะกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์อันดับหนึ่ง หากถูกแฮกหรือควบคุมโดยผู้ไม่หวังดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจสร้างความเสียหายในระดับที่คาดไม่ถึง

เปรียบเทียบผู้ว่าราชการมนุษย์ vs. ผู้ว่าฯ AI ในทางทฤษฎี

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะระหว่างผู้ว่าราชการที่เป็นมนุษย์และผู้ว่าฯ AI ในเชิงแนวคิด เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย
คุณลักษณะ ผู้ว่าราชการมนุษย์ ผู้ว่าฯ AI (ในทางทฤษฎี)
พื้นฐานการตัดสินใจ ประสบการณ์, ข้อมูล, อุดมการณ์, อารมณ์ และการเจรจาต่อรอง ข้อมูลมหาศาล, ตรรกะ, และอัลกอริทึมที่ตั้งไว้ 100%
ความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน มีความเสี่ยงจากผลประโยชน์ส่วนตัวและแรงกดดันทางการเมือง ไม่มีความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (แต่มีความเสี่ยงจากการถูกแฮก)
ความเห็นอกเห็นใจ มีความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และบริบททางสังคมของมนุษย์ ขาดความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึก
ความรับผิดชอบ ชัดเจน สามารถรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายได้ ไม่ชัดเจน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่ซับซ้อน
ประสิทธิภาพการทำงาน มีขีดจำกัดด้านเวลาและพลังงาน, อาจมีความเหนื่อยล้า ทำงานได้ต่อเนื่อง 24/7 และประมวลผลข้อมูลได้มหาศาล
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและใช้ดุลยพินิจได้ ทำงานตามโปรแกรมที่กำหนด อาจขาดความยืดหยุ่นในสถานการณ์ใหม่ๆ

บทสรุป: อนาคตของการปกครอง เมื่อมนุษย์และ AI ต้องทำงานร่วมกัน

บทสนทนาที่ว่า ฮือฮา! คนกรุงหนุน ‘ผู้ว่าฯ AI’ ลงเลือกตั้ง อาจยังไม่นำไปสู่การมีผู้นำที่เป็นจักรกลในเร็ววันนี้ แต่ได้ทำหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการเมือง กระแสดังกล่าวได้เผยให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นผู้นำที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาเมืองไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้

อนาคตที่แท้จริงของการนำ AI มาใช้ในการปกครอง อาจไม่ได้อยู่ในการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์หรือเครื่องจักร แต่อยู่ที่การสร้างความร่วมมือที่ลงตัว (Human-AI Collaboration) โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงพลัง ช่วยให้ผู้นำที่เป็นมนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่ซับซ้อนได้อย่างชาญฉลาดขึ้น ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการใช้ดุลยพินิจ กำหนดทิศทางเชิงคุณค่า ศีลธรรม และสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน

ดังนั้น แทนที่จะมองหา ‘ผู้ว่าฯ AI’ มาแทนที่มนุษย์ บางทีคำตอบอาจอยู่ที่การสร้าง “ผู้ว่าฯ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-Powered Governor) ซึ่งเป็นการผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างระบบนิเวศการบริหารจัดการเมืองที่ทั้งชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และยังคงไว้ซึ่งหัวใจของความเป็นมนุษย์ การถกเถียงในวันนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการออกแบบอนาคตของการปกครองในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน