Home » กองทุน AI: อนาคตลงทุนหรือแค่กระแส? ส่องความเสี่ยงก่อนซื้อ

กองทุน AI: อนาคตลงทุนหรือแค่กระแส? ส่องความเสี่ยงก่อนซื้อ

สารบัญ

การลงทุนในธีมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในแวดวงการเงิน ด้วยศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น AI หรือ กองทุนรวม AI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ภาพรวมของการลงทุนในกองทุน AI

กองทุน AI: อนาคตลงทุนหรือแค่กระแส? ส่องความเสี่ยงก่อนซื้อ คือคำถามสำคัญที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังค้นหาคำตอบ กองทุนเหล่านี้จัดเป็น Thematic Fund ประเภทหนึ่งที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์, ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น ชิปประมวลผล, ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง หรือบริษัทที่นำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

หัวใจของการลงทุนใน กองทุนเทคโนโลยี กลุ่มนี้ คือการเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของ AI ที่จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยกองทุนจะคัดเลือกหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์สูงสุดจากเมกะเทรนด์นี้ ตัวอย่างบริษัทที่มักปรากฏในพอร์ตการลงทุนของกองทุน AI ได้แก่ NVIDIA, Microsoft, Alphabet (Google), Alibaba, Baidu, และ Tencent ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานของ AI ระดับโลก

สำหรับตลาดในประเทศไทย มีกองทุนหลายแห่งที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการเติบโตของธีม AI และเทคโนโลยีโลกได้ เช่น K-GTECH, K-CHINA, ES-GTECH, SCB Global Robotic (SCBROBOA), MEGA 10 ARTIFICIAL INTELLIGENCE และ KT-WTAI-A ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีนโยบายการลงทุนและสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละกองทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนตัดสินใจลงทุน

ศักยภาพการเติบโต: อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การ ลงทุนใน AI น่าสนใจ คือแนวโน้มการเติบโตที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอีกในอนาคต นักวิเคราะห์มองว่า AI ไม่ใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่แทรกซึมอยู่ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์ การเงิน การผลิต ไปจนถึงการตลาดและบริการลูกค้า

4 เทรนด์หลักที่จะกำหนดทิศทางตลาด AI

ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป คาดการณ์ว่าการเติบโตของตลาด AI จะถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:

  1. Multimodal AI: คือ AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลและทำความเข้าใจข้อมูลจากหลายรูปแบบพร้อมกัน เช่น ข้อความ (Text), รูปภาพ (Image), เสียง (Audio), และวิดีโอ (Video) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ChatGPT ที่สามารถโต้ตอบด้วยข้อความและวิเคราะห์รูปภาพได้ ความสามารถนี้จะเปิดประตูสู่การใช้งาน AI ที่ซับซ้อนและใกล้เคียงกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น
  2. Agentic AI: เป็นขั้นกว่าของ AI ที่ไม่เพียงแค่ตอบสนองต่อคำสั่ง แต่สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอัตโนมัติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น Visa Deep Authorization ที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรมบัตรเครดิตแบบเรียลไทม์และตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธได้เอง เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการปฏิวัติกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน
  3. Disinformation Security: ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ปัญหาข้อมูลเท็จ (Disinformation) กลายเป็นความท้าทายสำคัญ เทคโนโลยี AI จึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจจับ วิเคราะห์ และป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
  4. โครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure): การพัฒนา AI ที่ซับซ้อนจำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งรวมถึงชิปเซ็ตประมวลผล (เช่น GPU จาก NVIDIA), ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และแพลตฟอร์มคลาวด์ บริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนผู้กุมหัวใจของระบบนิเวศ AI ทั้งหมด

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและบริษัทวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง เช่น Goldman Sachs มองว่า AI เป็นโอกาสการลงทุนระยะยาวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือการมาถึงของอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางมุมมองเชิงบวก ก็ยังมีความเห็นต่างในเรื่องของมูลค่าตลาดและความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ศักยภาพจะสูง แต่เส้นทางการลงทุนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

เจาะลึกความเสี่ยงรอบด้านของกองทุน AI: อนาคตลงทุนหรือแค่กระแส? ส่องความเสี่ยงก่อนซื้อ

แม้ว่า หุ้น AI น่าสนใจ และมีโอกาสเติบโตสูง แต่การลงทุนใน Thematic Fund ที่เน้นเทคโนโลยีล้ำสมัยก็มาพร้อมกับ ความเสี่ยงการลงทุน ที่สูงเป็นเงาตามตัว การทำความเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้อย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจว่าจะจัดสรรเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทนี้หรือไม่

ความเสี่ยงด้านฟองสบู่ (Bubble Risk)

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือความกังวลว่าราคาหุ้น AI หลายตัวได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัทจะรองรับไหว ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังอย่างมหาศาลของนักลงทุนต่ออนาคตของ AI สถานการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม (Dot-Com Bubble) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ราคาหุ้นเทคโนโลยีพุ่งสูงขึ้นจากความคาดหวัง ก่อนที่จะปรับตัวลงอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

ผลสำรวจจาก Bank of America พบว่า นักลงทุนถึง 41% มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความเชื่อมั่นในตลาด

หากความคาดหวังของตลาดที่มีต่อรายได้และกำไรของบริษัท AI ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจนำไปสู่การเทขายและปรับฐานของราคาหุ้นอย่างรุนแรงได้

ความผันผวนของราคาที่สูง

โดยธรรมชาติแล้ว หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมมักมีความผันผวนของราคาสูงกว่าตลาดโดยรวม ราคาหุ้น AI สามารถเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลประกอบการ, ข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่, การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของภาครัฐ หรือแม้กระทั่งความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาพรวม นักลงทุนที่เข้ามาในตลาดนี้จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีและการยอมรับในตลาด

แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนในหลายมิติ ตั้งแต่ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ บริษัทบางแห่งอาจลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา แต่สุดท้ายอาจไม่สามารถสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำกำไรจากเทคโนโลยีนั้นได้จริง นอกจากนี้ การยอมรับจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ หากเทคโนโลยีไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างชัดเจน ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวัง

ความท้าทายด้านกฎระเบียบและประเด็นทางจริยธรรม

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ได้สร้างความกังวลในหมู่ผู้กำกับดูแลทั่วโลกเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล, ความโปร่งใสของอัลกอริทึม, และอคติที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของ AI ซึ่งอาจนำไปสู่การออกกฎหมายหรือกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต ความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบนี้อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและรูปแบบธุรกิจของบริษัท AI ได้โดยตรง

ความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงและ การกระจุกตัว

ตลาด AI มีการแข่งขันที่สูงมาก โดยมีผู้เล่นทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง บริษัทที่ไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กองทุนรวม AI มักมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (Concentration Risk) เนื่องจากการลงทุนจะมุ่งเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลัก หากอุตสาหกรรมนี้เผชิญกับปัจจัยลบและปรับตัวลง ก็จะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนโดยตรง มากกว่ากองทุนที่กระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม

ตารางสรุปความเสี่ยงหลักของการลงทุนในกองทุน AI
ประเภทความเสี่ยง คำอธิบาย ผลกระทบต่อนักลงทุน
ฟองสบู่ (Bubble Risk) ราคาหุ้นสูงเกินปัจจัยพื้นฐานจากความคาดหวังที่มากเกินไป ความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อตลาดปรับความคาดหวัง
ความผันผวนสูง (High Volatility) ราคาหลักทรัพย์มีความอ่อนไหวต่อข่าวสารและสภาวะตลาด มูลค่าพอร์ตการลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้น
ความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่เทคโนโลยีอาจไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ บริษัทอาจไม่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามที่คาดการณ์
กฎระเบียบและจริยธรรม ความไม่แน่นอนของกฎหมายและข้อบังคับในอนาคต อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
การกระจุกตัว (Concentration) พอร์ตการลงทุนเน้นหนักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มีความเสี่ยงสูงหากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรวมปรับตัวลง
อัตราแลกเปลี่ยน (Currency) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสำหรับกองทุนต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน: เตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สนาม AI

เมื่อพิจารณาทั้งโอกาสและความเสี่ยงแล้ว การตัดสินใจลงทุนในกองทุน AI ควรทำอย่างมีกลยุทธ์และสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง นี่คือคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่สนใจในธีมการลงทุนนี้:

  1. กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม: หลักการสำคัญที่สุดของการลงทุนคือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว” ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไปที่กองทุน AI หรือหุ้น AI เพียงอย่างเดียว ควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น อุตสาหกรรมอื่น และภูมิภาคอื่น เพื่อสร้าง การจัดพอร์ตลงทุน ที่สมดุลและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดใดตลาดหนึ่ง
  2. ศึกษาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด: โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรติดตามข่าวสารความคืบหน้าทางเทคโนโลยี, ผลประกอบการของบริษัทในพอร์ต, การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ และสภาวะการแข่งขันในตลาดอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที
  3. มองการลงทุนในระยะยาว: การลงทุนในธีมการเติบโต (Growth Theme) เช่น AI ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรในระยะสั้น แต่มุ่งหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว นักลงทุนควรกำหนดกรอบเวลาการลงทุนอย่างน้อย 5-10 ปีขึ้นไป เพื่อให้ธุรกิจมีเวลาในการเติบโตและผ่านพ้นความผันผวนในระยะสั้นไปได้
  4. ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ก่อนลงทุน ต้องถามตัวเองว่าสามารถยอมรับความผันผวนและการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด การลงทุนในกองทุน AI เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงและเข้าใจในธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้
  5. พิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: เนื่องจากกองทุน AI มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง การขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนสามารถช่วยให้ได้รับมุมมองที่รอบด้านและตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองมากขึ้น

บทสรุป: กองทุน AI เหมาะกับพอร์ตการลงทุนของคุณหรือไม่

โดยสรุปแล้ว กองทุน AI ยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับปี 2025 และในอนาคต ด้วยศักยภาพการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยเมกะเทรนด์ของโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สูงนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงไม่แพ้กัน ทั้งจากความกังวลเรื่องฟองสบู่, ความผันผวนของราคา, ความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีและการแข่งขัน, รวมถึงความท้าทายด้านกฎระเบียบ

การตัดสินใจว่ากองทุน AI เป็น “อนาคตการลงทุน” หรือเป็นเพียง “กระแส” ที่อาจจางหายไปนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและกรอบเวลาของนักลงทุนแต่ละคน สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของปัญญาประดิษฐ์และสามารถยอมรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้ การจัดสรรส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนมายังกองทุน AI อาจเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงทุนอย่างมีสติ ด้วยการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน, การกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม, และการมีวินัยในการลงทุนระยะยาว เพื่อให้นักลงทุนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะเดียวกันก็สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ