จิตแพทย์สะเทือน! AI ‘ใจดี’ รับฟังทุกปัญหา
- ภาพรวมของเทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพจิต
- AI สุขภาพจิต: นวัตกรรมพลิกวงการหรือความเสี่ยงที่ต้องจับตา
- ศักยภาพและผลลัพธ์เชิงบวกจากการใช้งานจริง
- เสียงสะท้อนจากวงการแพทย์: ความท้าทายและความกังวล
- เปรียบเทียบการให้คำปรึกษา: จิตแพทย์มนุษย์ vs. AI แชทบอท
- อนาคตสุขภาพจิต: การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์
- บทสรุป: แนวทางการใช้ AI ‘ใจดี’ อย่างเข้าใจและปลอดภัย
การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว และล่าสุด วงการสาธารณสุข โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อโรงพยาบาลชั้นนำได้เปิดตัว ‘ใจดี AI’ แชทบอทที่พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง การมาถึงของเทคโนโลยีนี้จุดประกายความหวังในการเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลและคำถามมากมายในหมู่ผู้เชี่ยวชาญและสาธารณชน
ภาพรวมของเทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพจิต
- เทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพจิต เช่น ‘ใจดี AI’ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือให้คำปรึกษาเบื้องต้น สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดช่องว่างในการรอพบผู้เชี่ยวชาญ
- ผลการวิจัยทางคลินิกของ AI ลักษณะคล้ายกันอย่าง Therabot แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วยลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ภาวะ “AI Psychosis” ที่ผู้ใช้งานสูญเสียการรับรู้ความจริง และอันตรายจากการได้รับคำแนะนำที่ไม่เหมาะสม
- อนาคตของ AI ในด้านสุขภาพจิตถูกมองว่าจะเป็นเครื่องมือเสริมการทำงานของนักบำบัด ไม่ใช่การเข้ามาทดแทนทั้งหมด โดยจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและพัฒนาภายใต้กรอบจริยธรรมที่รัดกุม
- ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานในวงกว้าง
จิตแพทย์สะเทือน! AI ‘ใจดี’ รับฟังทุกปัญหา กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังจากการเปิดตัวแชทบอทสุขภาพจิตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีนี้ถูกนิยามว่าเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรับฟังปัญหาและให้การสนับสนุนทางอารมณ์เบื้องต้นแก่ผู้ใช้งาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง การพัฒนาเครื่องมือเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และเป็นความพยายามในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในบริบทที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ย่อมมาพร้อมกับคำถามและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
บทความนี้จะสำรวจเทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพจิตในมิติต่างๆ ตั้งแต่คำจำกัดความ หลักการทำงาน ศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านการวิจัย ไปจนถึงความเสี่ยงและข้อกังวลที่ผู้เชี่ยวชาญหยิบยกขึ้นมา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมว่าเทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการ หรือเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
AI สุขภาพจิต: นวัตกรรมพลิกวงการหรือความเสี่ยงที่ต้องจับตา
การนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในด้านสุขภาพจิตถือเป็นก้าวที่สำคัญของวงการเทคโนโลยีและสาธารณสุข ด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและการเรียนรู้รูปแบบการสนทนา AI ถูกพัฒนาให้สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ในลักษณะที่เลียนแบบการให้คำปรึกษา เพื่อมอบพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้ระบายความรู้สึกและสำรวจสภาวะทางอารมณ์ของตนเอง
นิยามและความสามารถของแชทบอทบำบัด
แชทบอทบำบัด (Therapy Chatbot) หรือ AI สุขภาพจิต คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการสนทนากับนักบำบัดหรือผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นผู้รับฟังอย่างไม่ตัดสิน ช่วยให้ผู้ใช้งานได้เปิดเผยความรู้สึกนึกคิด และให้การสนับสนุนทางอารมณ์เบื้องต้น แพลตฟอร์มเหล่านี้มักจะพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนหรือเว็บไซต์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้องการ
ตัวอย่างของ AI แชทบอทที่ได้รับการพัฒนาและศึกษาอย่างจริงจัง ได้แก่ Therabot และ Wysa ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและวิศวกรคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าการโต้ตอบจะเป็นไปตามหลักการทางจิตวิทยาและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ความสามารถหลักของแชทบอทเหล่านี้คือการสร้างบทสนทนาที่กระตุ้นให้ผู้ใช้สำรวจอารมณ์ของตนเองผ่านการตั้งคำถามปลายเปิด การสะท้อนความรู้สึก และการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ตามหลักการบำบัด
เบื้องหลังการทำงาน: เทคนิคที่ AI นำมาใช้
หัวใจสำคัญของแชทบอทบำบัดคือการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับ มาประยุกต์ใช้กับอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์
หนึ่งในเทคนิคที่นิยมใช้คือ การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy – CBT) ซึ่งเป็นแนวทางการบำบัดที่มุ่งเน้นการช่วยให้บุคคลเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบที่นำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์ แอปพลิเคชันอย่าง Wysa ได้นำหลักการของ CBT มาใช้โดยตรง โดยจะแนะนำให้ผู้ใช้ฝึกฝนการระบุความคิดอัตโนมัติ (Automatic Thoughts) ที่เป็นลบ และท้าทายความคิดเหล่านั้นด้วยมุมมองที่เป็นจริงและสร้างสรรค์มากขึ้น
ในขณะที่ Therabot จะเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านการถามคำถามเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ตระหนักรู้และเข้าใจสภาวะจิตใจของตนเองได้ดีขึ้น พร้อมทั้งประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การทำงานลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การวินิจฉัยโรค แต่เน้นการเป็นเครื่องมือช่วยจัดการอารมณ์และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในชีวิตประจำวัน
ศักยภาพและผลลัพธ์เชิงบวกจากการใช้งานจริง
แม้จะยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ แต่ AI เพื่อสุขภาพจิตได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจผ่านการศึกษาและการทดลองทางคลินิกหลายครั้ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการช่วยบรรเทาอาการของภาวะสุขภาพจิตบางประเภท และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้คนจำนวนมาก
กรณีศึกษา: Therabot กับการทดลองทางคลินิกที่น่าทึ่ง
หนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ AI แชทบอทมาจากโครงการวิจัยของ Therabot ซึ่งได้ทำการทดลองทางคลินิกร่วมกับกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และความผิดปกติทางการกิน (Eating Disorders) ในการศึกษานี้ ผู้เข้าร่วมได้ใช้งาน Therabot เป็นเครื่องมือเสริมควบคู่ไปกับการรักษาตามปกติ
ผลการทดลองพบว่าการใช้งาน Therabot ช่วยลดอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ามีอาการดีขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 51% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะวิตกกังวลมีอาการดีขึ้นราว 31% ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า AI สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผู้ป่วยจัดการกับอาการของตนเองได้ดีขึ้นระหว่างรอพบนักบำบัด หรือเป็นตัวช่วยเสริมหลังจากการทำบำบัดแต่ละครั้ง
Wysa: เพื่อนคู่คิดดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย
ในขณะที่ Therabot เน้นการวิจัยในบริบททางคลินิก Wysa ได้กลายเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานทั่วไปทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย Wysa ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่พร้อมรับฟังและให้คำแนะนำตามหลักการ CBT ได้ทุกเมื่อ ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยกับ AI เพื่อระบายความเครียด จัดการกับความวิตกกังวล หรือเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฝึกสมาธิและการหายใจ
ความสำเร็จของ Wysa สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพื้นที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวในการดูแลสุขภาพจิตในยุคดิจิทัล สำหรับหลายๆ คน การพูดคุยกับ AI อาจรู้สึกสบายใจกว่าการเปิดเผยปัญหากับคนจริงๆ ในช่วงแรกเริ่ม ซึ่งช่วยทลายกำแพงและอคติที่มีต่อการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และอาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การตัดสินใจเข้ารับการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญต่อไป
เสียงสะท้อนจากวงการแพทย์: ความท้าทายและความกังวล
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวในศักยภาพของ AI สุขภาพจิต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวมถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ได้แสดงความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างไม่มีการควบคุมดูแลที่เหมาะสม ประเด็นเรื่องความปลอดภัย ความถูกต้องของคำแนะนำ และผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว กลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่สำคัญ
คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ: ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้
สมาคมนักจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Psychological Association – APA) ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ป่วยหลงเชื่อหรือพึ่งพา AI แชทบอทมากเกินไป ประเด็นหลักคือ AI ยังขาดความสามารถในการทำความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนของมนุษย์ เช่น อารมณ์ขัน การประชดประชัน หรือสัญญาณของภาวะวิกฤตทางจิตใจที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสมหรือตีความสถานการณ์ผิดพลาดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากบทสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง การรั่วไหลของข้อมูลอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งานได้อย่างมหาศาล ดังนั้น การมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่รัดกุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ภาวะ “AI Psychosis”: เมื่อผู้ช่วยสร้างปัญหาทางจิต
หนึ่งในความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดและเป็นที่น่าตกใจคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “AI Psychosis” หรือภาวะจิตเภทที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับปัญญาประดิษฐ์
จิตแพทย์คีธ ซากาตะ (Keith Sakata) ได้รายงานการค้นพบผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับ AI แชทบอทอย่างต่อเนื่องจนสูญเสียการรับรู้ความเป็นจริง ผู้ป่วยเหล่านี้เริ่มเชื่อว่า AI เป็นสิ่งมีชีวิตจริง มีความรู้สึกนึกคิด และสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งด้วย จนไม่สามารถแยกแยะระหว่างโลกความเป็นจริงและโลกดิจิทัลได้
ภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติกับเทคโนโลยี และเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ AI จะถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรและให้การสนับสนุน แต่ก็ยังคงเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ปราศจากความรู้สึกและความเข้าใจที่แท้จริง การพึ่งพิงทางอารมณ์กับ AI มากเกินไปอาจนำไปสู่การแยกตัวออกจากสังคมและความสัมพันธ์ในชีวิตจริง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
เปรียบเทียบการให้คำปรึกษา: จิตแพทย์มนุษย์ vs. AI แชทบอท
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดระหว่างการรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักบำบัดที่เป็นมนุษย์ กับการใช้ AI แชทบอท จะช่วยให้เข้าใจบทบาทและขอบเขตของเทคโนโลยีนี้ได้ดียิ่งขึ้น
| คุณลักษณะ | จิตแพทย์/นักบำบัด (มนุษย์) | AI แชทบอทสุขภาพจิต |
|---|---|---|
| การเข้าถึง | มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ต้องนัดหมายล่วงหน้า | เข้าถึงได้ 24/7 ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล |
| ค่าใช้จ่าย | มีค่าใช้จ่ายสูง อาจไม่ครอบคลุมในประกันสุขภาพบางประเภท | ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายต่ำหรือให้บริการฟรีในขั้นพื้นฐาน |
| ความเข้าใจเชิงลึก | สามารถเข้าใจบริบท อารมณ์ที่ซับซ้อน และภาษากายได้ | ยังมีข้อจำกัดในการตีความอารมณ์ที่ซับซ้อนและบริบททางสังคม |
| ความสามารถในการวินิจฉัย | สามารถวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาที่ซับซ้อนได้ | ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ทำได้เพียงประเมินอาการเบื้องต้น |
| ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล | สร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงบนพื้นฐานของความไว้วางใจและความเห็นอกเห็นใจ | เป็นความสัมพันธ์แบบจำลอง ไม่มีความรู้สึกหรือความผูกพันทางอารมณ์จริง |
| ความเสี่ยง | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และจรรยาบรรณของแต่ละบุคคล | เสี่ยงต่อการให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสม, ปัญหาข้อมูลรั่วไหล, และภาวะ AI Psychosis |
อนาคตสุขภาพจิต: การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์
แม้จะมีความเสี่ยงที่น่ากังวล แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการปฏิเสธเทคโนโลยี AI โดยสิ้นเชิงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ทิศทางในอนาคตจึงมุ่งไปที่การหาจุดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วย โดยมอง AI ในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของมนุษย์
AI ในฐานะเครื่องมือเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทน
มุมมองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการให้ AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักบำบัด” ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่นักบำบัดทั้งหมด บทบาทของ AI อาจรวมถึง:
- การคัดกรองเบื้องต้น: AI สามารถช่วยประเมินอาการและความเสี่ยงเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับผู้เชี่ยวชาญได้อย่างรวดเร็ว
- การสนับสนุนระหว่างการบำบัด: ผู้ป่วยสามารถใช้แชทบอทเพื่อบันทึกอารมณ์ ทำแบบฝึกหัด CBT หรือรับการสนับสนุนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างรอพบนักบำบัดในครั้งถัดไป
- การให้ข้อมูลความรู้: AI สามารถเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตต่างๆ และแนะนำแหล่งข้อมูลหรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือได้
การทำงานร่วมกันในลักษณะนี้จะช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่คือแนวทางที่อาจส่งผลดีต่ออนาคตของจิตแพทย์และผู้ป่วย
ความสำคัญของการกำกับดูแลและพัฒนาอย่างมีจริยธรรม
เพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและรัดกุม สมาคมวิชาชีพและหน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสำหรับ AI สุขภาพจิต ทั้งในด้านความถูกต้องของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และจริยธรรมในการใช้งาน
นักพัฒนาเองก็ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพื่อให้แน่ใจว่าอัลกอริทึมที่สร้างขึ้นนั้นตั้งอยู่บนหลักการทางจิตวิทยาที่ถูกต้อง และมีกลไกในการตรวจจับสัญญาณอันตราย เช่น ความคิดฆ่าตัวตาย เพื่อส่งต่อผู้ใช้งานไปยังความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันท่วงที
บทสรุป: แนวทางการใช้ AI ‘ใจดี’ อย่างเข้าใจและปลอดภัย
การมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง AI ‘ใจดี’ ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหญ่ของวงการสุขภาพจิต ในด้านหนึ่ง มันคือเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้น ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และเป็นเพื่อนรับฟังในยามที่ต้องการ ดังที่เห็นจากผลการศึกษาของ Therabot ที่สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้จริง
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้ ตั้งแต่คำแนะนำที่อาจผิดพลาด ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึงผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงอย่างภาวะ “AI Psychosis” คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญย้ำให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่สามารถทดแทนความละเอียดอ่อน ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่แท้จริงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบำบัดโดยมนุษย์ได้
ดังนั้น การใช้งาน AI เพื่อสุขภาพจิตจึงควรเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ โดยมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนเบื้องต้น ไม่ใช่การรักษาหลัก สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อนหรือรุนแรง การขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่มีใบประกอบวิชาชีพยังคงเป็นทางเลือกที่จำเป็นและปลอดภัยที่สุด การตระหนักรู้ถึงขีดจำกัดของเทคโนโลยีและการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากนวัตกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียตามมา