AI จัดพอร์ต 2026: ลงทุน-ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ
- ประเด็นสำคัญของการลงทุนอัจฉริยะปี 2026
- ทำความเข้าใจภูมิทัศน์การลงทุนปี 2026
- AI: ธีมการลงทุนหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต
- กลยุทธ์จัดพอร์ต Core-Satellite: สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการเติบโต
- แนวทางการคัดเลือกสินทรัพย์ AI เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
- ผสานการลดหย่อนภาษีเข้ากับการจัดพอร์ตลงทุนอย่างชาญฉลาด
- ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาในการลงทุนธีม AI
- บทสรุป: ก้าวสู่การลงทุนแห่งอนาคตในปี 2026
เมื่อโลกการเงินก้าวเข้าสู่ปี 2569 (2026) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามในการวางแผนการเงินและการลงทุน การใช้ AI จัดพอร์ต 2026: ลงทุน-ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการเลือกสินทรัพย์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากธีม AI เข้ากับการวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดหลังหักภาษี แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญของการลงทุนอัจฉริยะปี 2026
- AI คือธีมการลงทุนหลัก: ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นเมกะเทรนด์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก การลงทุนจึงควรพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีรายได้และกำไรจากการประยุกต์ใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม
- โครงสร้างพอร์ตแบบ Core-Satellite: กลยุทธ์ที่แนะนำอย่างกว้างขวางคือการแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วน ส่วนแกนหลัก (Core) เน้นความมั่นคงจากสินทรัพย์คุณภาพสูง และส่วนเสริม (Satellite) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนสูงจากธีมการลงทุนเฉพาะทางอย่าง AI
- การคัดเลือกสินทรัพย์อย่างชาญฉลาด: การลงทุนในธีม AI ที่ประสบความสำเร็จต้องเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI CAPEX) เช่น ผู้ผลิตชิป, ผู้ให้บริการคลาวด์ และศูนย์ข้อมูล รวมถึงบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
- การผสานการลงทุนกับการลดหย่อนภาษี: การวางแผนภาษีอัจฉริยะคือการใช้ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เป็นเครื่องมือในการสร้างพอร์ตลงทุนตามธีม AI เพื่อเพิ่มผลตอบแทนสุทธิ
- การกระจายความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ: ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง การกระจายการลงทุนทั้งในมิติของภูมิภาคและภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นหลักการสำคัญเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
ทำความเข้าใจภูมิทัศน์การลงทุนปี 2026
ในปี 2569 โลกการลงทุนยังคงเผชิญกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยมหภาค เช่น นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนเหล่านี้ มีแนวโน้มหนึ่งที่ชัดเจนและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Revolution
นักลงทุนที่มองการณ์ไกลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่นี้ การวางแผนการเงินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกลงทุนในสินทรัพย์แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีใดจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ การบริหารจัดการภาระภาษีซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินที่สำคัญ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไป เพื่อให้การสร้างความมั่งคั่งเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการนำทางพอร์ตการลงทุนให้ผ่านพ้นความท้าทายและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นในปี 2569 ได้สำเร็จ
AI: ธีมการลงทุนหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต
สถาบันการเงินและบริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำหลายแห่งต่างชี้ตรงกันว่า AI คือธีมการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับปี 2569 และทศวรรษข้างหน้า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Generative AI ได้เปิดศักยภาพใหม่ๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์, การเงิน, การผลิต ไปจนถึงการตลาดและการบริการ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธีม AI จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพื่อแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงกับบริษัทที่เพียงเกาะกระแส
The AI CAPEX Divide: แยกผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง
แนวคิด “The AI CAPEX Divide” หมายถึงการแบ่งกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือบริษัทที่ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (Capital Expenditures หรือ CAPEX) เช่น ผู้ผลิตชิปประมวลผล, ผู้สร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง บริษัทกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและเป็นรูปธรรมจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เนื่องจากทุกการพัฒนาและการใช้งาน AI จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้
ในทางกลับกัน อีกฝั่งคือบริษัทที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเอง ซึ่งแม้จะมีศักยภาพในการเติบโต แต่ผลลัพธ์อาจยังไม่ชัดเจนและต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ กลยุทธ์การลงทุนที่ชาญฉลาดจึงควรให้ความสำคัญกับบริษัทฝั่งแรกที่มีรายได้และกระแสเงินสดที่จับต้องได้จากการเติบโตของ AI โดยตรง มากกว่าการลงทุนตามกระแสในบริษัทที่เพียงประกาศว่าจะนำ AI มาใช้โดยยังไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน
รับมือเศรษฐกิจ K-Shaped: การเลือกสินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแส
ภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shaped Recovery หรือการฟื้นตัวแบบตัว K คือสถานการณ์ที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว (ขาขึ้นของตัว K) ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ยังคงซบเซาหรือถดถอย (ขาลงของตัว K) ธีมการลงทุน AI ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่บนขาขึ้นของตัว K
ในสภาวะเช่นนี้ การจัดพอร์ตลงทุนจึงต้องเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์ (Stock Selection) อย่างพิถีพิถัน การลงทุนแบบกระจายตามดัชนีตลาดในวงกว้างอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก เนื่องจากมีสินทรัพย์จากภาคส่วนที่ซบเซาถ่วงอยู่ การมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทคุณภาพสูงที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น กลุ่มเทคโนโลยี AI, นวัตกรรมสุขภาพ และพลังงานสะอาด จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างการเติบโตที่โดดเด่นได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
กลยุทธ์จัดพอร์ต Core-Satellite: สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการเติบโต
เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดและในขณะเดียวกันก็ไม่พลาดโอกาสการเติบโตจากธีมการลงทุนแห่งอนาคต กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite จึงเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย หลักการสำคัญคือการแบ่งพอร์ตการลงทุนออกเป็นสองส่วนหลักที่มีเป้าหมายและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน
แกนหลักของพอร์ต (Core Portfolio): รากฐานที่แข็งแกร่ง
ส่วนแกนหลัก หรือ Core Portfolio ถือเป็นหัวใจของพอร์ตการลงทุน มีสัดส่วนประมาณ 60-80% ของพอร์ตทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงและรักษาเงินต้นในระยะยาว สินทรัพย์ในส่วนนี้มักประกอบด้วย:
- กองทุนรวมผสม (Allocation Funds): กองทุนที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น, ตราสารหนี้ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดความผันผวน
- ตราสารหนี้คุณภาพสูง: พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ของบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำ
- กองทุนรวมดัชนี (Index Funds): กองทุนที่ลงทุนล้อตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น SET50 หรือ S&P 500 เพื่อสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดโดยรวมด้วยต้นทุนที่ต่ำ
พอร์ตส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นกันชนในยามที่ตลาดผันผวนรุนแรง และเป็นรากฐานที่ช่วยให้พอร์ตโดยรวมยังคงเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ส่วนเสริมของพอร์ต (Satellite Portfolio): เร่งผลตอบแทนด้วยธีม AI
ส่วนเสริม หรือ Satellite Portfolio คือส่วนที่นักลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่า (ประมาณ 20-40%) เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากธีมการลงทุนเฉพาะทางที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ซึ่งธีม AI คือตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับปี 2569 สินทรัพย์ในส่วนนี้อาจประกอบด้วย:
- กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในธีม AI (Thematic Funds): กองทุนที่คัดเลือกหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI โดยตรง
- หุ้นรายตัวของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ: การลงทุนโดยตรงในหุ้นของบริษัทที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาชิป, คลาวด์ หรือซอฟต์แวร์ AI
- สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ: เช่น กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจนอกตลาด (Private Equity) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
แม้ส่วนนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนแบบก้าวกระโดดให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม การมีแกนหลักที่มั่นคงจะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงในส่วนเสริมนี้ได้อย่างสบายใจมากขึ้น
แนวทางการคัดเลือกสินทรัพย์ AI เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
ความสำเร็จในการลงทุนธีม AI ไม่ได้มาจากการลงทุนแบบเหวี่ยงแห แต่มาจากการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและมีศักยภาพการเติบโตที่แท้จริง การวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น
โฟกัสที่โครงสร้างพื้นฐาน AI
ดังที่กล่าวไปในแนวคิด “AI CAPEX Divide” การลงทุนในบริษัทที่เป็นเหมือน “ผู้สร้างพลั่วในยุคตื่นทอง” มักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีแนวโน้มเติบโตที่ชัดเจนกว่า ควรมองหาบริษัทที่เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI ได้แก่:
- ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิป: บริษัทที่ออกแบบและผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และชิปพิเศษสำหรับ AI
- ผู้ให้บริการคลาวด์: แพลตฟอร์มคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการฝึกฝนและใช้งานโมเดล AI
- ผู้สร้างและบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล: ความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อความต้องการศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูง
วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: กำไรและกระแสเงินสดคือหัวใจ
สิ่งสำคัญคือต้องแยกบริษัทที่มีเรื่องราว (Story) ออกจากบริษัทที่มีตัวเลข (Numbers) ที่แข็งแกร่งรองรับ บริษัทที่น่าลงทุนคือบริษัทที่สามารถแปลงเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นรายได้, กำไร และกระแสเงินสดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องได้จริง
ควรพิจารณางบการเงินอย่างละเอียด ตรวจสอบอัตราการเติบโตของรายได้, อัตรากำไร และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลีกเลี่ยงบริษัทที่โฆษณาว่าใช้ AI แต่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้ในอนาคตอันใกล้
การกระจายความเสี่ยงในโลกหลายขั้ว (Multi-Polar World)
โลกปัจจุบันไม่ได้มีเพียงขั้วอำนาจเดียวอีกต่อไป ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานและกฎระเบียบทางการค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น การลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งจึงมีความเสี่ยงสูง การกระจายการลงทุนในธีม AI ไปยังภูมิภาคต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, เอเชีย (รวมถึงไทย) จะช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะประเทศและเปิดโอกาสให้ได้รับประโยชน์จากการเติบโตในหลายพื้นที่พร้อมกัน
ผสานการลดหย่อนภาษีเข้ากับการจัดพอร์ตลงทุนอย่างชาญฉลาด
การลงทุนอัจฉริยะไม่ได้จบแค่การสร้างผลตอบแทน แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาใช้ร่วมกับการจัดพอร์ตจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนได้รับอย่างมีนัยสำคัญ
ทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษี (RMF/SSF)
ในประเทศไทย เครื่องมือหลักที่ใช้ในการลดหย่อนภาษีผ่านการลงทุนคือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน
- RMF (Retirement Mutual Fund): ออกแบบมาเพื่อการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ มีเงื่อนไขการถือครองที่ยาวนาน แต่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงสูง
- SSF (Super Savings Fund): กองทุนเพื่อการออมระยะกลาง มีเงื่อนไขการถือครอง 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ และมีนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นเช่นกัน
เงินลงทุนในกองทุนเหล่านี้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับผลตอบแทนทันทีในรูปแบบของเงินภาษีที่ประหยัดได้
การออกแบบพอร์ตลดหย่อนภาษีด้วยกลยุทธ์ Core-Satellite
นักลงทุนสามารถประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Core-Satellite กับพอร์ตลดหย่อนภาษีได้โดยตรง:
- ส่วน Core: ใช้กองทุน RMF หรือ SSF ที่มีนโยบายการลงทุนแบบผสม หรือกองทุนตราสารหนี้ เพื่อสร้างแกนหลักที่มั่นคงของพอร์ตลดหย่อนภาษี การลงทุนในส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอทุกปีจะช่วยสร้างวินัยและทำให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อเกษียณพร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปพร้อมกัน
- ส่วน Satellite: ใช้กองทุน SSF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี หรือกองทุนที่เน้นธีม AI โดยเฉพาะ เพื่อเป็นส่วนเสริมสร้างการเติบโตให้กับพอร์ต การมีระยะเวลาถือครอง 10 ปีของ SSF เหมาะสมกับการลงทุนในธีมระยะยาวเช่นนี้
การจัดสรรเงินลงทุนใน RMF และ SSF ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายทางการเงิน จะทำให้พอร์ตลดหย่อนภาษีไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดภาษีในแต่ละปี แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคตอีกด้วย
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาในการลงทุนธีม AI
แม้ว่าธีม AI จะมีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อควรระวังที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน
- ความเสี่ยงจากความคาดหวังที่สูงเกินจริง (Hype Risk): หุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับ AI มีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความคาดหวังของตลาด ซึ่งอาจสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง นักลงทุนต้องระมัดระวังการลงทุนในบริษัทที่ถูกประเมินมูลค่าสูงเกินไปโดยไม่มีกำไรรองรับ
- ความผันผวนในระยะสั้น: กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีมักมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้ราคาอาจมีความผันผวนรุนแรงในระยะสั้น การมีพอร์ตส่วนแกนหลัก (Core) ที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนนี้
- ข้อจำกัดด้านภาษีกับการลงทุนต่างประเทศ: การลงทุนในกองทุนหรือหุ้น AI ในต่างประเทศโดยตรง อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนการลงทุนผ่าน RMF/SSF ในประเทศไทย นักลงทุนควรตรวจสอบเงื่อนไขทางภาษีของผลิตภัณฑ์การลงทุนแต่ละประเภทอย่างละเอียด
- ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: รัฐบาลทั่วโลกกำลังเริ่มให้ความสนใจกับการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ซึ่งกฎระเบียบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ได้
บทสรุป: ก้าวสู่การลงทุนแห่งอนาคตในปี 2026
การวางแผนเพื่อใช้ AI จัดพอร์ต 2026: ลงทุน-ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ คือกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและมองไปข้างหน้า โดยมีหัวใจสำคัญคือการยอมรับว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต และผสานโอกาสนี้เข้ากับการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ การใช้โครงสร้างพอร์ตแบบ Core-Satellite ช่วยสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างการปกป้องเงินต้นและการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไล่ตามกระแส แต่มาจากการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ โดยเน้นบริษัทที่สร้างรายได้และกำไรจากโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างแท้จริง พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และท้ายที่สุด การใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่าง RMF และ SSF อย่างชาญฉลาด จะเป็นตัวคูณที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนสุทธิและเร่งการเติบโตของความมั่งคั่งในระยะยาว การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเตรียมความพร้อมสำหรับภูมิทัศน์การลงทุนแห่งอนาคต