Home » AI ครองเมือง! 5 อาชีพในไทยที่เสี่ยงถูกแทนที่ในปี 2569

AI ครองเมือง! 5 อาชีพในไทยที่เสี่ยงถูกแทนที่ในปี 2569

สารบัญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อทุกมิติของสังคม รวมถึงตลาดแรงงานในประเทศไทย บทวิเคราะห์หัวข้อ AI ครองเมือง! 5 อาชีพในไทยที่เสี่ยงถูกแทนที่ในปี 2569 นี้ จะเจาะลึกถึงกลุ่มอาชีพที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงจากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสำรวจแนวทางการปรับตัวและพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในยุคดิจิทัลที่กำลังมาถึง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว: AI โดยเฉพาะ Generative AI ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในองค์กรไทยแล้ว โดยพนักงานกว่า 99% เคยใช้งานเทคโนโลยีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานในอนาคตอันใกล้
  • ภาครัฐผลักดันเต็มกำลัง: รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนา AI ให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีแผนพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างเข้มข้นภายในปี 2571 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
  • งานที่มีรูปแบบซ้ำซ้อนมีความเสี่ยงสูงสุด: อาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานรูทีน, การประมวลผลข้อมูลเบื้องต้น, และการบริการลูกค้าตามสคริปต์ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำกว่า
  • การปรับตัวคือกุญแจสู่ความสำเร็จ: การแทนที่ไม่ได้หมายถึงการตกงานเสมอไป แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) และการเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม (Reskilling) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานทุกคน
  • โอกาสใหม่จากการทำงานร่วมกับ AI: การมาถึงของ AI ยังสร้างโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพให้แก่องค์กร

บทนำ: การมาถึงของยุค AI ในตลาดแรงงานไทย

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่เรื่องราวในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นความเป็นจริงที่แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว ในบริบทของประเทศไทย เทคโนโลยี AI กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่กำลังเร่งความเร็วขึ้นทุกขณะ ทำให้แรงงานในหลายสาขาอาชีพจำเป็นต้องตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายครั้งใหม่นี้

ทำไมปี 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ปี พ.ศ. 2569 ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ทำให้เทคโนโลยี AI มีความซับซ้อนมากขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และมีราคาถูกลง ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานได้อย่างแพร่หลาย การเร่งปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนี้เอง ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการแรงงานและทักษะที่จำเป็นในตลาด

นโยบายภาครัฐกับการขับเคลื่อน AI

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้วางแผนเชิงรุกเพื่อพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ติดอันดับ Top 30 ของโลกภายในปี 2569-2570 ผ่านการใช้ AI เป็นกลไกสำคัญ แผนการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายแสนล้านบาท และที่สำคัญคือการพัฒนากำลังคนอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จำนวน 90,000 คน และนักพัฒนา AI อีก 50,000 คน ภายในปี 2571 การสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐนี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการยอมรับและนำ AI มาใช้ในวงกว้าง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิเคราะห์ 5 กลุ่มอาชีพในไทยที่เผชิญความท้าทายจาก AI

จากการวิเคราะห์แนวโน้มการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในภาคธุรกิจ พบว่ามี 5 กลุ่มอาชีพในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่หรือต้องปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2569 เนื่องจากลักษณะงานส่วนใหญ่เป็นงานที่มีรูปแบบซ้ำซ้อนและสามารถใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. พนักงานฝ่ายสรรหาและคัดเลือกบุคลากร (HR Recruiter)

บทบาทปัจจุบัน: พนักงานฝ่ายสรรหามีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการจ้างงานตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มจากการลงประกาศรับสมัครงาน, คัดกรองใบสมัคร (Resume), นัดหมายสัมภาษณ์, สัมภาษณ์เบื้องต้น, ไปจนถึงการประสานงานกับผู้สมัครและผู้จัดการแผนก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาและแรงงานคนค่อนข้างมาก

ผลกระทบจาก AI: ปัจจุบันมีระบบบริหารจัดการผู้สมัคร (Applicant Tracking System – ATS) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถคัดกรองใบสมัครหลายพันฉบับได้ในเวลาไม่กี่นาที โดยจะจับคู่ทักษะและประสบการณ์ของผู้สมัครกับคุณสมบัติที่ตำแหน่งงานต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ AI ยังสามารถทำการสัมภาษณ์เบื้องต้นผ่านระบบวิดีโอสัมภาษณ์แบบเสมือนจริง (Virtual Interview) และวิเคราะห์คำตอบรวมถึงภาษากายของผู้สมัครเพื่อประเมินความเหมาะสมเบื้องต้นได้ ทำให้บทบาทของ Recruiter ในการคัดกรองเบื้องต้นลดความจำเป็นลงอย่างมาก

แนวทางการปรับตัว: พนักงานฝ่ายสรรหาต้องยกระดับบทบาทของตนเองจากการเป็นผู้คัดกรอง (Screener) ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Advisor) โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างแบรนด์ขององค์กร (Employer Branding), การวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์, การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัคร (Candidate Experience) และการใช้ข้อมูลที่ได้จาก AI มาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจจ้างงานในเชิงลึก ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กรและปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่ามนุษย์

2. พนักงานบริการลูกค้าและเจ้าหน้าที่แอดมิน

บทบาทปัจจุบัน: พนักงานกลุ่มนี้มีหน้าที่หลักในการตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้า, แก้ไขปัญหาที่ไม่ซับซ้อน, รับเรื่องร้องเรียน, และจัดการงานเอกสารหรืองานธุรการต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นกิจวัตร เช่น การตอบอีเมล, การจัดการตารางนัดหมาย, หรือการคีย์ข้อมูล

ผลกระทบจาก AI: เทคโนโลยีแชทบอท (Chatbot) และวอยซ์บอท (Voicebot) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีความสามารถสูงขึ้นมาก สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติและตอบคำถามที่ซับซ้อนได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ทำให้สามารถทดแทนการตอบคำถามซ้ำๆ ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ระบบ Robotic Process Automation (RPA) ยังสามารถทำงานธุรการที่ซ้ำซ้อน เช่น การคัดลอกและวางข้อมูลระหว่างโปรแกรม หรือการส่งอีเมลอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็วและปราศจากข้อผิดพลาด

Generative AI กำลังปฏิวัติวงการบริการลูกค้า โดยสามารถสร้างบทสนทนาที่เหมือนมนุษย์และให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงกับลูกค้าแต่ละรายได้ ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้นและลดภาระงานของพนักงานได้อย่างมหาศาล

แนวทางการปรับตัว: บทบาทของพนักงานบริการลูกค้าจะเปลี่ยนไปสู่การจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนซึ่ง AI ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น การจัดการกับข้อร้องเรียนของลูกค้าที่ใช้อารมณ์รุนแรง หรือการให้คำปรึกษาที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจ ทักษะด้านการสื่อสาร, การเจรจาต่อรอง, และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) จะกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่แอดมินจะต้องพัฒนาทักษะในการควบคุมและจัดการระบบอัตโนมัติเหล่านี้ให้ทำงานได้อย่างราบรื่น

3. นักวางแผนการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์

บทบาทปัจจุบัน: อาชีพนี้เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษา, วางแผนการเดินทาง, จองตั๋วเครื่องบินและที่พัก, และนำเที่ยวให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว

ผลกระทบจาก AI: แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวที่ใช้ AI สามารถวิเคราะห์ความชอบส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวจากข้อมูลการค้นหาและพฤติกรรมในอดีต เพื่อสร้างแผนการเดินทางที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalized Itinerary) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ AI สามารถแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก, ค้นหาเที่ยวบินและโรงแรมในราคาที่ดีที่สุด, และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เทคโนโลยีการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ยังช่วยทลายกำแพงด้านภาษา ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางและสื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ด้วยตนเองมากขึ้น

แนวทางการปรับตัว: นักวางแผนการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้ให้ข้อมูล (Information Provider) ไปสู่การเป็นผู้สร้างประสบการณ์ (Experience Curator) โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ทริปท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, การนำเสนอเรื่องราวและวัฒนธรรมท้องถิ่นในเชิงลึกที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้, หรือการจัดกิจกรรมพิเศษที่สร้างความประทับใจและความผูกพันให้กับนักท่องเที่ยว การสร้างเครือข่ายกับคนในท้องถิ่นและการมอบบริการที่เหนือความคาดหมายจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้มนุษย์ยังคงมีความสำคัญในอุตสาหกรรมนี้

4. งานด้านข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลขั้นต้น

บทบาทปัจจุบัน: ตำแหน่งงาน เช่น พนักงานคีย์ข้อมูล (Data Entry) หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลระดับต้น (Junior Data Analyst) มีหน้าที่หลักในการรวบรวม, ทำความสะอาด, และประมวลผลข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน รวมถึงการสร้างรายงานสรุปข้อมูลเบื้องต้น

ผลกระทบจาก AI: AI และ Machine Learning มีความสามารถโดดเด่นในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว เครื่องมือ AI สามารถทำความสะอาดข้อมูล, จัดหมวดหมู่, และตรวจจับรูปแบบหรือความผิดปกติในชุดข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ Generative AI ยังสามารถสร้างรายงานสรุปและแผนภูมิจากชุดข้อมูลตามคำสั่งง่ายๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้งานที่เคยต้องใช้แรงงานคนในส่วนนี้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

แนวทางการปรับตัว: ผู้ที่ทำงานด้านข้อมูลต้องพัฒนาทักษะไปสู่ระดับที่สูงขึ้น จากผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) ไปสู่ผู้ตีความข้อมูล (Data Interpreter) และนักเล่าเรื่องผ่านข้อมูล (Data Storyteller) โดยจะต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก, การตั้งคำถามที่เฉียบคมเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่ซ่อนอยู่, และการนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบที่ผู้บริหารสามารถเข้าใจและนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

5. พนักงานในสายการผลิตและบริการที่ทำซ้ำ

บทบาทปัจจุบัน: กลุ่มนี้รวมถึงพนักงานในโรงงานที่ทำงานในสายการประกอบชิ้นส่วน, พนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า, หรือพนักงานในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ทำหน้าที่ซ้ำๆ เช่น การทอดอาหารหรือการประกอบเบอร์เกอร์ตามสูตร

ผลกระทบจาก AI: การผสมผสานระหว่าง AI และหุ่นยนต์ (Robotics) ทำให้เกิดระบบอัตโนมัติอัจฉริยะที่สามารถทำงานในสายการผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีความเหนื่อยล้าและมีความแม่นยำสูง หุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วย AI สามารถหยิบจับชิ้นส่วน, ประกอบสินค้า, และใช้ Computer Vision เพื่อตรวจสอบคุณภาพได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ในภาคบริการ หุ่นยนต์สามารถรับออเดอร์, ปรุงอาหารตามสูตรมาตรฐาน, และเสิร์ฟอาหารได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

แนวทางการปรับตัว: แรงงานในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการ Reskilling เพื่อเปลี่ยนไปทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเป็นผู้ควบคุมและบำรุงรักษาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ, การเป็นช่างเทคนิคที่คอยแก้ไขปัญหาเมื่อเครื่องจักรขัดข้อง, หรือการพัฒนาทักษะฝีมือในงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความประณีตซึ่งหุ่นยนต์ยังทำได้ไม่ดี เช่น งานช่างฝีมือหรืองานศิลปะ การเรียนรู้ทักษะด้านเทคนิคและดิจิทัลจะเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมยุค 4.0

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่การแทนที่ทั้งหมด: โอกาสและทักษะแห่งอนาคต

แม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในหลายอาชีพ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ใช่การ “แทนที่” มนุษย์ทั้งหมด แต่เป็นการ “เพิ่มศักยภาพ” และ “เปลี่ยนแปลง” รูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเข้ามาของ AI จะช่วยปลดปล่อยมนุษย์จากงานที่น่าเบื่อและซ้ำซาก เพื่อให้มีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์, การตัดสินใจที่ซับซ้อน, และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่า

ทักษะที่มนุษย์ยังคงเหนือกว่า AI

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตลาดแรงงานในปี 2569 และอนาคต การพัฒนาทักษะที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย (Soft Skills) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทักษะเหล่านี้ประกอบด้วย:

  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking): ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล, ตั้งคำถาม, และประเมินสถานการณ์เพื่อตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity): การคิดค้นแนวทางใหม่ๆ, การแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว, และการสร้างสรรค์นวัตกรรม
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence): การเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น, การสร้างความสัมพันธ์, และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem-Solving): ความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องกันและไม่มีวิธีแก้ไขที่ชัดเจน
  • การเจรจาต่อรองและการโน้มน้าวใจ (Negotiation and Persuasion): ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือและบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์

การทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI (Human-AI Collaboration)

อนาคตของการทำงานไม่ใช่การเลือกระหว่าง “คน” หรือ “AI” แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด มนุษย์จะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมาย, ตั้งคำถาม, และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการวางกลยุทธ์ ในขณะที่ AI จะเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยประมวลผลข้อมูล, ทำงานซ้ำๆ, และค้นหาแนวโน้มที่ซ่อนอยู่ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวให้ใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว จะกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร

บทสรุป: เตรียมความพร้อมเพื่ออนาคตการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

การวิเคราะห์ AI ครองเมือง! 5 อาชีพในไทยที่เสี่ยงถูกแทนที่ในปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดแรงงานไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น อาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานประจำ, การประมวลผลข้อมูลพื้นฐาน, และการบริการตามรูปแบบที่กำหนดไว้ กำลังเผชิญกับความท้าทายโดยตรงจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ที่พร้อมจะปรับตัว

กุญแจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งทักษะด้านเทคนิค (Hard Skills) ในการใช้งานและควบคุม AI และทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Soft Skills) ที่ทำให้มนุษย์ยังคงมีความโดดเด่นและไม่สามารถถูกแทนที่ได้ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งในระดับบุคคล, องค์กร, และภาครัฐ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการนำพาประเทศไทยและแรงงานไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกแง่มุมของชีวิตและการทำงาน