Home » กรมศิลป์ฯ ใช้ AI ‘เนรมิตศิลป์’ ชุบชีวิตจิตรกรรมฝาผนัง

กรมศิลป์ฯ ใช้ AI ‘เนรมิตศิลป์’ ชุบชีวิตจิตรกรรมฝาผนัง

สารบัญ

บทความนี้จะสำรวจมิติของโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแวดวงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูสมบัติของชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

บทสรุปประเด็นสำคัญ

  • การผสมผสานนวัตกรรม: โครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ โดยกรมศิลปากร เป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อบูรณะจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่เสียหายหรือซีดจางตามกาลเวลา โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายในอดีตเป็นต้นแบบ
  • เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์: AI ทำหน้าที่วิเคราะห์และสร้างสรรค์ลวดลายหรือภาพที่ขาดหายไปให้สอดคล้องกับศิลปะดั้งเดิมมากที่สุด ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพความงดงามสมบูรณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล
  • ความท้าทายทางจริยธรรม: การใช้ AI ในงานศิลปะและการอนุรักษ์ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความถูกต้องของผลงานที่สร้างขึ้นใหม่ ประเด็นด้านลิขสิทธิ์ของภาพต้นแบบ และผลกระทบต่อบทบาทของผู้เชี่ยวชาญและศิลปินดั้งเดิม
  • ก้าวต่อไปของวงการ: ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างงานอนุรักษ์ศิลปะไทยให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่

การที่กรมศิลป์ฯ ใช้ AI ‘เนรมิตศิลป์’ ชุบชีวิตจิตรกรรมฝาผนัง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงการเปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศไทย โครงการนี้ไม่เพียงแต่มุ่งฟื้นฟูความงดงามของอดีต แต่ยังเป็นการจุดประกายบทสนทนาที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์ และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวทางใหม่ในการศึกษาและเผยแพร่สมบัติของชาติให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เผชิญกับคำถามและความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

การบรรจบกันของมรดกทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกมิติในชีวิต การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมก็เช่นกันที่ต้องปรับตัวและแสวงหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเสื่อมสลายตามกาลเวลา จิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซึ่งเปรียบเสมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์และงานศิลปะชั้นครู ต้องเผชิญกับปัจจัยทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้สีสันและลวดลายเลือนหายไป การบูรณะด้วยวิธีดั้งเดิมมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในด้านความแม่นยำ ระยะเวลา และความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม

โครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ จึงถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้โดยเฉพาะ การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในกระบวนการบูรณะถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ที่ไม่เพียงช่วย “ชุบชีวิต” ให้กับผลงานศิลปะที่กำลังจะสูญหาย แต่ยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลที่มีความละเอียดสูง เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และสืบทอดองค์ความรู้ต่อไปในอนาคต ความสำคัญของโครงการนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฟื้นฟูภาพให้สวยงาม แต่ยังเป็นการเปิดศักยภาพใหม่ๆ ให้กับการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืนและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ทำความรู้จักโครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’

โครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ เป็นโครงการริเริ่มที่นำเสนอแนวทางการอนุรักษ์ศิลปกรรมในรูปแบบใหม่ โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ภาพ เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและความรุ่งเรืองทางศิลปะของชาติ

นิยามและเป้าหมายของโครงการ

‘เนรมิตศิลป์ AI’ คือโครงการบูรณะเชิงดิจิทัล (Digital Restoration) ที่มีเป้าหมายหลักในการสร้างภาพจำลองของจิตรกรรมฝาผนังโบราณให้มีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้ภาพถ่ายเก่าแก่ที่เคยบันทึกไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์องค์ประกอบ ลายเส้น สีสัน และรูปแบบทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของจิตรกรรมชิ้นนั้นๆ จากนั้นจึงสร้างภาพในส่วนที่เลือนลางหรือเสียหายขึ้นมาใหม่ให้กลมกลืนกับส่วนที่ยังคงเหลืออยู่

เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการเข้าไปแก้ไขหรือบูรณะบนตัวจิตรกรรมฝาผนังจริงโดยตรง แต่เป็นการสร้าง “ภาพต้นแบบดิจิทัล” ที่มีความสมบูรณ์ เพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ:

  • เพื่อการศึกษาและวิจัย: นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และผู้ที่สนใจ สามารถใช้ภาพดิจิทัลที่สมบูรณ์นี้ในการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราว องค์ประกอบ และเทคนิคของศิลปินในอดีตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
  • เพื่อการเผยแพร่และสร้างการรับรู้: การนำเสนอภาพที่สวยงามและสมบูรณ์จะช่วยสร้างความประทับใจและดึงดูดให้สาธารณชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมมากขึ้น
  • เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณะจริง: ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการบูรณะบนพื้นที่จริง ภาพดิจิทัลจาก AI สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงที่มีความแม่นยำสูงสำหรับนักอนุรักษ์และช่างฝีมือ

กระบวนการทำงานเบื้องหลัง AI บูรณะศิลปะ

กระบวนการทำงานของ AI ในโครงการนี้มีความซับซ้อนและอาศัยเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขนงที่เรียกว่า “Generative AI” ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  1. การรวบรวมและป้อนข้อมูล (Data Input): ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมข้อมูลภาพถ่ายความละเอียดสูงของจิตรกรรมฝาผนังเป้าหมาย รวมถึงภาพถ่ายผลงานศิลปะอื่นๆ ที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันหรือเป็นผลงานของสกุลช่างเดียวกัน เพื่อให้ AI ได้เรียนรู้ “ลายเซ็น” หรือสไตล์ทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์
  2. การฝึกฝนโมเดล AI (AI Model Training): AI จะถูกฝึกฝนให้จดจำและทำความเข้าใจรูปแบบต่างๆ เช่น ลักษณะการวาดใบหน้า ท่าทางของตัวละคร ลวดลายของเครื่องแต่งกาย และการใช้คู่สีที่โดดเด่น ยิ่งมีข้อมูลให้ AI เรียนรู้มากเท่าไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งมีความแม่นยำและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
  3. การวิเคราะห์และระบุส่วนที่เสียหาย (Damage Analysis): AI จะทำการเปรียบเทียบภาพถ่ายปัจจุบันกับข้อมูลที่ได้เรียนรู้มา เพื่อระบุตำแหน่งและขอบเขตของพื้นที่ที่เสียหายหรือเลือนหายไป
  4. การสร้างภาพจำลอง (Image Generation): ในขั้นตอนนี้ AI จะเริ่ม “วาด” หรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป โดยอิงจากสไตล์และองค์ประกอบที่ได้เรียนรู้มา อัลกอริทึมจะพยายามสร้างภาพที่สอดคล้องและกลมกลืนกับบริบทรอบข้างให้ได้มากที่สุด
  5. การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Human Supervision): ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI จะต้องผ่านการตรวจสอบและปรับแก้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและนักอนุรักษ์ เพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่สร้างขึ้นใหม่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์

เทคโนโลยี AI ในโครงการนี้จึงทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะของนักอนุรักษ์ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานที่ซับซ้อน และเปิดความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนรายละเอียดที่อาจสูญหายไปตลอดกาลให้กลับมาปรากฏอีกครั้ง

บริบทที่กว้างขึ้นของ AI ในวงการศิลปะและโบราณคดี

บริบทที่กว้างขึ้นของ AI ในวงการศิลปะและโบราณคดี

โครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับโลกที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาประยุกต์ใช้ในแวดวงศิลปะ วัฒนธรรม และโบราณคดีอย่างกว้างขวาง การผสมผสานนี้ได้สร้างเครื่องมือและแนวทางใหม่ๆ ในการศึกษาและอนุรักษ์อดีต

การประยุกต์ใช้ AI เพื่องานอนุรักษ์ในระดับสากล

ในต่างประเทศมีการนำ AI มาใช้ในงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมมาแล้วในหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมในการค้นหาแหล่งโบราณคดีที่ยังไม่ถูกค้นพบ การถอดความจารึกโบราณจากภาษาที่สูญหายไปแล้วโดยการฝึกฝน AI ให้เรียนรู้โครงสร้างทางภาษาจากตัวอย่างที่มีอยู่ หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสีที่ใช้ในภาพวาดโบราณเพื่อระบุอายุและที่มาของผลงานได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

กรณีที่ใกล้เคียงกับโครงการ ‘เนรมิตศิลป์’ คือการใช้ AI ในการบูรณะผลงานจิตรกรรมของศิลปินระดับโลก เช่น โครงการที่พยายามสร้างภาพจำลองของภาพวาดที่สูญหายไปของศิลปินชื่อดัง โดยให้ AI เรียนรู้สไตล์การลงฝีแปรงและการใช้สีจากผลงานชิ้นอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ของศิลปินผู้นั้น แนวทางเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการ “ต่อจิ๊กซอว์” ของประวัติศาสตร์ศิลปะ ช่วยให้นักวิจัยสามารถมองเห็นภาพที่สมบูรณ์และเข้าใจอดีตได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

บทบาทของสถาบันการศึกษาไทยในการขับเคลื่อน AI

ในประเทศไทย สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านโบราณคดีต่างตื่นตัวและเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและงานวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านศิลปะของประเทศ ได้มีการจัดอบรมและศึกษาแนวทางการใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานด้านการออกแบบ การวิเคราะห์ศิลปะ และการอนุรักษ์อย่างจริงจัง การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้โครงการอย่าง ‘เนรมิตศิลป์’ สามารถเกิดขึ้นได้และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ (กรมศิลปากร) และภาคการศึกษา (มหาวิทยาลัย) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและโบราณคดี กับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่เหมาะสมกับบริบทของมรดกไทยโดยเฉพาะ

ความท้าทายและข้อพิจารณาทางจริยธรรม

แม้ว่าการใช้ AI ในการบูรณะศิลปะจะเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับคำถามเชิงเทคนิคและข้อพิจารณาทางจริยธรรมที่สำคัญ ซึ่งเป็นบทสนทนาที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะทั่วโลก และโครงการ ‘เนรมิตศิลป์’ ก็เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานี้เช่นกัน

คำถามเรื่องความถูกต้องและคุณค่าดั้งเดิม

ประเด็นแรกที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของ “ความถูกต้อง” (Authenticity) ภาพที่ AI สร้างขึ้นมาใหม่ แม้จะมีความสวยงามและสอดคล้องกับสไตล์ดั้งเดิมเพียงใด แต่ก็ยังคงเป็นเพียง “การตีความ” จากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ใช่ “ผลงานดั้งเดิม” ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินในอดีต สิ่งนี้ก่อให้เกิดคำถามว่า เราควรจะนำเสนอภาพที่สร้างจาก AI ในฐานะอะไร? เป็นการจำลองเพื่อการศึกษา หรือเป็นตัวแทนของผลงานจริง

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการนำเสนอภาพที่สมบูรณ์แบบเกินไปอาจลดทอนคุณค่าของร่องรอยแห่งกาลเวลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของโบราณวัตถุ การรักษาสมดุลระหว่างการทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพความงดงามในอดีต กับการเคารพสภาพปัจจุบันของผลงานที่เป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ จึงเป็นความท้าทายที่นักอนุรักษ์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ประเด็นด้านลิขสิทธิ์และการเป็นเจ้าของผลงาน

อีกหนึ่งประเด็นที่มีความซับซ้อนคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจาก AI เรียนรู้และสร้างผลงานขึ้นมาจากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงภาพผลงานศิลปะที่มีลิขสิทธิ์อยู่ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของศิลปินดั้งเดิมหรือไม่ และใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานชิ้นใหม่ที่ AI สร้างขึ้น? ระหว่างหน่วยงานเจ้าของโครงการ (กรมศิลปากร) ผู้พัฒนา AI หรือแม้กระทั่งตัว AI เอง ประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในทางกฎหมายและยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในระดับสากล

ผลกระทบต่อบทบาทของศิลปินและนักอนุรักษ์

การเข้ามาของ AI ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเข้ามาแทนที่บทบาทของมนุษย์ในสายงานศิลปะและการอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า AI ควรถูกมองในฐานะ “เครื่องมือ” ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าจะเป็น “ผู้สร้าง” ที่มาทดแทนมนุษย์โดยสมบูรณ์ ความเชี่ยวชาญ ทักษะฝีมือ และวิจารณญาณของนักอนุรักษ์ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและการลงมือปฏิบัติงานบูรณะจริงบนตัวผลงาน

บทบาทของนักอนุรักษ์ในอนาคตอาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ควบคุมและทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น โดยต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีเพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถวิเคราะห์และตัดสินข้อจำกัดหรือความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจาก AI ได้

ตารางเปรียบเทียบแนวทางการบูรณะจิตรกรรมแบบดั้งเดิมและแบบใช้ AI ช่วย
หัวข้อเปรียบเทียบ การบูรณะแบบดั้งเดิม การบูรณะดิจิทัลโดยใช้ AI
กระบวนการหลัก อาศัยทักษะฝีมือและองค์ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญในการวาดซ่อมแซมบนชิ้นงานจริง ใช้ภาพถ่ายเป็นข้อมูลให้ AI วิเคราะห์และสร้างภาพจำลองดิจิทัล ไม่มีการแตะต้องชิ้นงานจริง
ผลลัพธ์ การซ่อมแซมทางกายภาพบนตัวผลงาน อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ไฟล์ภาพดิจิทัลความละเอียดสูงที่สามารถทำซ้ำ แก้ไข และเผยแพร่ได้ง่าย
ความเสี่ยงต่อชิ้นงาน มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อชิ้นงานดั้งเดิม หากเกิดข้อผิดพลาด ไม่มีความเสี่ยงต่อชิ้นงานดั้งเดิม เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ไม่เข้าไปสัมผัส
การตีความ ขึ้นอยู่กับการตีความและวิจารณญาณของนักอนุรักษ์แต่ละคน ขึ้นอยู่กับการตีความของอัลกอริทึมที่เรียนรู้จากชุดข้อมูลที่ป้อนเข้าไป
ความถูกต้อง เป็นผลงานที่ผ่านการสัมผัสโดยมนุษย์โดยตรง มีร่องรอยของกระบวนการบูรณะ เป็นภาพจำลองที่สมบูรณ์ แต่ขาด “จิตวิญญาณ” หรือร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากการสร้างสรรค์ดั้งเดิม

อนาคตของการอนุรักษ์มรดกไทยด้วยเทคโนโลยี

โครงการ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอนาคตของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับองค์ความรู้ดั้งเดิมอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น มุมมองของผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมศิลปะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องว่านี่คือวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และควรส่งเสริม

การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์

แนวโน้มในอนาคตไม่ใช่การให้ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกัน (Human-AI Collaboration) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นักอนุรักษ์จะยังคงเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด แต่จะมี AI เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และนำเสนอทางเลือกต่างๆ ตัวอย่างเช่น AI สามารถสร้างภาพจำลองการบูรณะออกมาหลายๆ รูปแบบ เพื่อให้นักอนุรักษ์และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาเลือกแนวทางที่ดีที่สุดก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการทำงานได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยในงานด้านการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล (Digital Archiving) ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเข้าถึงและสืบค้นข้อมูลสำหรับนักวิจัยและประชาชนทั่วไปทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ความจำเป็นของกรอบกฎหมายและจริยธรรม

เพื่อให้การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในงานอนุรักษ์เป็นไปอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ การพัฒนากรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติทางจริยธรรมที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการหารือและวางแนวทางร่วมกันระหว่างนักกฎหมาย นักวิชาการ นักเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม เพื่อกำหนดขอบเขตและมาตรฐานในการใช้ AI

ประเด็นที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย:

  • แนวทางการจัดการข้อมูล: การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลภาพถ่ายโบราณสถานเพื่อนำไปฝึกฝน AI
  • มาตรฐานการระบุผลงาน: การสร้างข้อกำหนดที่ชัดเจนในการระบุว่าผลงานชิ้นใดเป็นภาพจำลองที่สร้างจาก AI เพื่อป้องกันความสับสนกับผลงานดั้งเดิม
  • ข้อกำหนดด้านลิขสิทธิ์: การวางกรอบกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาความเป็นเจ้าของในผลงานที่ AI สร้างขึ้น

การวางรากฐานเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ที่สร้างสรรค์และมีจริยธรรมควบคู่กันไป

บทสรุป: ก้าวต่อไปของ ‘เนรมิตศิลป์ AI’ และมรดกไทย

โครงการที่กรมศิลป์ฯ ใช้ AI ‘เนรมิตศิลป์’ ชุบชีวิตจิตรกรรมฝาผนัง นับเป็นย่างก้าวที่กล้าหาญและน่าจับตามองอย่างยิ่งในการนำศักยภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อปกป้องและสืบสานมรดก