จับโป๊ะ ‘AI ปั่นหุ้น’ กลโกงใหม่ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี
- ความจริงเบื้องหลัง ‘AI ปั่นหุ้น’: เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบหรือเครื่องมือมิจฉาชีพ
- รู้จัก E-enforcement: ระบบ AI อัจฉริยะจาก ก.ล.ต.
- เปรียบเทียบการตรวจสอบด้วยมนุษย์และ AI
- ประโยชน์ของการใช้ AI ในการสร้างตลาดทุนที่โปร่งใส
- AI ไม่ได้มีแค่ด้านมืด: การประยุกต์ใช้เพื่อการลงทุน
- แนวโน้มอนาคตและความท้าทาย: เมื่อมิจฉาชีพอาจเข้าถึง AI
- สรุป: นักลงทุนควรรับมือกับยุค AI อย่างไร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงแวดวงการเงินและการลงทุน อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้ก็ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เช่นกัน
- ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานหลักที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติในตลาดหุ้น ไม่ใช่กลุ่มมิจฉาชีพที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือโดยตรง
- ระบบ AI ที่ชื่อว่า E-enforcement ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหารูปแบบที่น่าสงสัย เช่น การปั่นหุ้น หรือการสร้างราคาเทียม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล
- แม้จะยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีกลโกง ‘AI ปั่นหุ้น’ เกิดขึ้นจริงจากฝั่งมิจฉาชีพ แต่นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังกลโกงลงทุนออนไลน์ในรูปแบบอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม
- เทคโนโลยี AI ไม่ได้มีเพียงด้านที่น่ากังวล แต่ยังถูกนำมาใช้ในเชิงบวกเพื่อช่วยนักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูล วางแผนกลยุทธ์ และลดความเสี่ยงในการลงทุน
- การทำความเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ AI ทั้งในฐานะเครื่องมือของผู้กำกับดูแลและผู้ช่วยนักลงทุน เป็นสิ่งสำคัญในการนำทางในตลาดทุนยุคใหม่ได้อย่างปลอดภัย
กระแสความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง จับโป๊ะ ‘AI ปั่นหุ้น’ กลโกงใหม่ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในหมู่นักลงทุนรายย่อย คำดังกล่าวสร้างภาพของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของนักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในตลาดทุนไทยมีความแตกต่างออกไป ข้อเท็จจริงในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปกป้องตลาดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมมากกว่าที่จะเป็นอาวุธในมือของมิจฉาชีพ บทความนี้จะเจาะลึกถึงบทบาทที่แท้จริงของ AI ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็น
ความจริงเบื้องหลัง ‘AI ปั่นหุ้น’: เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบหรือเครื่องมือมิจฉาชีพ
การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี AI ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรในโลกการเงิน ผู้คนจำนวนมากอาจจินตนาการถึงสถานการณ์ที่มิจฉาชีพใช้ AI สร้างกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนเพื่อหลอกลวงนักลงทุนหรือปั่นราคาหุ้นอย่างแนบเนียน อย่างไรก็ตาม ในบริบทของตลาดทุนไทยปัจจุบัน ภาพดังกล่าวยังคงเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังไม่มีการยืนยัน ในทางตรงกันข้าม หน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ด้วยการนำ AI มาเป็นเครื่องมือหลักในการเฝ้าระวังและตรวจจับการกระทำผิดกฎหมายในตลาดหลักทรัพย์
ถอดรหัสคำว่า ‘AI ปั่นหุ้น’ ที่กำลังเป็นกระแส
คำว่า ‘AI ปั่นหุ้น’ มักทำให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นการที่กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างคำสั่งซื้อขายปลอมจำนวนมหาศาล หรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบเพื่อชี้นำราคาหลักทรัพย์ไปยังทิศทางที่ต้องการ แล้วหลอกให้นักลงทุนรายย่อยเข้าไปติดกับดัก ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ การพัฒนาระบบ AI ที่มีความสามารถระดับนั้นต้องใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญขั้นสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีทั่วไป
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง AI กับการปั่นหุ้นในปัจจุบัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงคือการที่ ก.ล.ต. ใช้ AI เพื่อ “จับ” การปั่นหุ้น ไม่ใช่การที่มิจฉาชีพใช้ AI เพื่อ “สร้าง” การปั่นหุ้น การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องและไม่ตกเป็นเหยื่อของความกลัวที่เกินจริง
บทบาทที่แท้จริงของ AI ในการกำกับดูแลตลาดทุนไทย
ก.ล.ต. ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ AI ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ทุกวัน ซึ่งเป็นงานที่เกินกว่าขีดความสามารถของมนุษย์ที่จะตรวจสอบได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์รูปแบบการซื้อขาย ช่วยให้สามารถระบุพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยของตลาดตลอดเวลา ทำให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากขึ้น บทบาทนี้ถือเป็นการยกระดับการคุ้มครองนักลงทุนไปอีกขั้น และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ
รู้จัก E-enforcement: ระบบ AI อัจฉริยะจาก ก.ล.ต.
เพื่อรับมือกับความท้าทายของตลาดทุนยุคดิจิทัล ก.ล.ต. ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า “E-enforcement” ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุน ระบบนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อต่อสู้กับกลโกงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบ
หลักการทำงานของระบบ E-enforcement
ระบบ E-enforcement ทำงานโดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตลาดแบบเรียลไทม์ ซึ่งมีปริมาณหลายล้านรายการต่อวัน AI จะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูงเพื่อเรียนรู้รูปแบบการซื้อขายที่เป็นปกติของหลักทรัพย์แต่ละตัวและของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม เมื่อใดก็ตามที่มีการซื้อขายที่เบี่ยงเบนไปจากรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ระบบจะทำการแจ้งเตือน (Flag) เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป
กระบวนการนี้เปรียบได้กับการมีผู้ตรวจสอบหลายพันคนคอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวในตลาดพร้อมกัน แต่มีความสามารถในการจดจำและเปรียบเทียบข้อมูลได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว ทำให้สามารถตรวจจับความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างบัญชีซื้อขายต่างๆ หรือลำดับการส่งคำสั่งที่ผิดปกติ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยตาเปล่า
พฤติกรรมต้องสงสัยที่ AI สามารถตรวจจับได้
ความสามารถของระบบ E-enforcement ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมองหาความผิดปกติทั่วไป แต่ถูกฝึกฝนให้รู้จักรูปแบบของพฤติกรรมการซื้อขายที่เข้าข่ายผิดกฎหมายโดยเฉพาะ ได้แก่:
- การปั่นหุ้น (Price Manipulation): การตรวจจับกลุ่มบัญชีที่ร่วมมือกันซื้อขายหลักทรัพย์ตัวเดียวกันในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อผลักดันราคาให้สูงขึ้นหรือลดลงอย่างผิดธรรมชาติ
- การพยุงราคา (Price Stabilization): การระบุพฤติกรรมการตั้งซื้อหรือขายเพื่อไม่ให้ราคาหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง
- การส่งคำสั่งแล้วยกเลิก (Spoofing): การตรวจจับการส่งคำสั่งซื้อหรือขายจำนวนมากโดยไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดการจับคู่จริง เพื่อหลอกลวงให้นักลงทุนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับอุปสงค์หรืออุปทานของหุ้น
- การซื้อขายในลักษณะร่วมมือกัน (Collusive Trading): การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างบัญชีต่างๆ ที่อาจมีการตกลงกันล่วงหน้าเพื่อทำการซื้อขายในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกันอย่างไม่เป็นธรรม
การนำระบบ E-enforcement มาใช้งาน ช่วยให้ ก.ล.ต. สามารถเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับที่ต้องรอให้เกิดความเสียหายหรือมีผู้ร้องเรียน มาเป็นการทำงานเชิงรุกที่สามารถป้องกันและยับยั้งการกระทำผิดได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เปรียบเทียบการตรวจสอบด้วยมนุษย์และ AI
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงข้อได้เปรียบของการนำ AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบตลาดทุน สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทำงานของมนุษย์แบบดั้งเดิมกับระบบ AI อัจฉริยะได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | การตรวจสอบโดยมนุษย์ | การตรวจสอบโดย AI (E-enforcement) |
|---|---|---|
| ความเร็วในการประมวลผล | ช้า ขึ้นอยู่กับจำนวนเจ้าหน้าที่และปริมาณข้อมูล | รวดเร็วมาก สามารถวิเคราะห์ข้อมูลนับล้านรายการได้ในเวลาไม่กี่วินาที |
| ปริมาณข้อมูลที่รองรับ | จำกัด ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจหรือตรวจสอบเฉพาะกรณีที่น่าสงสัย | ไม่จำกัด สามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายทั้งหมดได้ 100% |
| ความแม่นยำ | อาจเกิดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า อคติ หรือการมองข้าม | มีความแม่นยำสูงและสม่ำเสมอ ทำงานตามตรรกะและอัลกอริทึมที่กำหนด |
| การตรวจจับรูปแบบซับซ้อน | ทำได้ยาก อาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ | มีความสามารถสูงในการค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน |
| การทำงานตลอด 24 ชั่วโมง | เป็นไปไม่ได้ ต้องมีเวลาพัก | สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหยุด |
ประโยชน์ของการใช้ AI ในการสร้างตลาดทุนที่โปร่งใส
การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการกำกับดูแลตลาดทุนไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังส่งผลดีในวงกว้างต่อระบบนิเวศการลงทุนทั้งหมด ตั้งแต่การลดความเสี่ยงไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ยกระดับความแม่นยำและลดอคติ
ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ AI คือการทำงานโดยปราศจากอคติทางอารมณ์ (Emotional Bias) การตัดสินใจของระบบขึ้นอยู่กับข้อมูลและตรรกะเพียงอย่างเดียว ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ที่อาจได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ส่วนตัวหรือความรู้สึก สิ่งนี้ทำให้การชี้เป้าพฤติกรรมที่น่าสงสัยมีความเป็นกลางและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น
เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการทางกฎหมาย
ในอดีต กระบวนการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับการปั่นหุ้นอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี เนื่องจากต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง แต่ด้วยความสามารถของ AI กระบวนการนี้ถูกย่นระยะเวลาลงอย่างมาก ระบบสามารถระบุผู้ที่เกี่ยวข้อง เส้นเวลาของเหตุการณ์ และหลักฐานการซื้อขายที่น่าสงสัยได้ภายในเวลาอันสั้น ทำให้การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำความผิด
เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
เมื่อนักลงทุน ทั้งรายย่อยและสถาบัน ตระหนักว่าตลาดทุนมีระบบการเฝ้าระวังที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่ามีกลไกที่คอยปกป้องผลประโยชน์และดูแลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรม ความเชื่อมั่นนี้เป็นรากฐานสำคัญของตลาดทุนที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เพราะมันช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศให้เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ
AI ไม่ได้มีแค่ด้านมืด: การประยุกต์ใช้เพื่อการลงทุน
นอกเหนือจากบทบาทในการเป็น “ผู้พิทักษ์” ของตลาดทุนแล้ว AI ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็น “ผู้ช่วย” ของนักลงทุน ปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจัดการกองทุนหลายแห่งได้นำ AI มาพัฒนาเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และวางแผนการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในเชิงบวก ได้แก่:
- การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: AI สามารถอ่านและสรุปรายงานทางการเงิน บทวิเคราะห์ และข่าวสารจำนวนมหาศาล เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว
- การวิเคราะห์ทางเทคนิค: AI สามารถเรียนรู้และจดจำรูปแบบกราฟราคาในอดีต เพื่อช่วยคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคตด้วยความแม่นยำทางสถิติ
- การจัดพอร์ตการลงทุน (Robo-advisor): แพลตฟอร์มที่ใช้ AI ในการแนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนแต่ละราย
- การบริหารความเสี่ยง: AI สามารถจำลองสถานการณ์ตลาดต่างๆ เพื่อทดสอบความทนทานของพอร์ตการลงทุน และแจ้งเตือนเมื่อระดับความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่กำหนด
การใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้เทียบเท่ากับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ และช่วยให้การตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลมากกว่าอารมณ์
แนวโน้มอนาคตและความท้าทาย: เมื่อมิจฉาชีพอาจเข้าถึง AI
แม้ว่าปัจจุบันภัยคุกคามจาก AI ปั่นหุ้น โดยตรงจากมิจฉาชีพจะยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยี AI มีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามนำไปใช้ในทางที่ผิดได้เช่นกัน นี่คือความท้าทายที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือ การต่อสู้ระหว่าง AI ของผู้กำกับดูแล และ AI ของมิจฉาชีพอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่ในโลกไซเบอร์ทางการเงิน
สัญญาณเตือนภัยและวิธีป้องกันกลโกงลงทุนออนไลน์
ในระหว่างที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาไป นักลงทุนยังคงต้องป้องกันตนเองจากกลโกงลงทุนออนไลน์ในรูปแบบดั้งเดิมที่ยังคงระบาดอยู่ทั่วไป ซึ่งมักจะมีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ดังนี้:
- การการันตีผลตอบแทนที่สูงเกินจริง: การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง หากมีการเสนอผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงอย่างน่าสงสัย ให้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นหลอกลงทุน
- การเร่งรัดให้ตัดสินใจ: มิจฉาชีพมักสร้างแรงกดดันโดยอ้างว่าเป็นโอกาสที่มีจำกัด หรือต้องรีบลงทุนทันที เพื่อไม่ให้นักลงทุนมีเวลาไตร่ตรอง
- การชักชวนผ่านช่องทางส่วนตัว: การติดต่อจากบุคคลที่ไม่รู้จักผ่านโซเชียลมีเดียหรือแอปพลิเคชันสนทนา เพื่อชวนลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ไม่คุ้นเคย ถือเป็นสัญญาณอันตราย
- แพลตฟอร์มการลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือ: การถูกชักชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล หรือลงทุนผ่านเว็บไซต์/แอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต.
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” และตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลที่มาชักชวนลงทุนกับฐานข้อมูลของ ก.ล.ต. ทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน
สรุป: นักลงทุนควรรับมือกับยุค AI อย่างไร
โดยสรุปแล้ว ข้อกังวลเรื่องการ จับโป๊ะ ‘AI ปั่นหุ้น’ กลโกงใหม่ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี ในปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูในอนาคต แต่สถานการณ์จริงคือการที่ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายกำกับดูแลในการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมให้กับตลาดทุนไทย ระบบ E-enforcement ของ ก.ล.ต. คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องนักลงทุนจากการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การปั่นหุ้นหรือการสร้างราคาเทียม
สำหรับนักลงทุน การปรับตัวในยุค AI หมายถึงการเปิดรับเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผล พร้อมกับตระหนักรู้และระมัดระวังภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์และกลโกงในรูปแบบต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และไม่หลงเชื่อคำชักชวนที่ให้ผลตอบแทนดีเกินจริง ยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในทุกยุคสมัยของการลงทุน
เพื่อการลงทุนที่ปลอดภัย นักลงทุนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน