Home » ไฟแดงอัจฉริยะ! AI ‘จราจรใจดี’ แก้รถติด

ไฟแดงอัจฉริยะ! AI ‘จราจรใจดี’ แก้รถติด

สารบัญ

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันกำลังกลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่เผชิญกับวิกฤตจราจรมายาวนาน ล่าสุดได้มีการนำร่องระบบ ไฟแดงอัจฉริยะ! AI ‘จราจรใจดี’ แก้รถติด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการสัญญาณไฟจราจรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อลดปัญหารถติดสะสมและเพิ่มความคล่องตัวบนท้องถนน

ภาพรวมของเทคโนโลยีจราจร AI

  • ระบบ AI ‘จราจรใจดี’ ใช้ข้อมูลจาก Google Maps เพื่อวิเคราะห์ปริมาณรถยนต์ ความเร็ว และพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์
  • เป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนระยะเวลาของสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ลดการจอดรอโดยไม่จำเป็น
  • โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ Google ภายใต้ชื่อ Project Green Light เพื่อแก้ปัญหาจราจรและลดมลพิษ
  • เทคโนโลยีดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหารถติด แต่ยังมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงที่สิ้นเปลืองขณะรถหยุดนิ่ง
  • มีการทดสอบและพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น บอสตัน ซึ่งสามารถลดปัญหารถติดได้มากกว่า 50%

บทนำสู่ระบบจราจรอัจฉริยะ

ปัญหารถติดในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ เช่น การสร้างถนนเพิ่มหรือการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ อาจไม่เพียงพอต่อความซับซ้อนของเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้จึงกลายเป็นทางออกที่น่าจับตามอง ระบบไฟแดงอัจฉริยะ หรือ Smart Traffic Light System คือหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดยเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรที่เคยทำงานตามเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (Fixed-time) ให้กลายเป็นระบบที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจปรับเปลี่ยนได้เองตามสถานการณ์จริงบนท้องถนน

ทำไมปัญหารถติดในกรุงเทพฯ จึงต้องแก้ไขด้วย AI?

สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ มีความผันผวนสูง ปริมาณรถยนต์ในแต่ละเส้นทางและแต่ละช่วงเวลาไม่เคยคงที่ การใช้สัญญาณไฟที่ตั้งเวลาแบบตายตัวจึงมักก่อให้เกิดปัญหา “ไฟเขียวร้าง” ในเส้นทางที่มีรถน้อย และ “ไฟแดงยาว” ในเส้นทางที่รถหนาแน่น ทำให้การจราจรไม่สมดุลและเกิดปัญหารถติดสะสมเป็นทอดๆ ความซับซ้อนนี้เกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถควบคุมจัดการได้ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการจราจรที่ซับซ้อน คาดการณ์แนวโน้ม และหาทางออกที่ดีที่สุด (Optimization) เพื่อระบายรถออกจากทางแยกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การตัดสินใจของ AI อ้างอิงจากข้อมูลจริง ณ เวลานั้นๆ ทำให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุ, การก่อสร้าง, หรือปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาล ได้ดีกว่าระบบเดิม นี่คือเหตุผลที่ AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาปฏิวัติการจัดการจราจรในเมืองหลวง

โครงการ ‘จราจรใจดี AI’: ความร่วมมือเพื่อเมืองที่ดีขึ้น

โครงการ ‘จราจรใจดี AI’ เป็นผลมาจากความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการเมือง และ Google ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและข้อมูลแผนที่ระดับโลก โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Project Green Light” ของ Google ที่มีเป้าหมายในการใช้ AI เพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกจัดการสัญญาณไฟจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความเข้าใจในบริบทของเมืองจากฝั่ง กทม. และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI และข้อมูลการจราจรจาก Google Maps ซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ทำให้ระบบมีข้อมูลที่ครอบคลุมและแม่นยำในการนำมาวิเคราะห์ โดยได้เริ่มนำร่องโครงการที่สี่แยกอโศกมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในทางแยกที่มีการจราจรหนาแน่นและซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไปในอนาคต

หลักการทำงานของไฟแดงอัจฉริยะ AI ‘จราจรใจดี’

หลักการทำงานของไฟแดงอัจฉริยะ AI 'จราจรใจดี'

เบื้องหลังการทำงานของระบบไฟแดงอัจฉริยะ AI ‘จราจรใจดี’ คือกระบวนการที่ซับซ้อนแต่ทรงประสิทธิภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรธรรมดาให้กลายเป็นระบบที่สามารถตอบสนองต่อสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างชาญฉลาด แทนที่จะทำงานตามโปรแกรมเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ระบบนี้จะทำการประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้การจราจรโดยรวมมีความคล่องตัวมากที่สุด

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการรวบรวมข้อมูล ระบบ AI จะดึงข้อมูลการจราจรแบบไม่ระบุตัวตนจาก Google Maps ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น ข้อมูลเหล่านี้ประกอบด้วยหลายมิติ เช่น:

  • ปริมาณรถยนต์ (Traffic Volume): จำนวนรถยนต์ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ทางแยกในแต่ละทิศทาง
  • ความเร็วเฉลี่ย (Average Speed): ความเร็วในการเคลื่อนตัวของรถยนต์ในแต่ละเส้นทาง เพื่อประเมินความหนาแน่น
  • พฤติกรรมการขับขี่ (Driving Behavior): รูปแบบการเร่งความเร็ว การเบรก และระยะเวลาที่รถหยุดนิ่ง
  • ความยาวของแถวคอย (Queue Length): การประเมินความยาวของรถที่ต่อคิวรอสัญญาณไฟในแต่ละช่องจราจร

ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยังระบบประมวลผลกลาง เพื่อให้ AI ทำการวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองสถานการณ์จราจร (Traffic Model) ของทางแยกนั้นๆ ขึ้นมาในแบบเรียลไทม์

การปรับสัญญาณไฟแบบไดนามิก

หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว AI จะทำการคำนวณหาระยะเวลาของสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้นๆ หรือที่เรียกว่า “การปรับแบบไดนามิก” (Dynamic Adjustment) ตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่าถนนเส้นหลักมีปริมาณรถหนาแน่นและแถวคอยยาวมาก ในขณะที่ถนนเส้นรองมีรถน้อย AI จะตัดสินใจเพิ่มระยะเวลาไฟเขียวให้กับถนนเส้นหลัก และลดระยะเวลาของถนนเส้นรองลง เพื่อระบายรถออกจากพื้นที่แออัดให้เร็วที่สุด

เป้าหมายของการปรับแบบไดนามิกไม่ใช่เพื่อให้รถเส้นใดเส้นหนึ่งไปได้เร็วที่สุด แต่เป็นการสร้างสมดุลเพื่อให้การจราจรโดยรวมของทั้งทางแยกเคลื่อนตัวได้อย่างราบรื่น ลดการหยุดชะงัก และลดเวลารอคอยเฉลี่ยของรถทุกคัน

หัวใจของระบบ: Machine Learning ที่เรียนรู้ตลอดเวลา

ความพิเศษของระบบนี้คือการใช้ Machine Learning ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่ทำให้ระบบสามารถ “เรียนรู้” และพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ทุกๆ วัน AI จะเก็บข้อมูลรูปแบบการจราจรในช่วงเวลาต่างๆ เช่น ชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า-เย็น, ช่วงกลางวัน, หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มันจะเรียนรู้ว่าในแต่ละสถานการณ์ควรจัดการสัญญาณไฟอย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจะยิ่งมีความฉลาดและแม่นยำในการคาดการณ์และจัดการจราจรมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของถนนได้โดยอัตโนมัติ

ประโยชน์และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

การนำระบบไฟแดงอัจฉริยะ AI ‘จราจรใจดี’ มาใช้งาน ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในมิติของการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชากรในเมือง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

การลดปัญหารถติดสะสมและเพิ่มความคล่องตัว

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการลดความรุนแรงของปัญหาจราจรติดขัด การที่ AI สามารถปรับสัญญาณไฟให้สอดคล้องกับปริมาณรถจริง ช่วยลดการเกิด “คอขวด” บริเวณทางแยกได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรถสามารถเคลื่อนตัวผ่านทางแยกไปได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดการสะสมของแถวคอย ไม่ให้ลุกลามไปกระทบทางแยกอื่นๆ ที่อยู่ถัดไป ผลลัพธ์คือการไหลเวียนของการจราจรโดยรวมดีขึ้น ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถคาดการณ์เวลาเดินทางได้แม่นยำขึ้น และลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปบนท้องถนนในแต่ละวัน

ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม: การลดมลพิษและก๊าซเรือนกระจก

ปัญหารถติดไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องเวลา แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ การจราจรที่เคลื่อนตัวช้า สลับกับการหยุดนิ่งและออกตัวบ่อยครั้ง (Stop-and-go Traffic) เป็นช่วงที่เครื่องยนต์เผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์และปล่อยมลพิษออกมาในปริมาณมาก ทั้งฝุ่น PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจก

ระบบไฟแดงอัจฉริยะช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและสม่ำเสมอมากขึ้น ลดการจอดติดเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ส่งผลโดยตรงต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเมือง

เวลาคือทรัพยากรที่มีค่า การลดระยะเวลาเดินทางหมายถึงการ “คืนเวลา” กลับสู่ประชาชน พวกเขาสามารถนำเวลาที่เคยเสียไปกับการนั่งอยู่ในรถ ไปใช้ทำกิจกรรมอื่นที่มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การใช้เวลากับครอบครัว การพักผ่อน หรือการทำงานอดิเรก นอกจากนี้ การลดความเครียดที่เกิดจากการเผชิญกับปัญหารถติดในทุกๆ วัน ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของคนเมืองในระยะยาว การเดินทางที่มีประสิทธิภาพและคาดเดาได้มากขึ้น ย่อมนำไปสู่คุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น

เปรียบเทียบระบบสัญญาณไฟจราจรแบบดั้งเดิมและแบบอัจฉริยะ

ตารางนี้แสดงการเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างระบบสัญญาณไฟจราจรแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลาคงที่ กับระบบไฟแดงอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในมิติต่างๆ
คุณสมบัติ ระบบสัญญาณไฟจราจรแบบดั้งเดิม ระบบไฟแดงอัจฉริยะ AI ‘จราจรใจดี’
การควบคุม ทำงานตามเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (Fixed-time) ควบคุมแบบไดนามิก ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง
การปรับสัญญาณ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เอง ต้องใช้เจ้าหน้าที่ในการตั้งค่าใหม่ AI ปรับระยะเวลาสัญญาณไฟโดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์
แหล่งข้อมูล ไม่มีการใช้ข้อมูลจากภายนอกในการตัดสินใจ ใช้ข้อมูล Big Data จาก Google Maps (ปริมาณรถ, ความเร็ว)
ประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพต่ำในช่วงเวลาที่การจราจรผันผวน ก่อให้เกิดรถติดสะสม ประสิทธิภาพสูงในการระบายรถ ลดเวลารอคอย และเพิ่มความคล่องตัว
การเรียนรู้ ระบบคงที่ ไม่มีการเรียนรู้หรือพัฒนา ใช้ Machine Learning เพื่อเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการจัดการให้ดีขึ้น
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการจอดติดเครื่องยนต์นาน ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและปล่อยมลพิษสูง ลดการหยุดรถโดยไม่จำเป็น ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กรณีศึกษาและแนวโน้มในอนาคต

เทคโนโลยีไฟแดงอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎี แต่ได้ถูกนำไปใช้งานจริงและสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกแล้ว การศึกษาความสำเร็จและความท้าทายจากกรณีศึกษาเหล่านี้ จะช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มและศักยภาพในการขยายผลในประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทเรียนจากต่างประเทศ: ความสำเร็จในเมืองบอสตัน

ก่อนที่จะมีการนำร่องในกรุงเทพฯ โครงการ Project Green Light ของ Google ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเมืองที่มีโครงข่ายถนนซับซ้อนและเผชิญปัญหารถติดรุนแรงเช่นกัน ผลการทดลองพบว่า หลังจากนำระบบ AI มาใช้ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจร สามารถลดปัญหารถติดได้มากกว่า 50% และที่สำคัญคือ สามารถลดการปล่อยมลพิษทางอากาศได้โดยเฉลี่ยถึง 10%

ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ด้วย AI สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อระบบการจราจรในเมืองได้จริง และเป็นต้นแบบที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับเมืองอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพฯ ในการนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้

ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำมาใช้

แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาปรับใช้ในวงกว้างยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณา:

  • การบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม: ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรของกรุงเทพฯ มีหลากหลายรูปแบบและอายุการใช้งาน การทำให้ระบบ AI สามารถเชื่อมต่อและสั่งการอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างราบรื่นถือเป็นความท้าทายทางเทคนิค
  • ความแม่นยำของข้อมูล: ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความครอบคลุมของข้อมูล หากมีพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีหรือมีผู้ใช้ Google Maps น้อย อาจส่งผลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ได้
  • ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้: พฤติกรรมของผู้ขับขี่ เช่น การฝ่าฝืนกฎจราจร การจอดรถในที่ห้ามจอด หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ยังคงเป็นปัจจัยที่ AI อาจไม่สามารถจัดการได้อย่างสมบูรณ์
  • การยอมรับจากสาธารณะ: การเปลี่ยนแปลงระบบที่คนคุ้นเคยอาจต้องใช้เวลาในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความร่วมมือและเชื่อมั่นในระบบใหม่

อนาคตของระบบจราจรอัจฉริยะในประเทศไทย

โครงการนำร่องที่สี่แยกอโศกมนตรีถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ หากประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ แนวโน้มในอนาคตคือการขยายผลการติดตั้งระบบไปยังทางแยกสำคัญอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้าง “เครือข่ายสัญญาณไฟอัจฉริยะ” ที่สามารถทำงานประสานกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการจราจรในระดับมหภาคได้ดียิ่งขึ้น

ในระยะยาว เทคโนโลยีนี้อาจถูกพัฒนาให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น การให้สิทธิ์รถโดยสารประจำทางผ่านทางแยกได้ก่อน เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนมากขึ้น หรือเชื่อมต่อกับระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน เพื่อเคลียร์เส้นทางให้รถพยาบาลหรือรถดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว อนาคตของจราจรกรุงเทพฯ จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างถนนเพิ่ม แต่ขึ้นอยู่กับการทำให้ถนนที่มีอยู่ถูกใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยี AI

สรุป: ก้าวต่อไปของจราจรกรุงเทพด้วยเทคโนโลยี AI

ระบบ ไฟแดงอัจฉริยะ! AI ‘จราจรใจดี’ แก้รถติด ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเผชิญหน้ากับปัญหาการจราจรที่ซับซ้อนของกรุงเทพมหานคร โดยเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาแบบเดิมที่ใช้โครงสร้างทางกายภาพ มาเป็นการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์และการปรับสัญญาณไฟแบบไดนามิก ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางและบรรเทาความหนาแน่นบนท้องถนน แต่ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนเมืองโดยรวม

แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่โครงการนี้ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างเมืองที่ดีขึ้น การติดตามความคืบหน้าและผลลัพธ์ของโครงการ ‘จราจรใจดี AI’ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การปลดล็อกปัญหารถติดและกำหนดอนาคตการเดินทางในเมืองหลวงของทุกคน