Home » AI จัดพอร์ตให้ เชื่อได้แค่ไหน? เทียบมนุษย์ vs โรโบ

AI จัดพอร์ตให้ เชื่อได้แค่ไหน? เทียบมนุษย์ vs โรโบ

สารบัญ

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต การลงทุนก็เช่นกัน หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่จับตามองคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ซึ่งมักถูกเรียกว่า Robo-advisor คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ บริการ AI จัดพอร์ตให้ เชื่อได้แค่ไหน? เทียบมนุษย์ vs โรโบ แล้วแบบไหนจะตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินได้ดีกว่ากัน บทความนี้จะเจาะลึกถึงการทำงาน ข้อดี ข้อเสีย และเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกนี้อย่างละเอียด เพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • การทำงานของ AI: Robo-advisor ใช้ AI และอัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างและปรับพอร์ตการลงทุนโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากอคติทางอารมณ์ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของนักลงทุนที่เป็นมนุษย์
  • ความน่าเชื่อถือและผลตอบแทน: AI มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน แต่ประสิทธิภาพยังคงขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลและอัลกอริทึมที่ใช้
  • ข้อแตกต่างจากมนุษย์: ที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์มีความสามารถในการให้คำแนะนำที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นกว่า เช่น การวางแผนภาษี การวางแผนเกษียณ และการให้คำปรึกษาเชิงลึกตามสถานการณ์เฉพาะบุคคล
  • ค่าใช้จ่ายและความสะดวก: โดยทั่วไป Robo-advisor มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและเข้าถึงง่ายกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด
  • การเลือกที่เหมาะสม: การตัดสินใจเลือกระหว่าง AI และมนุษย์ขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนบุคคล ความซับซ้อนของเป้าหมายทางการเงิน และระดับความสบายใจในการใช้เทคโนโลยีของนักลงทุนแต่ละราย

ยุคใหม่ของการลงทุน: เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท

การลงทุนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินเข้าไปปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงินที่ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์อีกต่อไป การมาถึงของเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ Fintech ได้เปิดประตูสู่เครื่องมือและแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน หนึ่งในนั้นคือการใช้ AI จัดพอร์ตให้ ซึ่งเป็นบริการที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย คำถามที่ว่า AI จัดพอร์ตให้ เชื่อได้แค่ไหน? เทียบมนุษย์ vs โรโบ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาผู้ช่วยในการบริหารจัดการเงินลงทุนของตนเอง เทคโนโลยีนี้เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และมีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล

ทำความรู้จัก Robo-advisor คืออะไร?

Robo-advisor คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการวางแผนและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติโดยใช้อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหลัก แทนที่จะอาศัยการตัดสินใจจากมนุษย์ กระบวนการเริ่มต้นจากการที่ผู้ใช้บริการตอบแบบสอบถามออนไลน์ เพื่อให้ระบบประเมินเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จากนั้น AI จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์และสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละราย โดยส่วนใหญ่มักเป็นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Index Funds) หรือกองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) ที่มีความหลากหลายและค่าธรรมเนียมต่ำ

หัวใจสำคัญของ Robo-advisor คือการทำให้กระบวนการลงทุนเป็นไปโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่การเลือกสินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยง ไปจนถึงการปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เมื่อสัดส่วนการลงทุนเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริการเหล่านี้มักพบได้ในรูปแบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เช่น แอปเทรดหุ้น ที่มีฟังก์ชันการจัดพอร์ตอัตโนมัติ ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่สะดวกสบายและสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา

เบื้องหลังการทำงานของ AI จัดพอร์ต

กลไกการทำงานของ AI ในการจัดพอร์ตลงทุนนั้นมีความซับซ้อนและอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง โดยสามารถสรุปกระบวนการหลักได้ดังนี้:

  1. การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า: AI จะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้ เช่น อายุ รายได้ เป้าหมายการลงทุน (เช่น เก็บเงินเพื่อเกษียณ ซื้อบ้าน) และที่สำคัญที่สุดคือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance)
  2. การเลือกสินทรัพย์และการจัดสรร: จากข้อมูลข้างต้น อัลกอริทึมจะทำการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม โดยอิงตามทฤษฎีพอร์ตการลงทุนสมัยใหม่ (Modern Portfolio Theory) เพื่อสร้างพอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยเป้าหมายคือการสร้างผลตอบแทนสูงสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่กำหนด
  3. การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด: AI สามารถประมวลผลข้อมูลตลาดจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง ความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภท เพื่อค้นหารูปแบบและความเชื่อมโยงที่มนุษย์อาจมองข้ามไป สิ่งนี้ช่วยให้ AI สามารถเลือกธีมการลงทุนและจัดสรรสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. การปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Automated Rebalancing): เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของสินทรัพย์ในพอร์ตจะเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด ทำให้สัดส่วนการลงทุนอาจไม่ตรงกับเป้าหมายเดิม AI จะคอยตรวจสอบและทำการซื้อขายเพื่อปรับสัดส่วนให้กลับมาเป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยรักษาวินัยการลงทุนและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง

AI ทำงานโดยปราศจากอารมณ์และอคติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มักทำให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด เช่น การขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนกเมื่อตลาดตกต่ำ หรือการซื้อตามกระแสโดยขาดการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของ AI ในการจัดพอร์ต

ความน่าเชื่อถือของ Robo-advisor เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนพิจารณา การมอบหมายให้เทคโนโลยีจัดการเงินลงทุนจำเป็นต้องมีความมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ ซึ่งสามารถประเมินได้จากหลายมิติ ทั้งในแง่ของผลตอบแทนที่ทำได้ และข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่

จุดแข็งของ AI: การตัดสินใจด้วยข้อมูลล้วนๆ

จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของ AI คือการทำงานบนพื้นฐานของข้อมูลและตรรกะ ซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนในหลายด้าน:

  • การสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ: ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก AI สามารถสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ จากข้อมูลวิจัยพบว่า แพลตฟอร์มบางแห่งที่ใช้ AI ในการ βελτιστοποίηση พอร์ตการลงทุนตามธีม (Thematic Optimization) สามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังได้สูงถึง 25% ต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้น: AI สามารถตรวจจับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ และประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่าโมเดลทางการเงินแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้
  • การขจัดอคติทางอารมณ์: การลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น การแห่ซื้อเมื่อตลาดกระทิง หรือการเทขายเมื่อตลาดหมี AI ซึ่งทำงานตามอัลกอริทึมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จะไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น ทำให้สามารถยึดมั่นในกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวได้ดีกว่า
  • ความรวดเร็วและประสิทธิภาพ: AI สามารถประมวลผลข้อมูลและดำเนินการปรับพอร์ตได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าพอร์ตการลงทุนจะได้รับการดูแลและปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ

ข้อจำกัดและความท้าทายของ Robo-advisor

แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่การลงทุนด้วย AI ก็ยังมีข้อจำกัดและความท้าทายที่นักลงทุนควรตระหนักถึง:

  • คุณภาพของข้อมูลและอัลกอริทึม: ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่ป้อนเข้าไป และความชาญฉลาดของอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบขึ้น หากข้อมูลเริ่มต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน หรืออัลกอริทึมมีข้อบกพร่อง ก็อาจนำไปสู่การจัดพอร์ตที่ไม่มีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาดหวังได้
  • การขาดปฏิสัมพันธ์และความเข้าใจเชิงลึก: Robo-advisor ไม่สามารถให้คำอธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับสภาวะตลาด หรือให้คำแนะนำที่ปลอบประโลมในยามที่ตลาดผันผวนได้เหมือนมนุษย์ การสื่อสารมักเป็นแบบทางเดียวและเป็นไปตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเข้าใจและความมั่นใจเพิ่มเติม
  • การจัดการสถานการณ์ที่ซับซ้อน: AI อาจไม่สามารถจัดการกับความต้องการทางการเงินที่ซับซ้อนหรือสถานการณ์เฉพาะบุคคลได้ดีเท่ามนุษย์ เช่น การวางแผนมรดก การจัดการหนี้สิน หรือเป้าหมายทางการเงินที่มีเงื่อนไขหลายอย่างประกอบกัน
  • ความเสี่ยงยังคงอยู่: สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่าน AI หรือมนุษย์ การลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงและมีโอกาสขาดทุนเสมอ ไม่มีวิธีใดที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือการันตีว่าจะปลอดภัย 100%

ที่ปรึกษาการเงินมนุษย์: ประสบการณ์ที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้

ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุน บทบาทของที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มีความต้องการที่ซับซ้อน หรือผู้ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ประสบการณ์ ความเข้าใจในบริบทของมนุษย์ และความสามารถในการให้คำแนะนำแบบองค์รวม คือสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

บทบาทและความสำคัญของที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์

ที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แนะนำว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ใด แต่ยังทำหน้าที่เป็นโค้ชทางการเงินที่คอยให้คำแนะนำในทุกแง่มุมของชีวิตทางการเงิน:

  • การให้คำปรึกษาแบบองค์รวม (Holistic Advice): ที่ปรึกษาสามารถมองเห็นภาพรวมทางการเงินทั้งหมดของลูกค้า และให้คำแนะนำที่เชื่อมโยงกันได้ เช่น การวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการลงทุน การวางแผนการศึกษาบุตร การวางแผนเกษียณอายุ และการจัดการประกัน ซึ่งเป็นบริการที่ Robo-advisor ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้
  • ความเข้าใจในอารมณ์และสถานการณ์ชีวิต: ที่ปรึกษาสามารถรับฟังและทำความเข้าใจเป้าหมาย ความกังวล และสถานการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้ พวกเขาสามารถให้กำลังใจและช่วยให้ลูกค้ายึดมั่นในแผนการลงทุนระยะยาวได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ซึ่งเป็นบทบาททางจิตวิทยาที่สำคัญอย่างยิ่ง
  • ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์: ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือเมื่อลูกค้ามีความต้องการพิเศษ ที่ปรึกษาสามารถใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งแตกต่างจาก AI ที่ทำงานตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้เท่านั้น
  • การสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ: สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก การมีความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับที่ปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญ การได้พูดคุย ซักถาม และรับคำอธิบายอย่างละเอียด ช่วยสร้างความมั่นใจและความสบายใจในการลงทุนได้มากกว่าการโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติ

เมื่อไหร่ที่ควรเลือกใช้บริการที่ปรึกษาการเงิน

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนที่อาจได้รับประโยชน์จากการใช้บริการที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์มากกว่า Robo-advisor ได้แก่:

  • ผู้ที่มีสินทรัพย์จำนวนมากและมีความต้องการทางการเงินที่ซับซ้อน
  • ผู้ที่ต้องการคำแนะนำในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการลงทุน เช่น ภาษี มรดก และการเกษียณ
  • ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีหรือไม่สะดวกใจที่จะให้ AI จัดการเงินลงทุนทั้งหมด
  • ผู้ที่ต้องการการสนับสนุนทางอารมณ์และคำแนะนำที่เป็นส่วนตัวในระหว่างการลงทุน

เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: AI จัดพอร์ต vs ที่ปรึกษาการเงินมนุษย์

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างสองทางเลือกนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินได้ว่ารูปแบบใดที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองมากที่สุด

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Robo-advisor และที่ปรึกษาการเงินมนุษย์
ประเด็นการเปรียบเทียบ AI จัดพอร์ต (Robo-advisor) มนุษย์ (ที่ปรึกษาทางการเงิน)
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและซับซ้อน ปราศจากการแทรกแซงของอารมณ์และอคติ วิเคราะห์โดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจในบริบทของมนุษย์ อาจมีอคติส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความรวดเร็ว สามารถประมวลผลข้อมูล สร้าง และปรับพอร์ตการลงทุนได้แทบจะทันที ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล พูดคุย และทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า
การให้คำแนะนำส่วนตัว จำกัดอยู่แค่การแนะนำพอร์ตการลงทุนตามข้อมูลที่ได้รับ ไม่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องอื่นได้ ให้คำแนะนำทางการเงินได้รอบด้านและครอบคลุม เช่น การวางแผนภาษี การศึกษาบุตร และการเกษียณ
ความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตามข้อมูลและกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้เท่านั้น ไม่สามารถจัดการสถานการณ์ที่นอกเหนือจากโปรแกรมได้ สามารถรับรู้และทำความเข้าใจสถานการณ์เฉพาะบุคคล อารมณ์ และความต้องการที่ซับซ้อนของลูกค้าได้
ค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปมีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต่ำกว่ามาก บางบริการอาจเริ่มต้นด้วยต้นทุนที่ต่ำหรือไม่มีค่าใช้จ่าย มักมีค่าบริการที่สูงกว่า อาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ หรือค่าธรรมเนียมคงที่
ความน่าเชื่อถือ พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการออกแบบอัลกอริทึมและคุณภาพข้อมูล ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณของที่ปรึกษาแต่ละบุคคล

อนาคตของการลงทุนและเทรนด์ Fintech 2568

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มของอุตสาหกรรมการลงทุนและเทคโนโลยี Fintech ในปี 2568 และปีต่อๆ ไป ชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง AI และมนุษย์อาจจะค่อยๆ เลือนลางลง ทั้งสองแนวทางต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ การเลือกระหว่าง AI หรือมนุษย์อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องอีกต่อไป แต่เป็นการมองหาว่าจะผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

การผสมผสานระหว่าง AI และมนุษย์

โมเดลธุรกิจแบบผสมผสาน (Hybrid Model) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในโมเดลนี้ ที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์จะใช้เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและจัดการพอร์ตการลงทุนในส่วนที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีเวลามากขึ้นในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด นั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ การทำความเข้าใจเป้าหมายที่ซับซ้อนของลูกค้า และการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ในภาพรวม

สำหรับนักลงทุน นี่หมายถึงการได้รับประโยชน์จากทั้งสองโลก คือประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และการตัดสินใจที่ไร้อคติของ AI ควบคู่ไปกับความเข้าใจเชิงลึก ความยืดหยุ่น และการดูแลเอาใจใส่จากมนุษย์

เลือกเส้นทางที่ใช่สำหรับเป้าหมายการลงทุน

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “AI จัดพอร์ตให้ เชื่อได้แค่ไหน? เทียบมนุษย์ vs โรโบ” ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทุกคน การตัดสินใจที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างของนักลงทุนแต่ละราย:

  • นักลงทุนมือใหม่ หรือผู้มีเงินลงทุนไม่มาก: Robo-advisor เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยม เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมต่ำ เข้าถึงง่าย และช่วยสร้างวินัยการลงทุนเบื้องต้นได้โดยอัตโนมัติ
  • นักลงทุนที่มีประสบการณ์ แต่ไม่มีเวลา: สำหรับผู้ที่เข้าใจหลักการลงทุนแต่ไม่มีเวลาติดตามตลาดและปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ Robo-advisor เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินลงทุน
  • นักลงทุนที่มีความต้องการซับซ้อน หรือมีสินทรัพย์สูง: ผู้ที่มีเป้าหมายทางการเงินหลายอย่าง มีโครงสร้างทรัพย์สินที่ซับซ้อน หรือต้องการการวางแผนภาษีและมรดก ควรพิจารณาใช้บริการที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมนุษย์
  • ผู้ที่ต้องการความสบายใจ: หากการได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญช่วยให้รู้สึกมั่นใจและสบายใจในการลงทุนมากกว่า การเลือกที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

สรุปได้ว่า ทั้ง AI และที่ปรึกษาการเงินมนุษย์ต่างก็มีบทบาทและคุณค่าในโลกการลงทุนสมัยใหม่ การทำความเข้าใจการทำงาน ข้อดี และข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ลักษณะนิสัย และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน