Home » สรุปคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ ฆาตกรต่อเนื่อง-จุดจบฆาตกรรม

สรุปคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ ฆาตกรต่อเนื่อง-จุดจบฆาตกรรม

สารบัญ

คดีฆาตกรรมต่อเนื่องโดยใช้สารพิษไซยาไนด์เป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง การกระทำของนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “แอม ไซยาไนด์” ได้เปิดเผยถึงรูปแบบการก่อเหตุที่เลือดเย็นและมีการวางแผนอย่างซับซ้อน โดยมีเหยื่อผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 14 ราย และรอดชีวิตมาได้เพียง 1 ราย คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมของไทย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่มาจากบุคคลใกล้ชิดและความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิด

ประเด็นสำคัญของคดีแอม ไซยาไนด์

  • การใช้ไซยาไนด์เป็นอาวุธ: นางสรารัตน์ หรือ แอม ใช้วิธีวางยาพิษเหยื่อด้วยโพแทสเซียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายที่ออกฤทธิ์รุนแรงและรวดเร็ว ทำให้การเสียชีวิตของเหยื่อในเบื้องต้นดูเหมือนเป็นอาการป่วยกะทันหัน เช่น หัวใจล้มเหลว
  • ฆาตกรรมต่อเนื่องหลายพื้นที่: การก่อเหตุเกิดขึ้นในหลายจังหวัด ทั้งราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี และอุดรธานี โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่รู้จักคุ้นเคยและมีความสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ก่อเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะลูกแชร์
  • แรงจูงใจจากปัญหาหนี้สิน: การสืบสวนพบว่าแรงจูงใจหลักในการก่อเหตุมาจากการต้องการล้างหนี้และประสงค์ต่อทรัพย์สินของเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวงแชร์ที่นางสรารัตน์เป็นท้าวแชร์
  • คำตัดสินประหารชีวิต: ศาลอาญามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งถือเป็นบทลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย
  • ผู้สมรู้ร่วมคิด: นอกจากตัวนางสรารัตน์แล้ว ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาช่วยเหลือและซ่อนเร้นพยานหลักฐานเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ

บทสรุปมหากาพย์คดี ‘แอม ไซยาไนด์’

บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเพื่อ **สรุปคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ ฆาตกรต่อเนื่อง-จุดจบฆาตกรรม** อย่างละเอียด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคดีที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดโปง กระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ซับซ้อน ไปจนถึงบทสรุปทางกฎหมายที่นำมาสู่คำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ คดีนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมในการระมัดระวังภัยจากบุคคลใกล้ตัว โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ความโหดเหี้ยมในการวางแผนและการลงมือที่กระทำต่อผู้คนจำนวนมากได้สร้างความตื่นตระหนกและทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจของครอบครัวผู้สูญเสียและสังคมโดยรวม

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

มหากาพย์คดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2566 จากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ “ก้อย” อายุ 32 ปี บริเวณท่าน้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในวันเกิดเหตุ น.ส.ศิริพรได้เดินทางไปทำบุญปล่อยปลากับนางสรารัตน์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและท้าวแชร์ที่ตนเองร่วมวงอยู่ ระหว่างทำกิจกรรม น.ส.ศิริพรเกิดอาการวูบหมดสติและล้มลง ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ในเบื้องต้น แพทย์ลงความเห็นว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเกิดความสงสัยในหลายประเด็น โดยเฉพาะพฤติกรรมของนางสรารัตน์ในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือพยายามให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังพบว่าทรัพย์สินมีค่าของผู้ตาย เช่น โทรศัพท์มือถือและเงินสด ได้หายไปจากที่เกิดเหตุ ครอบครัวจึงตัดสินใจส่งร่างของ น.ส.ศิริพรไปชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

การสืบสวนที่ขยายวงกว้าง

ผลการชันสูตรโดยละเอียดจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้กับคดี เมื่อตรวจพบสารพิษ “ไซยาไนด์” ในเลือดของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การเสียชีวิตโดยธรรมชาติ แต่เป็นการฆาตกรรม จากการค้นพบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเริ่มทำการสืบสวนโดยมุ่งเป้าไปที่นางสรารัตน์ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้ตาย

เมื่อการสืบสวนลงลึกไปในประวัติของนางสรารัตน์ เจ้าหน้าที่ต้องพบกับความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะพบว่ามีบุคคลใกล้ชิดและคนในวงแชร์ของนางสรารัตน์หลายรายได้เสียชีวิตในลักษณะคล้ายคลึงกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือมีอาการวูบ หมดสติ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด การสืบสวนจึงขยายวงกว้างครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด และนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงการเสียชีวิตทั้งหมดเข้ากับผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียว นั่นคือ “แอม ไซยาไนด์”

เปิดแฟ้มประวัติ: สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์

เปิดแฟ้มประวัติ: สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์

เพื่อทำความเข้าใจคดีนี้อย่างถ่องแท้ การศึกษาภูมิหลังของผู้ก่อเหตุเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2530 จบการศึกษาจากสถาบันราชภัฏนครปฐม ในสาขาวิทยาการจัดการทางนิเทศศาสตร์และประชาสัมพันธ์ จากข้อมูลภายนอก เธอมีภาพลักษณ์เป็นคนปกติทั่วไป แต่เบื้องหลังกลับมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและพัวพันกับปัญหาหนี้สินจำนวนมาก

เบื้องหลังชีวิตของฆาตกรต่อเนื่อง

นางสรารัตน์เป็นที่รู้จักในแวดวงเพื่อนฝูงและคนรู้จักในฐานะ “ท้าวแชร์” ซึ่งเป็นผู้ดูแลและจัดการวงแชร์หลายวง การทำหน้าที่นี้ทำให้เธอมีเครือข่ายคนรู้จักที่กว้างขวางและเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกแชร์แต่ละคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการเงินที่ผิดพลาดหรือการนำเงินไปใช้ส่วนตัวทำให้เธอประสบปัญหาหนี้สินอย่างรุนแรง และนี่คือจุดที่เชื่อว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การวางแผนก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อหวังในทรัพย์สินของเหยื่อ

พฤติกรรมการก่อเหตุของแอมแสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างรอบคอบและเลือดเย็น โดยอาศัยความไว้วางใจจากคนใกล้ชิดเป็นเครื่องมือในการเข้าหาเหยื่อ ก่อนจะใช้ไซยาไนด์ซึ่งเป็นสารพิษที่หาได้ยากและตรวจจับได้ยากหากไม่มีการชันสูตรที่ละเอียดในการลงมือ

แรงจูงใจเบื้องหลังการฆาตกรรม

แรงจูงใจหลักของนางสรารัตน์ในการก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องถูกระบุว่ามาจากปัญหาทางการเงินอย่างชัดเจน รูปแบบการก่อเหตุมีความสอดคล้องกันคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้หรือลูกแชร์ที่นางสรารัตน์ติดค้างเงินอยู่ การกำจัดเหยื่อจึงเป็นหนทางในการ “ล้างหนี้” และในหลายกรณี เธอยังได้ฉกฉวยเอาทรัพย์สินมีค่าของเหยื่อภายหลังการเสียชีวิตไปด้วย การกระทำดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่จะรักษาภาพลักษณ์ทางการเงินและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมที่สุด

ลำดับเหตุการณ์และรายชื่อผู้เคราะห์ร้าย

คดีของแอม ไซยาไนด์ มีความซับซ้อนเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในระยะเวลาหลายปีและในพื้นที่ต่างกัน ตารางด้านล่างนี้สรุปข้อมูลเหยื่อที่เชื่อมโยงกับคดีนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงขอบเขตและความต่อเนื่องของโศกนาฏกรรม

สรุปรายชื่อเหยื่อและผู้รอดชีวิตในคดีแอม ไซยาไนด์
ลำดับ ชื่อผู้เคราะห์ร้าย วันที่เกิดเหตุ สถานะ
1 น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ (ก้อย) 14 เมษายน 2566 เสียชีวิต
2 ร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่ (ผู้กองนุ้ย) 10 สิงหาคม 2565 เสียชีวิต
3 น.ส.รสจรินทร์ นิลน้อย (ครูอ๊อด) 10 สิงหาคม 2565 เสียชีวิต
4 นางจันทร์รัตน์ วงศ์ไกรสิณ (จุ๋ม) 15 สิงหาคม 2565 เสียชีวิต
5 นางกะณิกา ตุลาเดชารักษ์ (เอ๊ะ) 12 กันยายน 2565 เสียชีวิต
6 นายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ (แด้) 12 มีนาคม 2566 เสียชีวิต
7 พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (สารวัตรปู) 1 เมษายน 2566 เสียชีวิต
8-14 เหยื่อรายอื่นๆ ที่เชื่อมโยง พ.ศ. 2563-2566 เสียชีวิต
15 นางกานติมา แพสอาด (ปลา) กันยายน 2565 รอดชีวิต

กระบวนการยุติธรรมและบทลงโทษ

หลังจากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างหนาแน่น ทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คำให้การของพยาน และหลักฐานทางการเงินที่เชื่อมโยงนางสรารัตน์กับเหยื่อทุกราย อัยการได้ดำเนินการสั่งฟ้องนางสรารัตน์ในหลายข้อหา โดยข้อหาที่หนักที่สุดคือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญา ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วประเทศ

คำพิพากษาประหารชีวิต

ในที่สุด ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริงตามฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่า และลักทรัพย์ ศาลได้ตัดสินลงโทษ “ประหารชีวิต” นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่สะท้อนถึงความร้ายแรงของการกระทำที่ได้ก่อขึ้น คำพิพากษานี้นับเป็นจุดสิ้นสุดของเส้นทางฆาตกรต่อเนื่องที่สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม และเป็นการเยียวยาความยุติธรรมให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 14 ราย

ชะตากรรมของผู้สมรู้ร่วมคิด

นอกจากนางสรารัตน์แล้ว ในคดียังมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือในการกระทำความผิด โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิด และซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ทั้งสองถูกตัดสินจำคุก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งสองให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ศาลจึงได้ลดหย่อนโทษให้ เหลือโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักการบรรเทาโทษสำหรับผู้ที่ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมและผลกระทบต่อสังคม

การ **สรุปคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ ฆาตกรต่อเนื่อง-จุดจบฆาตกรรม** ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้ให้กับสังคมไทยในหลายมิติ ประการแรกคือ ความอันตรายของสารเคมีอย่างไซยาไนด์ที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้โดยง่ายหากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี ทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีการควบคุมการซื้อขายสารเคมีอันตรายอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ประการที่สอง คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ระมัดระวังในการคบหาและไว้วางใจบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การให้ยืมเงินหรือการร่วมลงทุนในวงแชร์มีความเสี่ยงสูงหากขาดความรอบคอบและการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายนี้ คดีแอม ไซยาไนด์ ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมไทย ตั้งแต่การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจนถึงการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายได้ในที่สุด แม้โศกนาฏกรรมนี้จะจบลงด้วยคำพิพากษา แต่ความสูญเสียและบาดแผลที่เกิดขึ้นจะยังคงเป็นเครื่องเตือนใจสังคมไปอีกนาน