Home » 23 ก.ย. วันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากลางคืนจริงหรือ?

23 ก.ย. วันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากลางคืนจริงหรือ?

สารบัญ

ในวันที่ 23 กันยายนของทุกปี วงการดาราศาสตร์จะกล่าวถึงปรากฏการณ์สำคัญที่เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” ซึ่งมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่าช่วงเวลากลางวันและกลางคืนจะมีความยาวเท่ากันพอดี คำถามที่หลายคนสงสัยคือ 23 ก.ย. วันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากลางคืนจริงหรือ? บทความนี้จะพาไปสำรวจข้อเท็จจริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ ตั้งแต่กลไกทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปจนถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลบนโลก เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่าความสมดุลระหว่างกลางวันและกลางคืนในวันนี้เป็นอย่างไรกันแน่

สาระสำคัญของวันศารทวิษุวัต

  • ตำแหน่งของดวงอาทิตย์: ในวันศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ทำให้แสงอาทิตย์ส่องตรงมายังกลางโลก
  • ความยาวของกลางวันและกลางคืน: เป็นวันที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนมีความยาวใกล้เคียงกันมากที่สุดในรอบปี หรือประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ไม่เท่ากันพอดีเป๊ะเนื่องจากปัจจัยทางกายภาพของโลก
  • การเปลี่ยนแปลงฤดูกาล: วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงอย่างเป็นทางการในซีกโลกเหนือ และเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกใต้
  • ทิศทางการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์: เป็นหนึ่งในสองวันของปี (ร่วมกับวันวสันตวิษุวัต) ที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันออกและตกในทิศตะวันตกอย่างแท้จริง
  • ความหมาย: คำว่า “วิษุวัต” (Equinox) มีรากศัพท์จากภาษาละตินที่แปลว่า “กลางคืนที่เท่ากัน” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดหลักของปรากฏการณ์นี้

ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox)

วันศารทวิษุวัต หรือ Autumnal Equinox คือปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยทั่วไปจะตรงกับวันที่ 22 หรือ 23 กันยายน เป็นวันที่โลกโคจรมาถึงจุดที่แกนหมุนของโลกไม่ได้เอนเข้าหาหรือเอนออกจากดวงอาทิตย์ แต่จะอยู่ในแนวตั้งตรงเมื่อเทียบกับระนาบวงโคจร ผลลัพธ์คือดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรพอดี ทำให้ทุกพื้นที่ทั่วโลกได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เป็นเวลาใกล้เคียงกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเขตซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้

คำจำกัดความและที่มาของชื่อ

คำว่า “วิษุวัต” ในภาษาอังกฤษคือ “Equinox” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินสองคำรวมกัน ได้แก่ Aequus ที่แปลว่า “เท่ากัน” และ Nox ที่แปลว่า “กลางคืน” เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายตรงตัวว่า “กลางคืนที่เท่ากัน (กับกลางวัน)” ซึ่งสื่อถึงลักษณะเด่นของวันที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนมีความยาวเท่ากัน

สำหรับในภาษาไทย คำว่า “ศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) มาจากการสนธิคำระหว่าง “ศารท” ซึ่งเป็นคำสันสกฤตหมายถึงฤดูใบไม้ร่วง และ “วิษุวัต” ดังนั้น ชื่อนี้จึงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นวันแห่งความสมดุลที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วงตามปฏิทินดาราศาสตร์ของซีกโลกเหนือ หรือที่คนไทยคุ้นเคยว่าเป็นช่วง “ปลายฝนต้นหนาว” นั่นเอง

กลไกทางดาราศาสตร์เบื้องหลัง

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ศารทวิษุวัตและฤดูกาลต่างๆ บนโลก คือการที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแนวดิ่งของระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การเอียงของแกนโลกนี้เองที่ทำให้ในแต่ละช่วงของปี ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้จะได้รับปริมาณแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน

ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี ซีกโลกหนึ่งจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากกว่า ทำให้ได้รับแสงโดยตรงและมีช่วงเวลากลางวันที่ยาวนานกว่า นำไปสู่ฤดูร้อน ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่งจะเอียงออกจากดวงอาทิตย์ ทำให้ได้รับแสงน้อยลงและมีช่วงเวลากลางคืนที่ยาวนานกว่า นำไปสู่ฤดูหนาว

อย่างไรก็ตาม จะมีเพียง 2 วันในรอบปีเท่านั้นที่แกนของโลกอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอียงเข้าหาหรือออกจากดวงอาทิตย์ วันนั้นคือวันวิษุวัต (Equinox) ซึ่งได้แก่

  1. วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox): เกิดขึ้นประมาณวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคม เป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ
  2. วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox): เกิดขึ้นประมาณวันที่ 22 หรือ 23 กันยายน เป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ

ในวันศารทวิษุวัตนี้เองที่ดวงอาทิตย์จะส่องแสงตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันไปยังซีกโลกทั้งสอง และเป็นผลให้เส้นแบ่งระหว่างกลางวันและกลางคืน (Terminator Line) ลากผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้พอดี

ไขข้อกระจ่าง: กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันจริงหรือไม่

ไขข้อกระจ่าง: กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันจริงหรือไม่

แม้ว่าชื่อ “Equinox” จะหมายถึง “กลางคืนที่เท่ากัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในวันศารทวิษุวัตช่วงเวลากลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืนเล็กน้อยเสมอ นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดทางทฤษฎี แต่เป็นผลมาจากปัจจัยทางกายภาพ 2 ประการบนโลกของเรา ซึ่งทำให้การรับรู้แสงสว่างแตกต่างไปจากแบบจำลองทางเรขาคณิตอย่างสมบูรณ์

แม้ในทางปฏิบัติ กลางวันจะยาวกว่ากลางคืนเล็กน้อยเนื่องจากการหักเหของแสง แต่โดยหลักการทางดาราศาสตร์แล้ว วันศารทวิษุวัตคือวันที่แกนโลกอยู่ในตำแหน่งสมดุลที่สุดต่อดวงอาทิตย์ ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาวันและคืนที่ใกล้เคียงกันที่สุด

ความจริงทางทฤษฎีเทียบกับความเป็นจริง

ตามทฤษฎี หากโลกเป็นทรงกลมสมบูรณ์ที่ไม่มีชั้นบรรยากาศ ในวันวิษุวัตทุกพื้นที่บนโลกควรจะได้รับแสงสว่าง 12 ชั่วโมง และอยู่ในความมืด 12 ชั่วโมงพอดี แต่ในความเป็นจริง ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 23 กันยายน 2568 สำหรับกรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์จะขึ้นในเวลาประมาณ 06:07 น. และตกในเวลา 18:13 น. ซึ่งหมายความว่าช่วงเวลากลางวันจะมีความยาวประมาณ 12 ชั่วโมง 6 นาที ซึ่งยาวกว่า 12 ชั่วโมงไปเล็กน้อย

ปัจจัยที่ทำให้เวลาคลาดเคลื่อน

ความคลาดเคลื่อนนี้เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ข้อดังนี้:

  1. การหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Refraction): ชั้นบรรยากาศของโลกทำหน้าที่เหมือนเลนส์ขนาดใหญ่ที่คอยหักเหแสงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้า (ทั้งในช่วงเช้าและเย็น) ชั้นบรรยากาศจะโค้งงอแสงอาทิตย์ขึ้นมา ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ได้แม้ว่าตำแหน่งจริงของมันจะยังคงอยู่ใต้เส้นขอบฟ้าไปแล้วก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเร็วกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย และตกช้ากว่าความเป็นจริงเล็กน้อย ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวนานขึ้นประมาณ 5-6 นาที
  2. นิยามของพระอาทิตย์ขึ้นและตก: การกำหนดเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกนั้นไม่ได้วัดจากจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ แต่วัดจาก “ขอบบนสุด” ของดวงอาทิตย์ ดังนั้น เวลาพระอาทิตย์ขึ้นจะเริ่มนับตั้งแต่ขอบบนสุดของดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า และเวลาพระอาทิตย์ตกจะสิ้นสุดเมื่อขอบบนสุดของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ซึ่งหมายความว่ามีช่วงเวลาเพิ่มเติมที่แสงสว่างของดวงอาทิตย์ยังคงปรากฏอยู่ แม้ว่าจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์จะอยู่ใต้ขอบฟ้าไปแล้วก็ตาม

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ วันที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนมีความยาวเท่ากันจริงๆ จึงมักจะเกิดขึ้นหลังวันศารทวิษุวัตไปแล้ว 2-3 วัน ซึ่งวันดังกล่าวมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “Equilux” (แปลว่า แสงสว่างที่เท่ากัน)

วันศารทวิษุวัตกับการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลทั่วโลก

วันศารทวิษุวัตเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักดาราศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาใช้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของฤดูกาลใหม่ในซีกโลกทั้งสอง ซึ่งมีผลกระทบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ซีกโลกเหนือ: สัญญาณแห่งฤดูใบไม้ร่วง

สำหรับประเทศที่อยู่ในซีกโลกเหนือ รวมถึงทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และส่วนใหญ่ของเอเชีย วันศารทวิษุวัตคือการประกาศการเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเป็นทางการ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ซีกโลกเหนือจะเริ่มเอียงออกจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้:

  • ช่วงเวลากลางวันจะสั้นลง: ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าลงและตกเร็วขึ้นในแต่ละวัน
  • ช่วงเวลากลางคืนจะยาวนานขึ้น: ความมืดจะมาเยือนเร็วขึ้นและคงอยู่นานกว่าเดิม
  • อุณหภูมิจะเริ่มลดลง: การได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์น้อยลงทำให้อากาศเย็นลงอย่างต่อเนื่อง
  • การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ: ต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสีและผลัดใบเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูหนาว

สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่าประเทศในเขตอบอุ่น แต่ก็ถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ช่วงต้นของฤดูหนาว ที่อากาศจะเริ่มเย็นสบายและมีความชื้นลดลง

ซีกโลกใต้: การมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ

ในทางกลับกัน สำหรับประเทศในซีกโลกใต้ เช่น ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ วันศารทวิษุวัตของซีกโลกเหนือคือวันวสันตวิษุวัตของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ หลังจากวันนี้ ซีกโลกใต้จะเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้:

  • ช่วงเวลากลางวันจะยาวนานขึ้น: เป็นสัญญาณของการกลับมาของความอบอุ่นและแสงสว่าง
  • อุณหภูมิจะเริ่มสูงขึ้น: โลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น
  • การเริ่มต้นของชีวิตใหม่: พืชพรรณเริ่มผลิบาน และสัตว์ต่างๆ เริ่มออกมาหากินหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาว

ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญอื่นๆ ในรอบปี

นอกเหนือจากวันวิษุวัตทั้งสองครั้งแล้ว ในรอบหนึ่งปียังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์อีก 2 อย่างที่เกี่ยวข้องกับการเอียงของแกนโลกและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งเป็นจุดที่แกนโลกเอียงเข้าหาหรือออกจากดวงอาทิตย์มากที่สุด เรียกว่า “วันโซลสทิส” (Solstice) หรือ “อายัน”

ตารางเปรียบเทียบปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญ 4 อย่างในรอบปี ที่ส่งผลต่อฤดูกาลในซีกโลกเหนือ
ปรากฏการณ์ วันที่โดยประมาณ ลักษณะเด่น (ซีกโลกเหนือ) ฤดูกาล (ซีกโลกเหนือ)
วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) 20-21 มีนาคม กลางวันและกลางคืนยาวใกล้เคียงกัน เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ
วันครีษมายัน (Summer Solstice) 20-21 มิถุนายน กลางวันยาวที่สุดในรอบปี เริ่มต้นฤดูร้อน
วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) 22-23 กันยายน กลางวันและกลางคืนยาวใกล้เคียงกัน เริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง
วันเหมายัน (Winter Solstice) 21-22 ธันวาคม กลางวันสั้นที่สุดในรอบปี เริ่มต้นฤดูหนาว

ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและความเชื่อโบราณ

วันศารทวิษุวัตไม่เพียงมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คนทั่วโลกมาตั้งแต่อดีต ในหลายวัฒนธรรม วันนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างแสงสว่างและความมืด ชีวิตและการพักผ่อน และเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลที่ได้เพาะปลูกมาตลอดฤดูร้อน

  • เทศกาลเก็บเกี่ยว: หลายวัฒนธรรมโบราณในยุโรปจัดเทศกาลเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลานี้ เช่น เทศกาล Mabon ของชาวเพแกน ซึ่งเป็นการขอบคุณเทพเจ้าสำหรับพืชผลและเตรียมตัวสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
  • สถาปัตยกรรมโบราณ: โบราณสถานหลายแห่งทั่วโลกถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในวันวิษุวัตและอายัน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ พีระมิดชิเชนอิตซาในเม็กซิโก ที่ในวันวิษุวัต แสงอาทิตย์จะตกกระทบขั้นบันไดจนเกิดเป็นเงารูปงูเลื้อยลงมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้าของชาวมายา
  • สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง: ในเชิงเปรียบเปรย วันศารทวิษุวัตยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงวัฏจักรของชีวิต การปล่อยวางสิ่งเก่าเพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ เหมือนกับที่ธรรมชาติผลัดใบเพื่อรอการผลิบานอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ

บทสรุป: วันแห่งความสมดุลทางดาราศาสตร์

โดยสรุปแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า 23 ก.ย. วันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากลางคืนจริงหรือ? คำตอบคือ “เกือบจะจริง แต่ไม่พอดีเป๊ะ” ในทางทฤษฎี วันนี้คือวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งที่สมดุลที่สุดต่อโลก ทำให้ซีกโลกทั้งสองได้รับแสงสว่างอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติ ปัจจัยอย่างการหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศทำช่วงเวลากลางวันยาวนานกว่ากลางคืนเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม วันศารทวิษุวัตยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางดาราศาสตร์ เป็นตัวกำหนดการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือและฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกใต้ และเป็นหนึ่งในสองวันของปีที่เราสามารถสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกได้อย่างแม่นยำ ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความน่าอัศจรรย์ของระบบสุริยะ และเป็นเครื่องเตือนใจถึงวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำบนโลกของเรา

ในวันที่ 23 กันยายนที่จะถึงนี้ ลองใช้เวลาสักครู่เพื่อสังเกตทิศทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ หรือสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของสายลมและอากาศที่กำลังจะมาถึง เพื่อชื่นชมความมหัศจรรย์และความสมดุลของธรรมชาติที่ปรากฏการณ์ศารทวิษุวัตได้นำมามอบให้