บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2025: 7 พิกัดงานศิลป์ห้ามพลาด!
- สาระสำคัญของ Bangkok Art Biennale 2025
- ทำความรู้จักเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ
- เปิดลายแทง 7 พิกัดเสพงานศิลป์ที่ไม่ควรพลาด
- 1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร: ศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่มรดกโลก
- 2. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม: การตีความศิลปะผ่านภูมิปัญญา
- 3. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร: ศิลปะที่เชื่อมโยงกับชุมชน
- 4. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร: ศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์
- 5. เซ็นทรัลเวิลด์: เมื่อศิลปะมาบรรจบกับวิถีชีวิตเมือง
- 6. มิวเซียมสยาม: สำรวจรากเหง้าผ่านมุมมองศิลปะปัจจุบัน
- 7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป: บทสนทนาระหว่างศิลปะไทยกับนานาชาติ
- ศิลปินและผลงานที่น่าจับตามอง
- วางแผนการชมงานอย่างสมบูรณ์แบบ
- บทสรุป: ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเทศกาลศิลปะ
เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale หรือ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2567-2568 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของการจัดงาน โดยจะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินทั่วโลก
สาระสำคัญของ Bangkok Art Biennale 2025
- ธีมหลัก Nurture Gaia (รักษา กายา): สะท้อนความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ผ่านมุมมองของศิลปิน 76 คน จาก 39 ประเทศทั่วโลก
- ระยะเวลาจัดแสดง: เทศกาลจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2568 เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้เข้าชมงานศิลปะอย่างเต็มอิ่ม
- พิกัดจัดแสดงทั่วกรุงเทพฯ: ผลงานศิลปะจะถูกจัดแสดงใน 11 สถานที่สำคัญ ซึ่งผสมผสานระหว่างพื้นที่ประวัติศาสตร์และพื้นที่สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
- รูปแบบงานศิลปะที่หลากหลาย: พบกับผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งงานจัดวางขนาดใหญ่ (Large-scale Installation), ศิลปะติดตั้ง (Installation Art) และวิดีโออาร์ต ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเสพงานศิลป์
- การส่งเสริมกรุงเทพฯ: เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยระดับโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก
บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2025: 7 พิกัดงานศิลป์ห้ามพลาด! คือคู่มือสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นทั่วกรุงเทพมหานครระหว่างปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 เทศกาลนี้เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผลงานจากศิลปินไทยและศิลปินนานาชาติ ภายใต้แนวคิดหลัก “Nurture Gaia” หรือ “รักษา กายา” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและความรับผิดชอบที่เรามีต่อโลก การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้กลายเป็นแกลเลอรีศิลปะที่มีชีวิตชีวา แต่ยังสร้างบทสนทนาที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับโลกอีกด้วย
ทำความรู้จักเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ
Bangkok Art Biennale (BAB) คือเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่จัดขึ้นทุก ๆ สองปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมทางศิลปะที่หลากหลายและส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่สำคัญของโลก เทศกาลนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสกับผลงานศิลปะคุณภาพสูงจากศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกและศิลปินดาวรุ่งที่น่าจับตามอง โดยการเลือกสถานที่จัดแสดงที่หลากหลาย ตั้งแต่วัดวาอารามเก่าแก่ไปจนถึงศูนย์การค้าใจกลางเมือง ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ BAB แตกต่างและน่าสนใจ เป็นการหลอมรวมศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Nurture Gaia: แก่นความคิด “รักษา กายา”
ธีม “Nurture Gaia” ในครั้งที่ 4 นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดที่ว่า “โลก” หรือ “กายา” (Gaia) ในตำนานเทพปกรณัมกรีก คือสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่ทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน แนวคิดนี้กระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงความเร่งด่วนในการดูแลและฟื้นฟูโลกใบนี้ ศิลปินที่เข้าร่วมงานต่างตีความและนำเสนอประเด็นดังกล่าวผ่านผลงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม การสำรวจความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หรือการเสนอทางออกแห่งความหวังผ่านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ผลงานที่จัดแสดงจึงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุเพื่อความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระตุ้นความคิดและสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคมในวงกว้าง
บทบาทในการยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองศิลปะโลก
การจัดงาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางศิลปะของประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ แต่ยังสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศิลปินและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก นอกจากนี้ การพัฒนาเส้นทางชมงานศิลปะที่เรียกว่า “Art Walks” และ “Art Loops” ยังช่วยฟื้นฟูและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับย่านต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กิจกรรมเสริมอื่น ๆ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเสวนา และทัวร์ชมงาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์และเข้าถึงได้สำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม
เปิดลายแทง 7 พิกัดเสพงานศิลป์ที่ไม่ควรพลาด
ความพิเศษของ Bangkok Art Biennale คือการนำผลงานศิลปะร่วมสมัยเข้าไปจัดแสดงในสถานที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สร้างบทสนทนาที่น่าสนใจระหว่างอดีตกับปัจจุบัน นี่คือ 7 พิกัดสำคัญที่ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปะที่ไม่ควรพลาด
1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร: ศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่มรดกโลก
พระปรางค์วัดอรุณฯ ที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันงดงาม ถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ และเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของไทย การนำผลงานศิลปะร่วมสมัยมาจัดวางในบริบทของวัดอรุณฯ เป็นการสร้างความขัดแย้งที่ทรงพลังและน่าตื่นตาตื่นใจ ผลงานศิลปะที่นี่อาจเป็นการตีความแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพุทธศาสนาผ่านมุมมองใหม่ หรืออาจเป็นงานศิลปะจัดวางที่ใช้วัสดุสมัยใหม่เพื่อสะท้อนถึงความไม่เที่ยงแท้ ซึ่งเป็นแก่นคำสอนสำคัญ การชมงานศิลป์ท่ามกลางความสงบและงดงามของวัดอรุณฯ จะมอบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับประเด็นร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้ง
2. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม: การตีความศิลปะผ่านภูมิปัญญา
วัดโพธิ์ไม่เพียงแต่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันงดงาม แต่ยังได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย” เนื่องจากเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งการแพทย์แผนไทย วรรณคดี และโหราศาสตร์ การจัดแสดงงานศิลปะในพื้นที่นี้จึงมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการเยียวยา ทั้งการเยียวยาร่างกาย จิตใจ และเยียวยาโลก ซึ่งสอดคล้องกับธีม “Nurture Gaia” เป็นอย่างยิ่ง ศิลปินอาจสร้างสรรค์ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากตำรายาโบราณ หรือสร้างงานศิลปะเชิงโต้ตอบที่ชวนให้ผู้ชมได้สำรวจสภาวะภายในของตนเอง
3. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร: ศิลปะที่เชื่อมโยงกับชุมชน
วัดประยุรวงศาวาสฯ ซึ่งมีพระบรมธาตุมหาเจดีย์สีขาวโดดเด่นและได้รับรางวัลจากยูเนสโก เป็นศูนย์กลางของชุมชนย่านกะดีจีนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การนำศิลปะมาจัดแสดงที่นี่จึงเป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างศิลปะกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ผลงานศิลปะอาจมีลักษณะที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือสะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ซึ่งเป็นการนำเสนอความงามของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางสังคม
4. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC): ศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์
ในฐานะที่เป็นพื้นที่หลักสำหรับการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย BACC จะเป็นศูนย์รวมของผลงานที่หลากหลายและอาจมีความเป็นทดลองสูงที่สุด ที่นี่ผู้ชมจะได้พบกับผลงานจากศิลปินชื่อดังระดับโลกและศิลปินไทยที่นำเสนอแนวคิด “Nurture Gaia” ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่วิดีโออาร์ต ภาพถ่าย ไปจนถึงงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ พื้นที่ภายใน BACC ที่เปิดโล่งและเชื่อมต่อกันจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการสร้างประสบการณ์การชมงานที่ต่อเนื่องและชวนให้ขบคิดตามประเด็นที่ศิลปินนำเสนอ
5. เซ็นทรัลเวิลด์: เมื่อศิลปะมาบรรจบกับวิถีชีวิตเมือง
การนำศิลปะไปไว้ในพื้นที่สาธารณะอย่างศูนย์การค้าเป็นการทลายกำแพงระหว่างศิลปะกับผู้ชมในวงกว้าง ทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผลงานที่จัดแสดง ณ เซ็นทรัลเวิลด์มักจะมีขนาดใหญ่และสร้างผลกระทบทางสายตาที่น่าประทับใจ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมา ศิลปินอาจเลือกใช้วัสดุที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเพื่อวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมบริโภคนิยมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่ทรงพลังในใจกลางของแหล่งจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
6. มิวเซียมสยาม: สำรวจรากเหง้าผ่านมุมมองศิลปะปัจจุบัน
มิวเซียมสยามเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม การจัดแสดงงานศิลปะที่นี่จึงมักจะมีลักษณะที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมและตีความ ศิลปินอาจนำเสนอผลงานที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์ความเป็นไทยกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของสังคมไทยในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการใช้ศิลปะเพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ต่อเรื่องราวที่คุ้นเคย
7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป: บทสนทนาระหว่างศิลปะไทยกับนานาชาติ
หอศิลปเจ้าฟ้าเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน การนำผลงานของศิลปินร่วมสมัยจากนานาชาติมาจัดแสดงเคียงข้างกับผลงานของศิลปินชั้นครูของไทย เป็นการสร้างบทสนทนาข้ามยุคสมัยและวัฒนธรรม ผู้ชมจะได้เห็นว่าแนวคิดเรื่องธรรมชาติและความสัมพันธ์กับมนุษย์ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไรในแต่ละยุค และศิลปินร่วมสมัยกำลังต่อยอดหรือท้าทายขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเหล่านั้นอย่างไรภายใต้บริบทของโลกปัจจุบัน
| สถานที่จัดแสดง | ลักษณะเด่นของพื้นที่ | แนวทางศิลปะที่คาดว่าจะได้พบ |
|---|---|---|
| วัดอรุณราชวรารามฯ | โบราณสถานสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา สัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ | งานศิลปะจัดวางที่สร้างบทสนทนาระหว่างความเก่าแก่และความใหม่, การตีความเรื่องจิตวิญญาณและธรรมชาติ |
| วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม | ศูนย์รวมภูมิปัญญาไทยด้านการแพทย์และศาสตร์โบราณ | ผลงานที่เชื่อมโยงกับแนวคิดการเยียวยา, สุขภาพ, และความสมดุลของร่างกายกับธรรมชาติ |
| วัดประยุรวงศาวาสฯ | ศูนย์กลางชุมชนหลากหลายวัฒนธรรม, สถาปัตยกรรมที่ได้รับรางวัล | ศิลปะที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน, สะท้อนเรื่องราวท้องถิ่นและความหลากหลายทางสังคม |
| หอศิลปวัฒนธรรมฯ (BACC) | พื้นที่แสดงศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะ, สถาปัตยกรรมทันสมัย | ผลงานหลากหลายรูปแบบและสื่อ, การนำเสนอแนวคิดหลักอย่างตรงไปตรงมาและเข้มข้น |
| เซ็นทรัลเวิลด์ | ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง, พื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น | งานศิลปะขนาดใหญ่ที่สร้างผลกระทบทางสายตา, การวิพากษ์วัฒนธรรมบริโภคนิยม |
| มิวเซียมสยาม | พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เชิงโต้ตอบ, เน้นประวัติศาสตร์และสังคมไทย | ศิลปะเชิงปฏิสัมพันธ์, การตีความประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ไทยในมุมมองสิ่งแวดล้อม |
| พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป | สถาบันศิลปะแห่งชาติ, แหล่งรวบรวมผลงานศิลปะไทยชั้นครู | การสร้างบทสนทนาระหว่างศิลปะไทยแบบประเพณีกับศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ |
ศิลปินและผลงานที่น่าจับตามอง
เทศกาลครั้งนี้รวบรวมศิลปินจากทั่วโลกกว่า 76 คน จาก 39 ประเทศ ซึ่งแต่ละคนมีแนวทางและเทคนิคการสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีศิลปินระดับตำนานและศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเข้าร่วมแสดงผลงานมากมาย
หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois)
ศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส-อเมริกันผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ โดยเฉพาะประติมากรรมแมงมุมยักษ์ “Maman” ผลงานของเธอมักสำรวจสภาวะทางจิตวิทยา ความทรงจำในวัยเด็ก และความสัมพันธ์ในครอบครัว การนำผลงานของเธอมาจัดแสดงในบริบทของธีม “Nurture Gaia” อาจเป็นการตีความถึงธรรมชาติในฐานะผู้ให้กำเนิดที่ทั้งปกป้องและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก
จอร์จ โบลสเตอร์ (George Bolster)
ศิลปินชาวไอริชที่มีความโดดเด่นในการผสมผสานศิลปะเข้ากับวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และประวัติศาสตร์ ผลงานของเขามักอยู่ในรูปแบบของวิดีโอ การวาดเส้น และงานภาพปัก ที่สำรวจการเดินทางในอวกาศ นิเวศวิทยา และอนาคตของมนุษยชาติ การเข้าร่วมของโบลสเตอร์ในเทศกาลนี้จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะผลงานของเขามีแนวโน้มที่จะนำเสนอภาพของ “กายา” ในมิติที่กว้างไกลกว่าแค่บนโลก แต่อาจขยายไปถึงจักรวาลและตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในเอกภพอันไพศาล
วางแผนการชมงานอย่างสมบูรณ์แบบ
ด้วยสถานที่จัดแสดง 11 แห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพฯ การวางแผนการเดินทางล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ ควรตรวจสอบแผนที่และจัดกลุ่มสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกันเพื่อเข้าชมในวันเดียวกัน เช่น กลุ่มวัดในย่านเมืองเก่า (วัดอรุณฯ, วัดโพธิ์, วัดประยุรฯ, มิวเซียมสยาม) และกลุ่มย่านใจกลางเมือง (BACC, เซ็นทรัลเวิลด์) แนวคิด Art Walks และ Art Loops ที่ทางผู้จัดงานได้วางไว้จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการนำทางและค้นพบจุดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ ควรติดตามตารางกิจกรรมพิเศษ เช่น การนำชมโดยภัณฑารักษ์ หรือการเสวนากับศิลปิน เพื่อเพิ่มความเข้าใจในผลงานและแนวคิดของเทศกาลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2025 ไม่ใช่แค่การจัดแสดงงานศิลปะ แต่คือการเปิดพื้นที่ทางความคิดและสร้างบทสนทนาที่สำคัญเกี่ยวกับอนาคตของโลก ผ่านพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ไร้พรมแดน
บทสรุป: ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเทศกาลศิลปะ
เทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2025: 7 พิกัดงานศิลป์ห้ามพลาด! เป็นมากกว่างานแสดงศิลปะ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญซึ่งจะทิ้งคำถามและแรงบันดาลใจไว้ให้กับผู้ชม การนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยภายใต้ธีม “Nurture Gaia” ในสถานที่สำคัญทั่วกรุงเทพฯ คือการเชื้อเชิญให้ทุกคนหันมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อีกครั้ง เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสกับพลังของศิลปะในการสื่อสารประเด็นที่ซับซ้อนและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและพฤติกรรม เทศกาลนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้รักงานศิลปะและผู้ที่ใส่ใจในอนาคตของโลกไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง การเข้าร่วมชมงานคือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาระดับโลกและร่วมกัน “รักษา กายา” ไปพร้อมกัน