“ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026 อัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล
- ประเด็นสำคัญของไบโอแฮกกิง
- เจาะลึกแนวคิด “ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026
- ระดับของไบโอแฮกกิง: จากไลฟ์สไตล์สู่เทคโนโลยีเชิงลึก
- เทคโนโลยียอดนิยมในวงการไบโอแฮกกิงของไทย
- Wearable Device: เครื่องมือสำคัญในการอัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล
- อนาคตของไบโอแฮกกิงและนวัตกรรมที่น่าจับตา
- ข้อควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัย
- บทสรุป: ก้าวสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก
การดูแลสุขภาพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและเทคโนโลยี “ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026 อัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล คือแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิเคราะห์ข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและสมองให้ถึงขีดสุด แนวทางนี้เปลี่ยนมุมมองจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันและปรับปรุงศักยภาพของมนุษย์อย่างเป็นระบบ
ประเด็นสำคัญของไบโอแฮกกิง

- ไบโอแฮกกิง คือการปรับปรุงระบบชีวภาพของตนเองผ่านการเปลี่ยนแปลงอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อวัดผล
- ในปี 2026 แนวโน้มในประเทศไทยจะมุ่งเน้นไปที่การยืดอายุขัย (Longevity) และการชะลอความเสื่อมของร่างกายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเมือง
- เทคนิคมีตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่ทุกคนทำได้ เช่น การอดอาหาร IF (Intermittent Fasting) ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการตรวจ Biomarker และ DEXA Scan
- Wearable Device เช่น สมาร์ทวอทช์ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายและเป็นประตูสู่การเริ่มต้นทำไบโอแฮกกิง
- เป้าหมายสูงสุดของไบโอแฮกกิงคือการมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกาย และมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
เจาะลึกแนวคิด “ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026
ในยุคที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุด แนวคิดการนำข้อมูลมาใช้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกธุรกิจอีกต่อไป แต่ได้ขยายมาสู่แวดวงสุขภาพส่วนบุคคลอย่างเต็มรูปแบบ ไบโอแฮกกิง หรือที่อาจเรียกได้ว่า “ชีววิทยาแบบ DIY” (Do-It-Yourself Biology) คือปรัชญาการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถ “แฮก” หรือปรับเปลี่ยนระบบชีวภาพของตนเองเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น โดยอาศัยการทดลอง การวัดผล และการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ
แนวทางนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพที่ต้องการเป็นผู้ควบคุมสุขภาพของตนเอง แทนที่จะรอให้เกิดอาการเจ็บป่วยแล้วจึงไปพบแพทย์
นิยามของไบโอแฮกกิง: มากกว่าแค่การดูแลสุขภาพ
ไบโอแฮกกิงไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหรือไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด ในความเป็นจริง หลายคนอาจกำลังทำไบโอแฮกกิงอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่น การเลือกทานอาหารคีโต การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือแม้แต่การติดตามคุณภาพการนอนหลับผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของหลักการไบโอแฮกกิง
แก่นแท้ของมันคือการตั้งสมมติฐาน (เช่น “ถ้าฉันนอนหลับ 8 ชั่วโมงทุกคืน ประสิทธิภาพการทำงานในตอนเช้าจะดีขึ้นหรือไม่?”) จากนั้นจึงทำการทดลอง (นอน 8 ชั่วโมงติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์) และวัดผล (สังเกตระดับพลังงานและความจดจ่อ) เพื่อหาข้อสรุปและนำไปปรับใช้ในระยะยาว สิ่งนี้ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและอิงตามข้อมูลจริง ไม่ใช่การทำตามคำแนะนำทั่วๆ ไป
ไบโอแฮกกิงเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “รักษา” เมื่อป่วย เป็นการ “อัปเกรด” เพื่อให้มีสุขภาพและศักยภาพที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน โดยใช้ข้อมูลร่างกายของตัวเองเป็นแผนที่นำทาง
เหตุผลที่ไบโอแฮกกิงจะกลายเป็นเมกะเทรนด์
การเติบโตของเทรนด์ ดูแลสุขภาพส่วนบุคคล นี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น อุปกรณ์ wearable device อย่าง สมาร์ทวอทช์ สุขภาพ ได้กลายเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลชีวภาพที่ติดตัวผู้คนตลอด 24 ชั่วโมง สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) ระดับออกซิเจนในเลือด คุณภาพการนอน และระดับความเครียด ข้อมูลเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับชาวไบโอแฮกเกอร์ในการวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
นอกจากนี้ ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ผลักดันให้ผู้คนมองหาวิธีการที่จะชะลอความเสื่อมของร่างกายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ซึ่งไบโอแฮกกิงตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด
ระดับของไบโอแฮกกิง: จากไลฟ์สไตล์สู่เทคโนโลยีเชิงลึก
ในบริบทของประเทศไทยช่วงปี 2025-2026 ไบโอแฮกกิงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ซึ่งแต่ละระดับมีความซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย
ระดับพื้นฐาน: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนหรือค่าใช้จ่ายสูง มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐาน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- โภชนาการ (Nutrition): ไม่ใช่แค่การกินอาหารคลีน แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าอาหารชนิดใดส่งผลต่อร่างกายของตนเองอย่างไร เทคนิคที่นิยมคือ การอดอาหาร IF (Intermittent Fasting) ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น 16/8 (อด 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง) เพื่อส่งเสริมกระบวนการ Autophagy หรือการที่เซลล์กำจัดของเสียออกจากตัวเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงการลดน้ำตาล การเลือกทานไขมันดี และการสังเกตว่าอาหารชนิดใดทำให้ร่างกายเกิดอาการอักเสบหรือแพ้แฝง
- การนอนหลับ (Sleep): การให้ความสำคัญกับคุณภาพการนอนหลับ ไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมง การสร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี เช่น การงดหน้าจอก่อนนอน การทำให้ห้องมืดและเย็น หรือการกำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนที่สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้เข้าสู่ช่วงหลับลึก (Deep Sleep) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นฟูร่างกายและสมอง
- การออกกำลังกาย (Exercise): การเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเป้าหมายและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยใช้ข้อมูลจากสมาร์ทวอทช์เพื่อติดตามโซนอัตราการเต้นของหัวใจ ระยะเวลาการฟื้นตัว และความหนักของการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
- Nootropics: เป็นอีกหนึ่งแขนงที่ได้รับความสนใจ Nootropics คือสารที่อาจช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในด้านความจำ สมาธิ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบสารสกัดจากธรรมชาติ วิตามิน หรืออาหารเสริมบางชนิด การใช้ Nootropics ในไทยกำลังเป็นที่จับตามอง แต่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกแหล่งที่เชื่อถือได้
ระดับสูง: การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึก
สำหรับผู้ที่ต้องการลงลึกและจริงจังกับการเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายไปอีกขั้น การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อเก็บข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้นถือเป็นกุญแจสำคัญ
- การตรวจ Biomarker: คือการตรวจเลือดเพื่อดูค่าชี้วัดทางชีวภาพต่างๆ ที่สะท้อนการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ค่าการทำงานของตับ ไต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ระดับฮอร์โมน และค่าการอักเสบในร่างกาย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในอนาคตและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้อย่างตรงจุดก่อนที่โรคจะเกิดขึ้น
- การตรวจ Tumor Marker: เป็นการตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกในการเฝ้าระวังความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด ช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง: เช่น การทำ DEXA Scan เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย หรือการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง (HBOT) เพื่อเร่งการฟื้นตัวของร่างกายในระดับเซลล์
| ปัจจัย | ระดับพื้นฐาน (Lifestyle-Based) | ระดับสูง (Technology-Based) |
|---|---|---|
| วิธีการหลัก | การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: โภชนาการ, การนอน, การออกกำลังกาย | การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และการตรวจวัดเชิงลึก |
| เครื่องมือที่ใช้ | แอปพลิเคชัน, สมาร์ทวอทช์, การจดบันทึก | เครื่องมือแพทย์, ห้องปฏิบัติการ, การตรวจเลือด, DEXA Scan, HBOT |
| ข้อมูลที่ได้รับ | ข้อมูลแนวโน้ม: คุณภาพการนอน, กิจกรรม, อัตราการเต้นของหัวใจ | ข้อมูลเชิงปริมาณที่แม่นยำ: ค่าเลือด, ฮอร์โมน, มวลกระดูก, องค์ประกอบร่างกาย |
| ค่าใช้จ่าย | ต่ำถึงปานกลาง | สูง |
| กลุ่มเป้าหมาย | บุคคลทั่วไปที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพเชิงรุก | ผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายอย่างจริงจัง, นักกีฬา |
เทคโนโลยียอดนิยมในวงการไบโอแฮกกิงของไทย
สำหรับผู้ที่สนใจไบโอแฮกกิงในระดับสูง ปัจจุบันในประเทศไทยมีเทคโนโลยีและโปรแกรมการตรวจสุขภาพหลายอย่างที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการนี้ โดยเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมีดังนี้
DEXA Scan: วิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย
DEXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) Scan เป็นเทคโนโลยีที่ใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำในการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายได้อย่างละเอียด โดยสามารถแยกแยะระหว่างมวลกล้ามเนื้อ (Lean Mass), มวลไขมัน (Fat Mass), และความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลที่ได้จาก DEXA Scan มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการออกกำลังกายและโภชนาการที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงการติดตามผลการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างเป็นรูปธรรม
Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT)
HBOT คือการบำบัดด้วยการให้ร่างกายหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายในห้องที่มีความกดบรรยากาศสูงกว่าปกติ (Hyperbaric Chamber) สภาวะดังกล่าวช่วยให้มีออกซิเจนละลายในพลาสมาหรือน้ำเลือดได้มากขึ้นและถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น กระบวนการนี้ช่วยเร่งการฟื้นตัวของร่างกาย ลดการอักเสบ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาและผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังการเจ็บป่วยหรือการออกกำลังกายอย่างหนัก
การตรวจฮอร์โมนและภูมิแพ้อาหารแฝง
ฮอร์โมนเป็นสารเคมีที่ควบคุมการทำงานแทบทุกอย่างในร่างกาย การมีระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลอาจส่งผลต่อพลังงาน อารมณ์ และน้ำหนักตัว การตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆ เช่น ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและหาแนวทางปรับสมดุลได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (IgG) กว่า 222 ชนิด ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยระบุว่าอาหารชนิดใดที่ร่างกายอาจไม่สามารถย่อยได้ดีและสร้างปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรัง การหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ปวดหัว หรือปัญหาผิวหนังที่ไม่ทราบสาเหตุได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางโภชนาการตามหลักไบโอแฮกกิง
Wearable Device: เครื่องมือสำคัญในการอัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล
หากเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงเป็นเครื่องมือสำหรับไบโอแฮกเกอร์ระดับจริงจัง อุปกรณ์สวมใส่ได้ (Wearable Device) ก็เปรียบเสมือนประตูบานแรกที่เปิดให้คนทั่วไปได้ก้าวเข้าสู่โลกของ “ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026 อัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล ได้อย่างง่ายดาย
สมาร์ทวอทช์และสายรัดข้อมือสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนับก้าวหรือวัดระยะทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเซ็นเซอร์ชีวภาพขนาดเล็กที่สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกได้ตลอดเวลา เช่น
- คุณภาพการนอน (Sleep Tracking): สามารถวิเคราะห์ระยะเวลาในแต่ละช่วงของการนอนหลับได้แก่ REM, Light Sleep และ Deep Sleep ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนถึงคุณภาพการฟื้นฟูร่างกายและสมองในแต่ละคืน
- ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV): เป็นตัวชี้วัดความพร้อมของร่างกายและระบบประสาทอัตโนมัติ ค่า HRV ที่สูงมักบ่งบอกว่าร่างกายฟื้นตัวได้ดีและพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมหรือกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง
- ระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2): ช่วยประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะระหว่างการนอนหลับ
- ระดับความเครียด (Stress Level): คำนวณจากข้อมูล HRV เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงระดับความเครียดสะสมและหาทางจัดการได้อย่างทันท่วงที เช่น การฝึกหายใจ
ข้อมูลเหล่านี้เมื่อถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมสุขภาพของตนเองและสามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างมีหลักการ เช่น หากพบว่าคืนไหนที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วค่า HRV ต่ำและช่วง Deep Sleep ลดลง ก็จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่กระตุ้นให้ลดการดื่มเพื่อคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการ “อัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล” ที่ทุกคนสามารถทำได้
อนาคตของไบโอแฮกกิงและนวัตกรรมที่น่าจับตา
ไบโอแฮกกิงไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการด้านการดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ในปี 2026 จะเห็นการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น งานแข่งขันนวัตกรรมอย่าง HSIL Hackathon 2026 จาก Harvard และ Biotech Hackathon 2026 ที่ Florida Atlantic University ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยี AI, อุปกรณ์สวมใส่ที่ล้ำสมัยขึ้น, และแนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพสมองและชีวิตที่ยืนยาว
แม้กิจกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ซึ่งนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาปรับใช้และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ทำให้การทำไบโอแฮกกิงมีประสิทธิภาพและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัย
แม้ไบโอแฮกกิงจะมีประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก แต่ก็มีข้อควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัยเช่นกัน การทดลองเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือใช้เทคโนโลยีต่างๆ ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ก่อนที่จะเริ่มโปรแกรมอาหารเสริม (Nootropics), การอดอาหารแบบเข้มข้น, หรือเข้ารับการบำบัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเสมอ เพื่อประเมินความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง
- ข้อมูลไม่ใช่การวินิจฉัย: ข้อมูลที่ได้จาก Wearable Device เป็นเพียงตัวชี้วัดแนวโน้มสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากพบค่าที่ผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด
- หลีกเลี่ยงแนวทางสุดโต่ง: ควรระมัดระวังแนวทางการทำไบโอแฮกกิงที่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือมีความเสี่ยงสูง การเปลี่ยนแปลงควรเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ
บทสรุป: ก้าวสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก
“ไบโอแฮกกิง” เทรนด์สุขภาพ 2026 อัปเกรดร่างกายด้วยข้อมูล คือวิวัฒนาการของการดูแลสุขภาพที่มอบอำนาจให้แต่ละบุคคลสามารถเป็น “ผู้จัดการ” สุขภาพของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเปลี่ยนจากการรอให้เจ็บป่วยเป็นการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อทำความเข้าใจร่างกายในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยี Wearable Device และความตระหนักรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ไบโอแฮกกิงจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นแนวทางที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ การเริ่มต้นศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลสุขภาพของตนเอง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเดินทางสู่สุขภาพที่ดีและยั่งยืนในยุคดิจิทัล