โบนัสสิ้นปี: เที่ยวหรู vs ลงทุนโต | จัดสรรเงินยังไงดี?
- ประเด็นสำคัญในการจัดสรรเงินโบนัส
- บทวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ: โบนัสสิ้นปี: เที่ยวหรู vs ลงทุนโต | จัดสรรเงินยังไงดี?
- ภาพรวมโบนัสสิ้นปีในประเทศไทย
- ทางเลือกที่ 1: การให้รางวัลตัวเองด้วยทริปท่องเที่ยวสุดหรู
- ทางเลือกที่ 2: การนำเงินโบนัสไปลงทุนเพื่ออนาคต
- ตารางเปรียบเทียบ: เที่ยวหรู vs ลงทุนโต
- แนวทางการจัดสรรเงินโบนัสอย่างชาญฉลาด
- บทสรุป: สร้างสมดุลให้ชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคต
เมื่อสิ้นปีมาถึง สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากเฝ้ารอคือเงินโบนัส ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ จะจัดสรรเงินก้อนนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระหว่างการให้รางวัลตัวเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยวสุดหรูเพื่อสร้างประสบการณ์และความทรงจำ หรือการนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและต่อยอดสู่อนาคตที่มั่นคง
ประเด็นสำคัญในการจัดสรรเงินโบนัส
- รางวัลแห่งความสุข: การใช้เงินโบนัสเพื่อการท่องเที่ยวเป็นการลงทุนในประสบการณ์และความสุขส่วนบุคคล ซึ่งช่วยเติมพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจ แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นสุดลงเมื่อการเดินทางจบสิ้น
- การสร้างความมั่งคั่ง: การนำเงินโบนัสไปลงทุนคือการใช้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ช่วยต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อและสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องศึกษาและยอมรับ
- ความสำคัญของการชำระหนี้: ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายหรือลงทุน การชำระหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรเป็นลำดับความสำคัญอันดับแรกเสมอ
- แนวทางสายกลาง: แนวทางที่ได้รับความนิยมและเหมาะสมที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ คือการสร้างสมดุลโดยการแบ่งสัดส่วนเงินโบนัสเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในปัจจุบัน (การให้รางวัลตัวเอง) และการวางแผนเพื่ออนาคต (การออมและการลงทุน)
บทวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ: โบนัสสิ้นปี: เที่ยวหรู vs ลงทุนโต | จัดสรรเงินยังไงดี?
คำถามที่ว่าควรใช้โบนัสสิ้นปีไปกับการท่องเที่ยวหรือการลงทุนนั้นสะท้อนถึงการตัดสินใจระหว่างความสุขในปัจจุบันกับความมั่นคงในอนาคต การได้รับเงินก้อนพิเศษเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสถานะทางการเงิน แต่การตัดสินใจที่ปราศจากการวางแผนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อดี ข้อควรระวัง และแนวทางของทั้งสองทางเลือกอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและช่วยให้สามารถวางแผนการเงินสำหรับปี 2569 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอ้างอิงจากข้อมูลแนวโน้มการจ่ายโบนัสในประเทศไทยและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค
การทำความเข้าใจบริบทของแต่ละทางเลือกเป็นสิ่งสำคัญ การท่องเที่ยวให้ผลตอบแทนทางใจในทันที ในขณะที่การลงทุนมุ่งหวังผลตอบแทนทางการเงินในระยะยาว ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล ภาระหนี้สิน และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน การพิจารณาอย่างรอบด้านจะนำไปสู่การจัดสรรเงินโบนัสที่คุ้มค่าและสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
ภาพรวมโบนัสสิ้นปีในประเทศไทย
โบนัสสิ้นปีถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่สะท้อนถึงผลประกอบการขององค์กรและความทุ่มเทของพนักงานในรอบปีที่ผ่านมา ในประเทศไทย วัฒนธรรมการให้โบนัสเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง
แนวโน้มการจ่ายโบนัสขององค์กรไทย
จากข้อมูลพบว่าองค์กรในประเทศไทยมากกว่า 80% มีนโยบายขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสประจำปีตามผลประกอบการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโบนัสเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาและจูงใจพนักงาน นอกจากนี้ เกือบ 80% ขององค์กรเหล่านี้ยังมีความโปร่งใสในการสื่อสารวิธีการคำนวณเงินเดือนและโบนัสให้พนักงานทราบอย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างพนักงานและองค์กร อัตราการจ่ายโบนัสโดยเฉลี่ยสำหรับองค์กรขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2.8 เดือน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้มีความผันผวนสูงและขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผลประกอบการในแต่ละปี รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ตัวอย่างอัตราโบนัสจากบริษัทชั้นนำ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ มักมีการจ่ายโบนัสในอัตราที่สูงเพื่อตอบแทนพนักงาน ตัวอย่างเช่น:
- บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT): เคยจ่ายโบนัสสูงถึง 7.75 เดือน
- การทางพิเศษแห่งประเทศไทย: จ่ายโบนัสในอัตรา 5 เดือน
- กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์: เป็นกลุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องการจ่ายโบนัสสูงอย่างสม่ำเสมอ เช่น โตโยต้าจ่าย 8.5 เดือน, มิตซูบิชิ 7 เดือนพร้อมเงินพิเศษ 30,000 บาท, ยามาฮ่า 5 เดือน, และฮอนด้า 6 เดือนพร้อมเงินเพิ่มพิเศษ
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์: โดยเฉลี่ยจ่ายโบนัสประมาณ 4 เดือน
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเงินโบนัสสามารถเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญต่อแผนการเงินส่วนบุคคล และทำให้การวางแผนจัดสรรเงินก้อนนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทางเลือกที่ 1: การให้รางวัลตัวเองด้วยทริปท่องเที่ยวสุดหรู
หลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งปี การให้รางวัลตัวเองด้วยการออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและให้ความสุขทางใจได้อย่างรวดเร็ว การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายความเครียด แต่ยังเป็นการสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าอีกด้วย
ข้อดีของการท่องเที่ยว: ประสบการณ์และความสุขที่จับต้องได้
การเดินทางท่องเที่ยวเป็นมากกว่าแค่การใช้จ่ายเงิน แต่เป็นการลงทุนในประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ การได้ไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง และลิ้มลองอาหารที่ไม่คุ้นเคย ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไป นอกจากประโยชน์ส่วนตนแล้ว การท่องเที่ยวยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาลกว่า 360 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของ GDP โลก และมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าช่วงก่อนปี 2019 แล้ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างงาน และกระจายรายได้ การใช้เงินโบนัสเพื่อการท่องเที่ยวจึงเปรียบเสมือนการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน
ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงจากการใช้จ่ายเกินตัว
แม้ว่าการท่องเที่ยวจะมอบความสุขและประสบการณ์ที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่หากไม่มีการวางแผนที่ดีพอ ความตื่นเต้นในการวางแผนทริปอาจนำไปสู่การใช้จ่ายที่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจสร้างภาระหนี้สินก้อนโตตามมาได้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูง
สิ่งสำคัญคือการท่องเที่ยวอย่างมีสติ ควรตั้งงบประมาณที่ชัดเจนและพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงบ เพื่อให้การเดินทางเป็นความสุขที่แท้จริงโดยไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเงินระยะยาว
การให้รางวัลตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องแน่ใจว่ารางวัลนั้นจะไม่กลายเป็นภาระในอนาคต การวางแผนล่วงหน้าและมีวินัยทางการเงินจะช่วยให้สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางได้อย่างเต็มที่
ทางเลือกที่ 2: การนำเงินโบนัสไปลงทุนเพื่ออนาคต
อีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือการนำเงินโบนัสไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและต่อยอดความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มองไปยังเป้าหมายในอนาคตมากกว่าความสุขในปัจจุบัน
ทำไมการลงทุนจึงสำคัญในยุคเงินเฟ้อ?
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น การเก็บเงินออมไว้ในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจทำให้มูลค่าของเงินลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี เงิน 100 บาทในวันนี้ จะมีอำนาจซื้อเหลือเพียง 97 บาทในปีถัดไป การลงทุนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เงินงอกเงยในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ทำให้สามารถรักษามูลค่าของทรัพย์สินและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ การนำเงินโบนัสซึ่งเป็นเงินก้อนมาเริ่มต้นหรือต่อยอดการลงทุนจึงเป็นโอกาสที่ดีในการวางแผนการเงินเพื่ออนาคต
ขั้นตอนแรกที่สำคัญ: การจัดการหนี้สิน
ก่อนที่จะพิจารณาถึงการลงทุนใดๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลแนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่า ลำดับความสำคัญแรกของการจัดสรรเงินโบนัสคือการชำระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล การชำระหนี้เหล่านี้เปรียบเสมือนการ “ลงทุน” ที่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงมาก เพราะทุกบาทที่ชำระคืนคือการประหยัดค่าดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในอนาคต การปลอดหนี้จะช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มความสามารถในการออมและลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
ช่องทางการลงทุนยอดนิยมสำหรับเงินโบนัส
เมื่อจัดการหนี้สินเรียบร้อยแล้ว มีช่องทางการลงทุนหลากหลายรูปแบบให้เลือกพิจารณาตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการลงทุน:
- หุ้น: การลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน เป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถรับความผันผวนของตลาดได้และมีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนาน
- กองทุนรวม: เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้เริ่มต้น เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลและมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมผสม
- พันธบัตร: เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเช่นกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นและรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
- อสังหาริมทรัพย์: การลงทุนในที่ดิน คอนโด หรือบ้านเช่า สามารถสร้างรายได้จากค่าเช่าและมีโอกาสที่มูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีสภาพคล่องต่ำ
- สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ: เช่น ทองคำ, สกุลเงินดิจิทัล หรือการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแต่ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน
การนำเงินโบนัสไปลงทุนสามารถทำได้ทั้งแบบลงทุนครั้งเดียวเป็นเงินก้อนใหญ่ (Lump Sum) หรือทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Dollar-Cost Averaging) ซึ่งการเลือกวิธีการลงทุนควรพิจารณาจากจังหวะเวลาของตลาดและความรู้ความเข้าใจในการลงทุนของแต่ละบุคคล โดยช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมมักเป็นช่วงที่นักลงทุนหลายคนเริ่มวางแผนและเข้าลงทุนสำหรับปีใหม่
ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา
หัวใจสำคัญของการลงทุนคือ “การลงทุนมีความเสี่ยง” ไม่มีสินทรัพย์ใดที่รับประกันผลตอบแทนได้ 100% ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์นั้นๆ อย่างละเอียด ประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม การขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ตารางเปรียบเทียบ: เที่ยวหรู vs ลงทุนโต
| ปัจจัยในการพิจารณา | การท่องเที่ยว (ให้รางวัลตัวเอง) | การลงทุน (สร้างความมั่งคั่ง) |
|---|---|---|
| ผลตอบแทน | ผลตอบแทนทางอารมณ์และประสบการณ์ สร้างความสุขและความทรงจำในระยะสั้น | ผลตอบแทนทางการเงินในรูปของกำไรหรือเงินปันผล มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว |
| ระยะเวลา | ให้ความสุขและความพึงพอใจในทันที แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นสุดลง | ต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยผลตอบแทน อาจใช้เวลาหลายปีเพื่อให้เงินเติบโต |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงจากการใช้จ่ายเกินงบประมาณที่อาจนำไปสู่การเป็นหนี้ | ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดที่อาจทำให้มูลค่าเงินลงทุนลดลง |
| ผลกระทบต่อจิตใจ | ช่วยลดความเครียด สร้างแรงบันดาลใจ และเติมพลังในการทำงาน | สร้างความรู้สึกมั่นคงทางการเงินในอนาคต แต่ก็อาจสร้างความเครียดจากความผันผวนได้ |
| สภาพคล่อง | เงินถูกใช้จ่ายไปและไม่สามารถเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ | สินทรัพย์บางประเภทมีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ แต่บางประเภทมีสภาพคล่องต่ำ |
แนวทางการจัดสรรเงินโบนัสอย่างชาญฉลาด
เมื่อพิจารณาข้อดีและข้อควรระวังของทั้งสองทางเลือกแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่มีทางเลือกใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่แนวทางที่ยั่งยืนและเหมาะสมที่สุดคือการสร้างความสมดุลระหว่างความสุขในปัจจุบันและความมั่นคงในอนาคต
สูตรการแบ่งสัดส่วนเงินโบนัสสู่ความสมดุล
การแบ่งเงินโบนัสออกเป็นส่วนๆ เป็นวิธีที่ช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้หลายอย่างพร้อมกัน โดยสามารถปรับสัดส่วนได้ตามความจำเป็นและเป้าหมายของแต่ละบุคคล ตัวอย่างการแบ่งสัดส่วนที่น่าสนใจอาจอิงจากแนวคิดของพนักงาน PR ท่านหนึ่งที่แบ่งเงินโบนัสออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
- ส่วนที่ 1: เพื่ออนาคต (40-50%): นำไปชำระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นนำเงินที่เหลือไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ หรือเก็บเป็นเงินออมสำหรับเป้าหมายใหญ่ในอนาคต เช่น ซื้อบ้านหรือรถยนต์
- ส่วนที่ 2: เพื่อความสุขปัจจุบัน (20-30%): ใช้เป็นงบประมาณสำหรับการให้รางวัลตัวเอง เช่น การเดินทางท่องเที่ยว การซื้อของที่อยากได้ หรือการรับประทานอาหารมื้อพิเศษกับครอบครัว
- ส่วนที่ 3: เพื่อความมั่นคงและอื่นๆ (20-30%): เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน, ลงทุนในการพัฒนาตนเอง (เช่น เรียนคอร์สต่างๆ), หรือแบ่งปันเพื่อสังคม เช่น การบริจาค ซึ่งช่วยสร้างความสุขทางใจได้อีกรูปแบบหนึ่ง
สัดส่วนดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือการจัดสรรเงินอย่างมีเป้าหมายและสอดคล้องกับแผนการเงินโดยรวม
การวางแผนการเงินล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญ
วิธีที่ดีที่สุดในการใช้เงินโบนัสให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือการวางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับเงิน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับปี 2569 เช่น “ต้องการปิดหนี้บัตรเครดิตทั้งหมด” หรือ “ต้องการเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวม” จะช่วยให้มีทิศทางในการตัดสินใจและป้องกันการใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นตามอารมณ์ชั่ววูบ การมีแผนที่ชัดเจนจะทำให้เงินโบนัสกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการยกระดับสถานะทางการเงินได้อย่างแท้จริง
บทสรุป: สร้างสมดุลให้ชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคต
การตัดสินใจว่าจะใช้เงินโบนัสสิ้นปีไปกับการท่องเที่ยวสุดหรูหรือการลงทุนเพื่ออนาคตนั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทางเลือกที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและสถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล การให้รางวัลตัวเองด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลของชีวิตและสร้างพลังในการทำงาน ในขณะเดียวกัน การวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้
ดังนั้น แนวทางที่ชาญฉลาดที่สุดคือการผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน โดยการจัดสรรเงินโบนัสอย่างเป็นสัดส่วน เริ่มต้นจากการจัดการหนี้สินเป็นอันดับแรก จากนั้นแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อมอบความสุขให้กับตัวเองในปัจจุบัน การวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบจะช่วยให้เงินโบนัสที่ได้รับมาจากการทำงานหนักตลอดทั้งปี กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทางการเงินและความสุขที่ยั่งยืนทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า