งบ 68: ส่องนโยบายรัฐ กระทบเงินในกระเป๋าเราแค่ไหน?
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในปีถัดไป โดยงบประมาณดังกล่าวมีนโยบายหลายด้านที่น่าจับตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางการเงินของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ
- งบประมาณปี 2568 กำหนดวงเงินรายจ่ายรวม 3.75 ล้านล้านบาท โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
- มีการจัดสรรงบลงทุนภาครัฐในสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปี เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- นโยบายการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท และมาตรการลดหย่อนภาษี
- รัฐบาลตั้งเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 2.5 – 3.5 เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน
- แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีความท้าทายในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างตรงจุด
ภาพรวมงบประมาณแผ่นดินปี 2568
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากเป็นแผนการใช้จ่ายเงินของภาครัฐที่กำหนดแนวทางและจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ สำหรับงบประมาณปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการวางรากฐานเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายหลังจากที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายหลายประการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรอบงบประมาณนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
วงเงินและที่มาของงบประมาณ
สำหรับปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลได้กำหนดกรอบวงเงินรายจ่ายไว้ที่ 3.75 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โครงสร้างของงบประมาณประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วน ได้แก่
- ประมาณการรายได้สุทธิ: รัฐบาลคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิเป็นจำนวน 2.89 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้เหล่านี้มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายได้จากรัฐวิสาหกิจ การประมาณการรายได้นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานภาครัฐ
- เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล: เนื่องจากรายจ่ายที่ตั้งไว้สูงกว่ารายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ จึงเกิดการขาดดุลงบประมาณ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นจำนวน 865,700 ล้านบาท การกู้เงินดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ทางการคลังที่เรียกว่า “งบประมาณแบบขาดดุล” ซึ่งนิยมใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น เพื่อให้ภาครัฐสามารถมีเม็ดเงินเพียงพอสำหรับดำเนินนโยบายและโครงการลงทุนต่าง ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาวมากจนเกินไป
เป้าหมายหลักทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายสูงสุดของการจัดทำงบประมาณปี 2568 คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับประชาชนและประเทศชาติ โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไว้ที่ช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 แม้ว่าตัวเลขนี้จะมีการปรับลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม แต่ยังคงสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว งบประมาณจะถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุนนโยบายที่สำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: ผ่านนโยบายที่เพิ่มกำลังซื้อและสภาพคล่องให้กับประชาชนโดยตรง เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้กลับมาคึกคัก
- การลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว: ผ่านโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
- การสร้างความมั่นคงทางสังคม: ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เข้มแข็ง
เจาะลึกนโยบายสำคัญใน งบ 68: ส่องนโยบายรัฐ กระทบเงินในกระเป๋าเราแค่ไหน?
ภายใต้วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาทของงบประมาณปี 2568 นั้น ได้มีการจัดสรรเม็ดเงินไปยังนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่ถูกวางตัวให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยนโยบายเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า งบประมาณแผ่นดินจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างไร
การลงทุนภาครัฐ: พระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดของงบประมาณปี 2568 คือการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุน (Capital Expenditure) เป็นจำนวนสูงถึง 908,224 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.2 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งนับเป็นสัดส่วนงบลงทุนที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปี การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมองว่าการลงทุนภาครัฐคือ “พระเอก” หรือเครื่องจักรสำคัญที่จะฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะการเติบโตต่ำ
เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ เช่น การขยายโครงข่ายคมนาคมขนส่ง (ถนน ราง รถไฟฟ้า) การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและพลังงาน การลงทุนในโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างงานและกระจายรายได้ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ในช่วงของการก่อสร้าง แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับคนไทย
นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
นอกเหนือจากการลงทุนในระยะยาวแล้ว งบประมาณปี 2568 ยังให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy) ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในมือของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ
นโยบายการคลังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในปี 2568 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
กลไกของนโยบายการคลังที่จะถูกนำมาใช้ประกอบด้วยมาตรการที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของการโอนเงินโดยตรงและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ
โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท และมาตรการภาษี
นโยบายการคลังที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ “โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่มุ่งหวังจะอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงผ่านกระเป๋าเงินของประชาชนผู้มีสิทธิ์ โดยงบประมาณส่วนหนึ่งในปี 2568 จะถูกจัดสรรเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้ วัตถุประสงค์หลักคือการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนอย่างเร่งด่วน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับท้องถิ่น และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
นอกจากโครงการเงินดิจิทัลแล้ว รัฐบาลยังมีแผนที่จะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเพิ่มเติม เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อสินค้าและบริการบางประเภท หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจต่อไป
วิเคราะห์ผลกระทบต่อการเงินส่วนบุคคล
การอนุมัติงบประมาณแผ่นดินด้วยวงเงินมหาศาลและนโยบายที่หลากหลาย ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของประชาชนแต่ละคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การทำความเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
| มิติผลกระทบ | ผลกระทบระยะสั้น | ผลกระทบระยะยาว |
|---|---|---|
| สภาพคล่องและกำลังซื้อ | เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากโครงการเงินดิจิทัลและมาตรการลดหย่อนภาษี ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น | กำลังซื้ออาจเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน หากการลงทุนภาครัฐนำไปสู่การจ้างงานและรายได้ที่สูงขึ้น |
| โอกาสในการสร้างรายได้ | ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการกระตุ้นการบริโภค | เกิดโอกาสในการทำงานและประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ |
| ภาระหนี้สาธารณะ | ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน แต่เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด | หากการลงทุนไม่คุ้มค่า อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีในอนาคตเพื่อชำระหนี้ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้สุทธิของประชาชน |
| เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ | อาจเกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อชั่วคราว หากความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว | เศรษฐกิจมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น จากขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น |
ผลกระทบระยะสั้น: สภาพคล่องและการบริโภค
ผลกระทบที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุดต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนจะมาจากนโยบายกระตุ้นการบริโภค โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้มีสิทธิ์โดยตรง ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นหรือต้องการได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีมีเงินเหลือเก็บหรือนำไปใช้จ่ายได้มากขึ้น การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาพรวมจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
ผลกระทบระยะยาว: การสร้างรายได้และความยั่งยืน
ในขณะที่นโยบายกระตุ้นการบริโภคให้ผลในระยะสั้น การทุ่มงบประมาณเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลดีต่อสถานะทางการเงินของประชาชนในระยะยาว การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ก่อสร้าง วิศวกรรม และการขนส่ง ซึ่งจะสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับแรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและทันสมัยจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวหมายถึงโอกาสในการมีงานทำที่ดีขึ้น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างและเงินเดือน และความมั่งคั่งโดยรวมของประเทศที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในที่สุด
มุมมองและความท้าทายที่ต้องจับตา
แม้ว่ากรอบงบประมาณปี 2568 จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเต็มไปด้วยนโยบายที่น่าสนใจ แต่การดำเนินงานจริงยังคงมีความท้าทายและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่างบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีของทุกคนจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
เสียงสะท้อนจากภาควิชาการ
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์บางส่วนได้แสดงความเห็นต่องบประมาณปี 2568 โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลจะตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้สูงสุดเป็นประวัติการณ์และมีการกู้เงินจำนวนมาก แต่การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรงยังดูมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการกระตุ้นการบริโภคในลักษณะการให้เงินแบบถ้วนหน้า มีการเสนอแนะว่า การใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด หรือการลงทุนเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน อาจสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนมากกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ความท้าทายในการจัดสรรงบประมาณ
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางความต้องการจากทุกภาคส่วน การตัดสินใจว่าจะจัดสรรงบประมาณไปยังโครงการใดก่อน-หลัง และในสัดส่วนเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อป้องกันการทุจริตและเพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง การติดตามและประเมินผลโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางได้ทันท่วงทีหากพบว่าโครงการใดไม่สามารถตอบโจทย์หรือสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวัง
สรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุป งบประมาณปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือทางการคลังชิ้นสำคัญที่รัฐบาลมุ่งใช้เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยมีกลยุทธ์หลักคือการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปี เป็นตัวนำ ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการเงินดิจิทัลและมาตรการภาษี เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนในระยะสั้น
ผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนจะปรากฏในสองรูปแบบหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องและกำลังซื้อในระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และโอกาสในการมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาวจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลงทุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐ รวมถึงการรับมือกับความท้าทายและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การทำความเข้าใจทิศทางของนโยบายรัฐไม่เพียงแต่ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืนอีกด้วย