รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง
บทความนี้จะวิเคราะห์ประเด็นที่ว่าเหตุใดการรัฐประหารปี 2557 จึงถูกทำให้ “ไม่ผิด” ในทางกฎหมาย พร้อมทั้งสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างรอบด้าน
ประเด็นสำคัญของรัฐประหาร 2557
- การรัฐประหาร 2557 ได้รับการนิรโทษกรรมผ่านบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ทำให้การกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชอบด้วยกฎหมาย
- มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้มอบอำนาจพิเศษและเบ็ดเสร็จให้แก่หัวหน้า คสช. สามารถออกคำสั่งใดๆ ก็ได้ โดยถือว่าเป็นที่สุดและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
- ผลพวงของรัฐประหารได้นำไปสู่การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองอย่างกว้างขวาง รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ามีกลไกสืบทอดอำนาจ
- ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ก่อนรัฐประหารไม่ได้ถูกแก้ไข แต่กลับทวีความรุนแรงและฝังรากลึกยิ่งขึ้น นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงปี 2563-2564
จุดเริ่มต้นและบริบทของการยึดอำนาจ
เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ
การรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่และสภาวะสุญญากาศทางการเมือง ภายหลังการยึดอำนาจ คสช. ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และเข้าควบคุมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการอย่างสมบูรณ์ คำถามที่ตามมาและยังคงเป็นที่ถกเถียงจนถึงปัจจุบันคือ สถานะทางกฎหมายของการกระทำดังกล่าว ซึ่งในเวลาต่อมาได้ถูกทำให้ “ชอบด้วยกฎหมาย” ผ่านกลไกที่ คสช. สร้างขึ้นเอง
สถานะทางกฎหมาย: ทำไมรัฐประหารถึง “ไม่ผิด”?
ประเด็นที่ว่า รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง นั้นมีรากฐานมาจากการสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการกระทำรัฐประหารในภายหลัง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เคยเกิดขึ้นในการรัฐประหารครั้งก่อนๆ ของไทย โดยอาศัยหลักการที่ว่าคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจสำเร็จย่อมมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในการเปลี่ยนแปลงระเบียบกฎหมายของรัฐได้ สำหรับกรณีของ คสช. การสร้างความชอบธรรมนี้เกิดขึ้นผ่านการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและบทบัญญัติเฉพาะที่สำคัญ
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557
หลังจากการยึดอำนาจ คสช. ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชั่วคราว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เพียงแต่จัดวางโครงสร้างการปกครองภายใต้ คสช. เท่านั้น แต่ยังได้บรรจุบทบัญญัติที่รับรองการกระทำทั้งหมดของ คสช. ให้มีความชอบธรรมทางกฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การรัฐประหารและการใช้อำนาจหลังจากนั้นถูกตีความว่าไม่ผิดกฎหมาย
มาตรา 48: บทบัญญัตินิรโทษกรรม
มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คือกลไกสำคัญที่สุดในการนิรโทษกรรมให้แก่ คสช. โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า บรรดาการกระทำทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ รวมถึงการลงโทษและการกระทำอื่นๆ ที่ตามมา หากได้กระทำไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ ให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
บทบัญญัตินี้มีผลเป็นการล้างผิด (Amnesty) ให้กับการกระทำรัฐประหารทั้งหมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตตราบเท่าที่ คสช. ยังคงอำนาจอยู่ ทำให้ในทางนิตินัย การรัฐประหารจึงกลายเป็นการกระทำที่ “ไม่ผิดกฎหมาย” ตามกรอบของกฎหมายที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นมาเอง
อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของมาตรา 44
นอกเหนือจากการนิรโทษกรรมแล้ว มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันยังได้มอบอำนาจพิเศษให้แก่หัวหน้า คสช. อย่างกว้างขวาง โดยระบุว่าในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป รักษาความสงบเรียบร้อย หรือระงับยับยั้งการกระทำอันบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร หัวหน้า คสช. สามารถออก “คำสั่ง” เพื่อกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด
มาตรา 44 ได้แปรสภาพให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ สามารถออกกฎหมาย แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายได้ด้วยตนเอง ทำให้การใช้อำนาจของ คสช. ตลอดระยะเวลาที่ปกครองประเทศได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และยากต่อการตรวจสอบหรือโต้แย้ง
ผลกระทบทางการเมืองและสังคมในระยะสั้น
แม้ว่าการรัฐประหารจะถูกทำให้ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและการเมืองไทยนั้นกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหลักการประชาธิปไตย โดยส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก
ในทันทีหลังการยึดอำนาจ คสช. ได้ออกประกาศและคำสั่งหลายฉบับเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน การควบคุมเนื้อหาของสื่อมวลชน และการเรียกบุคคลต่างๆ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรม เข้ามารายงานตัวหรือปรับทัศนคติในค่ายทหาร การกระทำเหล่านี้สร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวและปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนอย่างสิ้นเชิง
การวางรากฐานโครงสร้างอำนาจใหม่
ในช่วงเวลาที่อยู่ในอำนาจ คสช. ได้ดำเนินการวางรากฐานโครงสร้างการเมืองใหม่ผ่านการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มาจากกองทัพและข้าราชการ เพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมายต่างๆ รวมถึงการเริ่มต้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในท้ายที่สุดได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่มีกลไกซับซ้อนและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
| ประเด็น | ก่อนรัฐประหาร 2557 (ภายใต้ รธน. 50) | หลังรัฐประหาร 2557 (ภายใต้ รธน. 60) |
|---|---|---|
| ที่มาของนายกรัฐมนตรี | มาจาก ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน | รัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ร่วมกันเลือก โดย ส.ว. มาจากการแต่งตั้งของ คสช. |
| วุฒิสภา (ส.ว.) | มาจากการเลือกตั้งและสรรหาในสัดส่วนใกล้เคียงกัน | มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมด 250 คน (ในวาระแรก) |
| สิทธิและเสรีภาพ | ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมือง | ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดด้วยอำนาจพิเศษและประกาศ/คำสั่ง คสช. |
| ระบบการเลือกตั้ง | ระบบสัดส่วนผสมคู่ขนาน (MMP) | ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA) ที่มีความซับซ้อน |
มรดกและผลกระทบระยะยาวต่อการเมืองไทย
ผลพวงจากการรัฐประหาร 2557 ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2562 แต่มรดกที่ คสช. ทิ้งไว้ยังคงส่งอิทธิพลต่อโครงสร้างการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน
กลไกการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2560
รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบทอดอำนาจของกลุ่มทหารและผู้มีอำนาจเดิม กลไกที่ชัดเจนที่สุดคือการให้วุฒิสมาชิก (ส.ว.) ที่มาจากการแต่งตั้งจำนวน 250 คน มีอำนาจร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีพร้อมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกลไกนี้ทำให้พรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหารมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้งปี 2562 ที่นำไปสู่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: กรอบกำหนดอนาคตประเทศ
อีกหนึ่งมรดกสำคัญคือ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งถูกตราขึ้นเป็นกฎหมายและมีผลผูกพันให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องดำเนินนโยบายตามกรอบที่วางไว้ แม้จะมีเจตนาเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเครื่องมือในการควบคุมทิศทางของประเทศในระยะยาวโดยกลุ่มอำนาจเดิม
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรง
แม้ คสช. จะอ้างเหตุผลในการยึดอำนาจว่าเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรัฐประหารกลับทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไทยฝังรากลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้น การปิดกั้นทางการเมืองและความไม่พอใจต่อการสืบทอดอำนาจได้สั่งสมจนปะทุขึ้นเป็นการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งไม่เพียงแต่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนายกรัฐมนตรีลาออก แต่ยังขยายข้อเรียกร้องไปถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่ลึกซึ้งในสังคมไทยอันเป็นผลพวงโดยตรงจากการรัฐประหาร
บทสรุป: สถานะทางกฎหมายและบาดแผลทางการเมือง
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองการตีความ หากมองในกรอบของกฎหมายที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นเองผ่านรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว การกระทำดังกล่าวได้รับการนิรโทษกรรมและถูกทำให้ชอบด้วยกฎหมายอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และนิติรัฐ การรัฐประหารยังคงเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานเหล่านี้อย่างชัดเจน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร 2557 ได้ทิ้งบาดแผลลึกไว้ในการเมืองไทย ทั้งการถดถอยของระบอบประชาธิปไตย การสร้างกลไกสืบทอดอำนาจที่บั่นทอนเจตจำนงของประชาชน และการผลักให้ความขัดแย้งในสังคมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มรดกเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องเผชิญและหาทางแก้ไขต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างระบบการเมืองที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง