Home » รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง

รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง

สารบัญ

ประเด็นคำถามที่ว่า รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง เป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมและการเมืองไทย การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการยึดอำนาจโดยใช้กำลังจะขัดต่อหลักการประชาธิปไตยสากล แต่ในทางกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวกลับได้รับการรับรองให้ชอบด้วยกฎหมายผ่านกลไกที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นเอง ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยังคงส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา

  • การรัฐประหาร พ.ศ. 2557 โดย คสช. ได้รับการรับรองความชอบด้วยกฎหมายผ่านบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่คณะรัฐประหารร่างขึ้นเอง
  • มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้นิรโทษกรรมการกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ทำให้การกระทำของ คสช. และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
  • ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมือง
  • โครงสร้างทางการเมืองถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้กองทัพมีบทบาทและอิทธิพลอย่างถาวรผ่านกลไกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เช่น วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง
  • เหตุการณ์รัฐประหารและผลพวงที่ตามมาได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และเป็นชนวนของการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

การวิเคราะห์คำถามที่ว่า รัฐประหาร 57 ไม่ผิด? สรุปคำตัดสิน-ผลกระทบการเมือง จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงรากฐานทางกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการกระทำดังกล่าว และผลกระทบในมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมา การรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและปฏิรูปประเทศ การกระทำดังกล่าวแม้จะหยุดชะงักกระบวนการประชาธิปไตย แต่กลับถูกทำให้ “ไม่ผิดกฎหมาย” ผ่านการออกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้การคุ้มครองทางกฎหมายย้อนหลัง บทความนี้จะสำรวจบริบททางกฎหมายที่รองรับการรัฐประหาร และวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการเมืองและสังคมไทยในระยะยาว

ย้อนรอยเหตุการณ์: จุดเริ่มต้นของรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถือเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงและยืดเยื้อระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่และสถานการณ์ที่ใกล้จะเกิดความรุนแรงทั่วประเทศ

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้อ้างเหตุผลความจำเป็นในการเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ปฏิรูปการเมือง และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว การยึดอำนาจครั้งนี้ได้ยุติการทำงานของรัฐบาลพลเรือน ระงับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และนำประเทศเข้าสู่ช่วงเวลาของการปกครองโดยคณะทหารเป็นเวลาหลายปี

รากฐานทางกฎหมาย: เหตุใดการกระทำของ คสช. จึง “ไม่ผิดกฎหมาย”

รากฐานทางกฎหมาย: เหตุใดการกระทำของ คสช. จึง "ไม่ผิดกฎหมาย"

หัวใจสำคัญที่ทำให้การรัฐประหาร 2557 ไม่มีความผิดตามกฎหมายไทยในขณะนั้น อยู่ที่การสร้างกลไกทางกฎหมายขึ้นมารองรับการกระทำของตนเองโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำในการรัฐประหารหลายครั้งของไทย กลไกหลักที่ถูกใช้ในครั้งนี้คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557: กลไกสำคัญในการรับรองอำนาจ

หลังจากยึดอำนาจ คสช. ได้ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแทนที่ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไป รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายของการรัฐประหาร นั่นคือ มาตรา 48

มาตรา 48 ได้บัญญัติให้นิรโทษกรรมการกระทำทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ และไม่ว่าจะกระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง บทบัญญัตินี้เป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย” (Legal Immunity) ให้กับการกระทำรัฐประหารทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีได้ในภายหลัง

การรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารโดยอาศัยอำนาจจากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเอง ถือเป็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งทำให้การกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายภายในประเทศ

มาตรา 44: อำนาจพิเศษเหนือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

นอกจากการนิรโทษกรรมแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังได้มอบอำนาจพิเศษให้แก่หัวหน้า คสช. ผ่าน มาตรา 44 ซึ่งให้อำนาจในการออกคำสั่ง ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ

ที่สำคัญคือ คำสั่งหรือการกระทำตามมาตรา 44 นี้ ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด ซึ่งหมายความว่าอำนาจของหัวหน้า คสช. นั้นอยู่เหนือกฎหมายปกติและไม่สามารถตรวจสอบโดยองค์กรใดได้ อำนาจเบ็ดเสร็จนี้ถูกใช้ในการบริหารประเทศตลอดช่วงเวลาที่ คสช. อยู่ในอำนาจ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมอย่างเข้มงวด

ผลกระทบที่ตามมา: ภูมิทัศน์การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2557

การรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และการปกครองโดย คสช. ได้ทิ้งมรดกและผลกระทบที่ลึกซึ้งไว้ในหลายมิติของการเมืองและสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อมีการเลือกตั้ง แต่ยังคงส่งอิทธิพลอย่างต่อเนื่องผ่านโครงสร้างและกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น

การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ผลกระทบที่ชัดเจนและเกิดขึ้นทันทีหลังการรัฐประหารคือการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างเข้มงวด คสช. ได้ออกประกาศและคำสั่งหลายฉบับเพื่อห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และเรียกบุคคลจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง นักกิจกรรม และนักวิชาการ เข้ารายงานตัวเพื่อ “ปรับทัศนคติ” สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองถูกระงับชั่วคราว ทำให้บรรยากาศทางการเมืองอยู่ในสภาวะที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจ

โครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไป: บทบาททหารและกลุ่มทุน

ในช่วงการปกครองของ คสช. กองทัพได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการบริหารประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นายทหารระดับสูงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกัน มีการวิเคราะห์ว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจเกิดการผูกขาดโดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อย

มรดกทางรัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และกลไกสืบทอดอำนาจ

มรดกที่สำคัญที่สุดและยังคงอยู่คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งร่างและประกาศใช้ในยุคของ คสช. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีกลไกที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจและรักษาอิทธิพลของกองทัพไว้ในการเมืองอย่างถาวร กลไกสำคัญประกอบด้วย:

  • วุฒิสภา (ส.ว.) ชุดแรก: สมาชิกจำนวน 250 คนมาจากการคัดเลือกโดย คสช. และมีอำนาจในการร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2562
  • ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม: เป็นระบบที่ทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้ที่นั่ง ส.ส. ยากขึ้น และส่งเสริมให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
  • องค์กรอิสระ: กระบวนการสรรหาและที่มาของกรรมการในองค์กรอิสระบางแห่งถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความยึดโยงกับประชาชน

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: กรอบการบริหารระยะยาว

อีกหนึ่งมรดกที่สำคัญคือการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศที่รัฐบาลทุกชุดในอนาคตจะต้องปฏิบัติตาม แม้จะมีเจตนาที่ดีในการวางแผนระยะยาว แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้เป็นการจำกัดอำนาจและนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพยังคงสามารถชี้นำทิศทางของประเทศได้ต่อไป

ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

แม้ คสช. จะให้เหตุผลในการยึดอำนาจว่าเพื่อสร้างความปรองดอง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไทยหยั่งรากลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้น การใช้อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล การจำกัดเสรีภาพ และการวางกลไกสืบทอดอำนาจ ได้สร้างความไม่พอใจและความอึดอัดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันครั้งใหญ่ในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

ตารางเปรียบเทียบภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนและหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557
ประเด็น ก่อนรัฐประหาร 2557 (ภายใต้ รธน. 50) หลังรัฐประหาร 2557 (ภายใต้ รธน. 60)
รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาจากการลงประชามติของประชาชน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ร่างขึ้นในยุค คสช. และผ่านประชามติในบรรยากาศที่จำกัดเสรีภาพ
สิทธิและเสรีภาพ มีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยประกาศและคำสั่ง คสช. ในช่วงแรก และยังคงถูกควบคุมโดยกฎหมายต่างๆ
บทบาทของทหาร มีบทบาทด้านความมั่นคง อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือน มีบทบาทชี้นำการเมืองอย่างถาวรผ่านกลไกวุฒิสภาและยุทธศาสตร์ชาติ
การจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีโอกาสสูงในการจัดตั้งรัฐบาล การจัดตั้งรัฐบาลซับซ้อนขึ้น ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง
ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ มีความรุนแรงและเปิดเผย ความขัดแย้งถูกกดทับด้วยอำนาจพิเศษ แต่ปะทุขึ้นมาใหม่ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม

บทสรุป: จากรัฐประหาร 57 สู่ปัจจุบันของการเมืองไทย

สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “รัฐประหาร 57 ไม่ผิดกฎหมาย” นั้นเป็นความจริงในกรอบของกฎหมายไทยที่ถูกสร้างขึ้นโดยคณะรัฐประหารเอง ผ่านการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่มีบทบัญญัตินิรโทษกรรมการกระทำของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในหลักการประชาธิปไตยสากล การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งย่อมถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน

ผลกระทบจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองไทยอย่างลึกซึ้งและยาวนาน ตั้งแต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพ การวางกลไกสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ ไปจนถึงการทำให้บทบาทของกองทัพในการเมืองกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งเหล่านี้ได้ทิ้งมรดกที่ซับซ้อนไว้ให้สังคมไทย ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญและหาทางแก้ไขต่อไป การทำความเข้าใจเหตุการณ์รัฐประหาร 2557 และผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเป็นบทเรียนและกำหนดทิศทางอนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง